THE GURU • FAMILY BUSINESS SOCIETY

10 คำถามสำคัญ ก่อนส่งมอบ-สืบทอดธุรกิจครอบครัว

บทความโดย: นวพล วิริยะกุลกิจ

                ในช่วงเวลาเกือบ 10 ปีที่ผมได้มีโอกาสให้คำปรึกษากับธุรกิจครอบครัว มีหลายๆ คำถามที่ผมมักจะได้ยินอยู่เสมอ จึงคิดว่าน่าจะดีหากได้รวบรวมคำถามเหล่านี้ พร้อมกับคำตอบในมุมมองของผมไว้ในที่เดียวกัน ผมไม่หวังให้บทความนี้เป็นคำภีร์ที่ต้องเชื่อตาม แต่ผมหวังให้เป็นตัวจุดประกายความคิด และบทสนทนาระหว่างสมาชิกครอบครัว ผมอยากให้พวกเราลองอ่านและถามตัวเองว่า ถ้าเป็นตัวคุณเอง จะมีคำตอบสำหรับ 10 คำถามต่อไปนี้ว่าอย่างไร

1. ธุรกิจครอบครัวต่างจากธุรกิจทั่วไปอย่างไร?

                “กำไรไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของธุรกิจครอบครัว อธิบายได้ว่า สิ่งสำคัญที่แตกต่างกันระหว่างธุรกิจครอบครัวและธุรกิจทั่วไปก็คือ เป้าหมาย โดยธุรกิจครอบครัวจะมี เป้าหมายคู่ในขณะที่ธุรกิจทั่วไปมีเป้าหมายเดี่ยว (ที่เรามักจะได้ยินกันก็คือ เป้าหมายในการสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น (Value creation for the owner)) ในขณะที่เป้าหมายของธุรกิจครอบครัวนั้น มีมากกว่าแค่ผลกำไร หรือความสำเร็จเชิงธุรกิจ คือเป้าหมายในการรักษาความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวด้วยนั่นคือที่มาของเป้าหมายคู่ ที่ว่า “ความสำเร็จทางธุรกิจควบคู่กับการรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว”

ถ้าคนที่จะส่งมอบ และคนที่จะสืบทอดธุรกิจครอบครัวเข้าใจตรงกันใน เป้าหมายคู่แล้ว ก็ถือเป็นความสำเร็จขั้นแรกของการสืบทอดธุรกิจครอบครัวเลยทีเดียว เพราะการตั้งเป้าหมายให้ถูกจะช่วยให้คุณมีเส้นชัยที่น่าปรารถนา ไม่ใช่เส้นชัยหลอกๆ ที่ถึงแล้วก็ต้องมานั่งเสียใจ

2. วัดความสำเร็จของธุรกิจครอบครัวอย่างไร?

            เมื่อเป้าหมายของธุรกิจครอบครัวเป็น เป้าหมายคู่ ความสำเร็จจึงต้องวัดที่เรื่องของธุรกิจควบคู่กับความสัมพันธ์ในครอบครัว เช่น ถ้าธุรกิจสำเร็จแต่ครอบครัวแตกแยก อันนี้ต้องถือเป็นความล้มเหลวของธุรกิจครอบครัว คราวนี้เราลองมาวิเคราะห์กันว่า อะไรอยู่เบื้องหลังความสำเร็จทางธุรกิจ และอะไรอยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์ที่ดีของครอบครัว

สำหรับในด้านธุรกิจ คนที่เรียนมาทางสายเศรษฐศาสตร์หรือบริหารธุรกิจ คงจะตอบได้ไม่ยากว่าอะไรอยู่เบื้องหลังธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ปัจจัยสำคัญก็คือ ความสามารถเชิงแข่งขัน” (Competitiveness) ของตัวธุรกิจเอง ส่วนปัจจัยสำคัญเบื้องหลังความสัมพันธ์ที่ดีของครอบครัวก็คือ ความสามารถในการบริหารความขัดแย้งให้อยู่ในระดับพอดี หรือที่ผมชอบที่จะเรียกว่า “Healthy Conflict” คือความขัดแย้งที่ทำให้ธุรกิจมีสุขภาพดี ก่อนอื่นเราต้องยอมรับว่าความขัดแย้งเป็นธรรมชาติของมนุษย์

             เป้าหมายของเราจึงไม่ใช่การขจัดความขัดแย้งให้หมดไป แต่คือการรักษาความขัดแย้งไม่ให้ลุกลามกลายเป็นความรุนแรง เช่น ความเห็นที่แตกต่างกันทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆ ที่นำไปสู่พัฒนาการด้านต่างๆ ของโลก รวมถึงในธุรกิจครอบครัวของเราด้วย ส่วน ความรุนแรงที่พูดถึงนั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นการลงมือลงไม้กันอย่างเดียว การใช้คำพูดแรงๆ คำพูดที่เชือดเฉือนกันก็ถือเป็นความรุนแรงแล้ว

ความสำเร็จอย่างยั่งยืนของธุรกิจครอบครัวจะเกิดขึ้นได้เมื่อครอบครัวสามารถรักษา สมดุล ระหว่าง ธุรกิจที่แข่งขันได้ (Competitive Business) กับ ความขัดแย้งในระดับพอดีๆ (Healthy Conflict) ไว้ได้ นั่นเอง มีคำพูดของทายาทคนหนึ่งที่ติดหูผมมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา คือวันนั้นเขาบอกกับผมว่า “ผมคงไม่ทำให้เกิดการทะเลาะกันอย่างรุนแรง เพราะสุดท้ายแล้วชีวิตก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าครอบครัว”

3. ยังไงถึงเรียกว่าสืบทอดธุรกิจครอบครัว?

            ยังไงถึงเรียกว่าสืบทอดธุรกิจ? อะไรถึงเรียกว่า ส่งไม้ต่อ”?

ลูกๆ ต้องเข้ามาเป็น CEO หรือไม่?เป็นผู้บริหารระดับสูงพอมั้ย? หรือเป็นแค่พนักงานคนนึงก็ได้? เป็นผู้ถือหุ้นอย่างเดียวพอหรือไม่? หรือต้องเข้ามาเป็นกรรมการด้วย?

การจะตอบคำถามเหล่านี้ เราต้องเข้าใจก่อนว่าเขาใช้อะไรวัดว่าบริษัทใดเป็นธุรกิจครอบครัว ส่วนใหญ่เราจะมองว่าธุรกิจใดเป็นธุรกิจครอบครัวจาก 3 ปัจจัยได้แก่ (1) ใครเป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจ(Found) (2) ใครคือคนกำลังบริหารธุรกิจนั้นอยู่ (Manage) และ (3) ใครเป็นผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุมธุรกิจนั้นๆ (Own &Control)

ซึ่งสำหรับผม จะให้ความสำคัญกับข้อ 3 มากที่สุดก็คือ การมีสมาชิกครอบครัวที่ถือหุ้นอยู่และมีอำนาจควบคุมธุรกิจนั้นอยู่ด้วย โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องถือหุ้นใหญ่ก็ได้ เพราะปัจจุบันนี้เทคนิคทางกฎหมายทำให้ถือหุ้นไม่มาก แต่สามารถรักษาอำนาจควบคุมไว้ได้ (ได้แก่ อำนาจการโหวต หรืออำนาจแต่งตั้งผู้บริหารบริษัท เป็นต้น) ผ่านการใช้โครงสร้างบริษัทโฮลดิ้ง หรือการกำหนดคลาสของหุ้น เป็นต้นนอกจากนี้ การสืบทอดธุรกิจครอบครัวก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องลงมาบริหารธุรกิจเองด้วย

            หลายคนคงสงสัยว่า ถ้าหากไม่มีสมาชิกครอบครัวลงมาบริหารธุรกิจครอบครัวเลย แล้วจะเรียกว่าสืบทอดธุรกิจครอบครัวได้ด้วยหรือ? คำตอบของผมก็คือ คงไม่จำเป็น เพราะหากเรามองไปในทำเนียบธุรกิจครอบครัวทั่วโลกที่ส่งมอบกิจการกันมาหลายๆ รุ่น จะเห็นว่าจำนวนทายาทที่สืบเชื้อสายมาจากต้นตระกูลแล้วลงมาบริหารกิจการเองนั้น มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เพราะความสามารถ ความถนัด หรือความชอบในการบริหารธุรกิจนั้น ไม่ได้ส่งผ่านทาง DNA ธุรกิจที่จะอยู่รอดได้ในระยะยาวมักจะถูกบริหารโดยผู้ที่มีความสามารถเหมาะสมกับธุรกิจมากที่สุด ไม่ใช่แค่เลือดใกล้กัน

สรุปก็คือ การสืบทอดธุรกิจครอบครัวคือการส่งมอบ-รับมอบ อำนาจควบคุมกิจการเป็นสำคัญ โดยจะลงมาบริหารหรือไม่บริหารธุรกิจเองก็ได้

4. เมื่อไหร่จึงควรส่งมอบธุรกิจครอบครัว?

          เมื่อเรารู้สึกว่าธุรกิจครอบครัวนั้นมีความมั่นคงในระดับหนึ่งแล้ว

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าธุรกิจมั่นคง? ก็เมื่อคุณรู้สึกว่าถ้าวันนี้คุณไม่อยู่ ธุรกิจก็เดินหน้าต่อไปได้ และเป็นธุรกิจที่ดีที่ลูกหลานจะได้ใช้ประโยชน์ต่อไป (ไม่ใช่เป็นภาระลูกหลานต่อไป) นี่คือข้อแรกเลยที่ผู้ส่งมอบจะต้องพิจารณา คือธุรกิจต้องพร้อมก่อน

แล้วถ้าธุรกิจยังไม่พร้อมล่ะ (คือยังไม่มั่นคง ยังต้องทำอะไรอีกมากเพื่อให้มั่นคง) แต่พ่อแม่อยากส่งมอบแล้ว? นี่แสดงว่าคุณกำลังจะส่งต่อภาระให้กับทายาท เหมือนพ่อแม่วางแผนสร้างปราสาท แต่ทำเสร็จแค่ครึ่งหนึ่งแล้วก็หันมาบอกลูกๆ ว่า ปราสาทนี้พ่อแม่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ลูกๆ ได้อยู่อาศัย ดีมากมาย (บลาๆ) แต่พ่อแม่เหนื่อยแล้ว พวกเธอไปสร้างต่อให้เสร็จนะ...พ่อแม่จะรอดู!”ในกรณีที่ธุรกิจครอบครัวยังไม่มั่นคง จำเป็นอย่างมากที่พ่อแม่จะต้องพูดคุยกับลูกๆ หรือทายาทว่าสนใจจะสร้างปราสาทต่อจากพ่อแม่หรืออยากจะไปสร้างธุรกิจใหม่ตามความฝันของพวกเขา

เมื่อธุรกิจพร้อมแล้วผู้ที่จะส่งมอบก็ต้องมาดูความพร้อมของปัจจัยอีกสองอย่างก็คือ ทายาทพร้อมและ พ่อแม่พร้อมนั่นก็คือ ผู้ส่งมอบก็ต้องพร้อมด้วยนี่คือ 3 ปัจจัยที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไปหรืออาจจะพูดได้ว่ามี 3 สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นเพื่อให้การสืบทอดธุรกิจครอบครัวเป็นไปอย่างสมบูรณ์คือ ธุรกิจต้องมั่นคง ทายาทพร้อมขึ้น และพ่อแม่พร้อมก้าวลง

            ทายาทพร้อมก็ดูได้จากปัจจัย เช่น ความรู้ ความสามารถ (Capability) ประสบการณ์ (Experience) ความว่าง (Availability) และที่สำคัญคือความมุ่งมั่น (Commitment) เพราะถ้าขาดความมุ่งมั่นก็ยากที่จะสำเร็จได้เรื่องความมุ่งมั่นต้องถือเป็นหัวใจเลย

            พ่อแม่พร้อม ก็เช่น พ่อแม่ค่อยๆ ปรับลดบทบาทและอำนาจของตนเองลงในขณะที่ปรับเพิ่มบทบาทและอำนาจให้กับลูกๆ มากขึ้น เช่น คุณพ่อท่านหนึ่งที่ผมเคยให้คำปรึกษา ท่านวางไว้เลยว่าปีแรกท่านจะลดการเข้าออฟฟิศจาก 6 วัน เหลือ 4 วัน ปีที่สองเหลือ 3 วัน ปีที่สามเหลือ 2 วัน ปีที่ 4 เหลือเพียง 1 วัน เป็นต้น นั่นคือเรื่องของเวลางาน ยังมีเรื่องของการปรับบทบาท เช่น คุณพ่ออาจเขยิบขึ้นไปเป็นประธานหรือที่ปรึกษาแทน ไม่ลงมาสั่งงานเองอีกต่อไป หรือการปรับอำนาจ เช่น อำนาจเซ็นเช็ค เป็นต้น คือกราฟจะเดินสวนกันคือลูกค่อยๆ ขึ้น และพ่อแม่ค่อยๆ ลงในเรื่องบทบาท ความรับผิดชอบและอำนาจการตัดสินใจเป็นการเปลี่ยนผ่านจาก Parentship เป็น Partnership ระหว่างพ่อแม่ลูก

            เทคนิคอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ปล่อยวางจากธุรกิจได้ก็คือ การหา เป้าหมายใหม่ในชีวิตให้ท่าน เช่น การไปทำงานสาธารณกุศลมากขึ้น เข้าร่วมกิจกรรมที่สนใจ หรือเบนความสนใจไปในด้านครอบครัว เช่น การรักษาสุขภาพตนเอง หรือการดูแลหลานๆ เป็นต้น

            สุดท้าย ผมอยากให้การส่งมอบธุรกิจครอบครัวเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ให้เกิดจากเราอยากทำเอง อย่ารอให้สถานการณ์บังคับให้ต้องส่งมอบจึงค่อยมาคิดกันว่าจะทำอะไรยังไงกัน

5. การเตรียมส่งมอบธุรกิจครอบครัวต้องทำอะไรบ้าง?

            ก่อนที่ ธุรกิจพร้อม” “ทายาทพร้อมและ พ่อแม่พร้อมนั้น จะมีกระบวนการหลายขั้นตอน ในขั้นแรกผมขอแนะนำให้ครอบครัวพูดคุยกันใน 3 เรื่องนี้ก่อน คือ

·       ความคาดหวังของแต่ละคน (Expectation) เพราะความคาดหวังที่ไม่ตรงกัน ทำให้เราทะเลาะกันได้ มาฟังกันว่า แต่ละคนคิดอย่างไรกับการสืบทอดธุรกิจครอบครัว และแต่ละคนคาดหวังต่อคนอื่นในครอบครัวอย่างไร จูนให้เข้าใจกันจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ

·       ภาพอนาคตของธุรกิจครอบครัว (Vision of the family business) เพราะภาพอนาคตที่แตกต่างกันอาจทำให้สมาชิกเลือกเดินในเส้นทางที่แตกต่างกัน และนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างกันได้ง่ายๆ ครอบครัวจึงจำเป็นจะต้องมาร่วมกันสร้างภาพให้เป็นภาพเดียวกันก่อนที่จะร่วมเดินทางกันต่อไป

·       กติการ่วมกัน (Family Agreement) ไม่ว่าจะเป็นกติกาในการอยู่ร่วมกัน หรือทำงานร่วมกันในธุรกิจครอบครัว(บางครั้งจะเรียกว่าเป็นธรรมนูญครอบครัว) เมื่อสมาชิกตกลงใจแล้วว่าจะร่วมกันสืบทอดกิจการครอบครัว การอยู่ในเรือลำเดียวกันจำเป็นจะต้องมีกติกาเพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง เช่น เรื่อง การแบ่งงาน แบ่งหน้าที่ แบ่งผลประโยชน์ กำหนดกติกาในการทำงานร่วมกัน การตัดสินใจร่วมกัน เป็นต้น

         การพูดคุยกันใน 3 เรื่องข้างต้นจะช่วยเปิดประเด็นต่างๆ ตามมาอีกมากมาย ถือเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับสมาชิกในการวางแผนสืบทอดธุรกิจครอบครัวร่วมกัน ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องที่ครอบครัวจะสามารถทำให้เสร็จได้ภายในวันเดียว หรือเดือนเดียว หากแต่เป็นกระบวนการที่ใช้เวลา ดังนั้น หากเริ่มได้เร็วที่สุดเมื่อไหร่ย่อมจะดีที่สุด

 6. ปัญหาความขัดแย้งที่มักจะเกิดขึ้นในธุรกิจครอบครัว?

            จากประสบการณ์พบว่ามีอยู่ 7 เรื่องที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัว ได้แก่ (1) ปัญหาการสื่อสาร (2) ปัญหาข้อมูล (3) ปัญหาธรรมาภิบาล (4) ผลประโยชน์ (5) ปัญหาโครงสร้าง (6) ยึดมั่นตัวตน และ (7) แผลในใจแต่ปัญหาใหญ่ที่เป็นเบื้องต้น และเจอบ่อยที่สุดก็คือ ปัญหาการสื่อสารคนส่วนมากมักเป็นนักพูดที่เก่งกาจแต่ไม่ได้เป็นนักฟังที่ดี ปัญหาการสื่อสารสามารถลดลงได้ด้วยการพูดคุยกัน แต่ให้เราเน้นที่การฟังไม่ใช่การพูด เพราะเราจะเข้าใจคนอื่นได้ก็จากการฟัง ไม่ใช่ว่า พูดๆๆ ให้เขาฟัง แล้วเราจะเข้าใจเขาได้อย่างไร นี่คือประเด็นสำคัญ

และเมื่อฟังแล้ว ใจเราก็อาจเห็นขัดแย้ง ไม่เห็นด้วยก็เป็นเรื่องปกติ เพียงแต่อย่าเพิ่งไปตัดสินว่าเขาผิด เขาอาจจะแตกต่าง เราก็แค่ต้องยอมรับความแตกต่างนั้นให้ได้ แต่ถ้าเราไม่ยอมรับเลย คุยกันมากเท่าไหร่ช่องว่างก็ไม่ลด ดังนั้น ถ้ามีทั้งสองปัจจัยนี้ คือ ฟัง+ยอมรับ ปัญหาการสื่อสารจะลดลงได้

อีกเรื่องที่เจอบ่อยคือ ปัญหาธรรมาภิบาลซึ่งมักจะเกิดจากความไม่รู้ ไม่ใส่ใจ ไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาทำให้ละเลยจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาว่าอะไรคือผลประโยชน์ส่วนตัวอะไรคือผลประโยชน์ส่วนรวมปัญหาล้วงลูก พี่ล้วงน้อง พ่อล้วงลูก ฯลฯ หรือปัญหาอยากให้โปร่งใสหรือจริงๆ คือไม่เชื่อใจกัน เป็นต้นส่วนเรื่องของผลประโยชน์ที่คนมักจะคิดว่าเป็นสาเหตุของความขัดแย้งอันดับหนึ่ง ผมก็เจอแต่ไม่ใช่ทุกครอบครัว ซึ่งไม่เหมือนปัญหาการสื่อสารและปัญหาธรรมาภิบาลที่เจอกันเกือบทุกครอบครัว

7. จะสร้างความเชื่อถือ เชื่อใจ และมั่นใจต่อคนที่ทำธุรกิจครอบครัวอย่างไร?

            ความเชื่อถือ เชื่อใจ และเชื่อมั่นไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว ผมเปรียบเป็นการวิ่งมาราธอนไม่ใช่การวิ่ง 100 หรือ 200 เมตร ดังนั้น ทายาทจึงต้องอดทนทำไป อาจไม่เป็นดั่งใจเรา 100% เป็นได้แค่ 1% ก็ขอให้ดีใจ ค่อยๆ ทำไป ผมเคยเจอทายาทคนหนึ่งที่บอกว่าเขาใช้เวลาถึงกว่า 10 ปี พ่อแม่จึงได้ไว้ใจให้เขาดูแลธุรกิจครอบครัวอย่างเต็มที่ ผมถามว่า แล้วรู้ได้ยังไงว่าพ่อแม่ไว้ใจทายาทคนนั้นตอบว่าปีนั้นคุณพ่อคุณแม่เขาไปเที่ยวต่างประเทศถึง 9 ครั้ง!”

นอกจากนี้ ในการสร้างผลงาน แนะนำว่าอย่าหวังตีโฮมรันแต่ให้ค่อยๆ เคาะไปทีละเบส คือ ให้สร้างผลงานเล็กๆ อย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ นั่นเป็นคำแนะนำจากทายาทหลายๆ คนที่ผมได้พูดคุยถ้าพ่อแม่ยังเฉยๆ นั่นอาจจะแปลว่าเรายังไปไม่ถึงจุดที่ทำให้พ่อแม่ไว้ใจ ให้อดทนทำต่อไป ท้อบ้างได้แต่อย่าเลิก และขอฝากไปถึงพ่อแม่ด้วยว่าอย่าประหยัดคำชม! บางครั้งสิ่งที่ลูกๆ ต้องการก็แค่คำชื่นชมเล็กๆ น้อยๆ ตบหลังเขาบ้างเมื่อเขาทำได้ดี แค่นี้ลูกๆ ก็มีกำลังใจขึ้นอีกเยอะแล้ว อย่าไปกลัวว่าเขาจะเหลิง กลับกันเขาจะยิ่งอยากทำให้ดีขึ้นอีก (เพราะอยากให้พ่อแม่ชมอีก)

แล้วก็ต้องอย่าลืมเป้าหมายคู่ของธุรกิจครอบครัวที่เราจะต้องพยายามรักษาสมดุลของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จควบคู่ไปกับการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีของคนในครอบครัว โดยไม่ลืมว่า สมดุลหมายถึงเราอาจไม่สามารถ เปลี่ยนแปลงธุรกิจ ได้เร็ว อาจจะช้ากว่าใจเราต้องการ แต่ถ้าไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรง ก็อาจถือได้ว่า ดีที่สุดแล้ว ดังเช่นสุภาษิตของชาวแอฟริกันที่ว่า ถ้าจะไปให้เร็วให้ไปคนเดียว แต่ถ้าจะไปให้ไกล ให้ไปด้วยกัน

 8. ธรรมนูญครอบครัวคืออะไร และสำคัญต่อธุรกิจครอบครัวอย่างไร?

            อธิบายสั้นๆ ธรรมนูญครอบครัว คือ กติกาที่ช่วยกำกับพฤติกรรม และชี้นำความคิดของคนในครอบครัว กติกานี้จะช่วยให้สมาชิกครอบครัวรู้ว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อะไรที่ควรทำ และอะไรไม่ควรทำในฐานะที่แต่ละคนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวปัญหาของอย่างหนึ่งธุรกิจครอบครัวคือ เมื่อเกิดปัญหาที่บ้านจะลามไปที่ธุรกิจ และเมื่อเกิดปัญหาในธุรกิจจะลามไปที่บ้าน สาเหตุสำคัญก็เพราะสมาชิกในครอบครัวใส่หมวกกันหลายใบ คือเป็นทั้งพ่อแม่พี่น้องกัน (สัมพันธ์กันในครอบครัว) และยังเป็นหัวหน้า-ลูกน้องกัน เป็นผู้ถือหุ้นด้วยกันอีก (สัมพันธ์กันในมุมธุรกิจ) คืองง

การมีธรรมนูญครอบครัว จึงเข้ามาช่วยลดความงงตรงนี้ ช่วยให้มีกติกาที่ชัดเจน แยกบทบาทหน้าที่ของแต่ละคนที่บ้าน และที่ทำงานออกจากกัน ไม่ปะปนกันอย่างมีเหตุมีผล นอกจากนี้ โดยธรรมชาติจะสังเกตว่าในธุรกิจครอบครัวที่มีพ่อแม่เป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจ ในช่วงต้นนี้ คุณพ่อคุณแม่คือ กติกาที่มีชีวิต ท่านจะวางกฎระเบียบ อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อะไรที่ควรทำให้สมาชิกปฏิบัติตาม

           เมื่อมีปัญหาท่านช่วยไกล่เกลี่ยแก้ไขและท่านยังรับภาระในการบริหารธุรกิจให้เติบโตด้วย แต่เมื่อเวลาผ่านไปเมื่อคุณพ่อคุณแม่อ่อนแรงลง หรือจากพวกเราไป จึงเกิดช่องว่างขึ้นเพราะกติกาที่มีชีวิตหายไป นั่นเป็นที่มาของความจำเป็นของครอบครัวที่จะต้องสร้างกติกาขึ้นมาใหม่ร่วมกัน เพราะถึงวันที่พ่อแม่ไม่อยู่ เราบอกไม่ได้หรอกว่าพี่หรือน้องใครใหญ่กว่าใคร และใครต้องฟังใคร

9. หัวใจและปัจจัยสำคัญที่ต้องมีในธรรมนูญครอบครัวคืออะไร?

            กติกาที่ดีที่สุดคือกติกาที่มีคนปฏิบัติตาม กติกาที่ไม่มีคนปฏิบัติตามต่อให้เขียนดีแค่ไหนก็ไร้ค่า สิ่งสำคัญคือทำยังไงให้ธรรมนูญครอบครัวมีความศักดิ์สิทธิ์นี่คือหัวใจสำคัญ

แล้วเราจะทำยังไงให้ธรรมนูญครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ล่ะ?

ก่อนอื่นต้องมาดูว่าความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมนูญครอบครัวมาจากอะไร ซึ่งผมพบว่ามีอย่างน้อย 6 ประการ

1)      ผูกกับกฎหมาย คือ ใช้กฎหมายเป็นตัวบังคับ ทำให้ต้องปฏิบัติตาม เช่น การแบ่งหุ้น หรือข้อบังคับบริษัท เป็นต้น

2)      ใช้ระบบเป็นตัวบังคับคือ การสร้างระบบขึ้นมากำกับทำให้สมาชิกต้องปฏิบัติตาม เช่น สร้างระบบในการเบิกเงินกงสีถ้าไม่ทำตามระบบก็เบิกไม่ได้ เป็นต้น

3)      สอดคล้องกับค่านิยม-วัฒนธรรมของครอบครัว คือ จริงๆ แล้วเป็นเหมือนสิ่งที่สมาชิกรู้กันอยู่แล้ว เช่น จะไม่ทำธุรกิจสีเทา ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ เป็นต้นหากฝ่าฝืนแล้วจะรู้สึกผิดเอง ถ้ากติกาที่เขียนขึ้นมาไม่สอดคล้องกับค่านิยมของครอบครัว ก็จะขาดความศักดิ์สิทธิ์

4)      เป็นข้อตกลงที่ตนเองร่วมกำหนดขึ้นมาคือให้สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกา เมื่อพวกเขามีส่วนในการเขียนขึ้นมา หากฝ่าฝืนแล้วเขาจะรู้สึกผิดเอง

5)      ผู้นำทำเป็นตัวอย่างคือ ผู้นำปฏิบัติตามกติกาที่กำหนดขึ้นอย่างเคร่งครัด เป็นตัวอย่างที่ดีให้สมาชิกคนอื่นๆ อาจมีข้อยกเว้นได้บ้าง ยืดหยุ่นได้บ้าง แต่ก็ต้องยกเว้น หรือยืดหยุ่นอย่างมีกติกา ไม่ใช่คิดจะทำก็ทำ คิดจะไม่ทำก็ไม่ทำ อย่างนี้ กติกาก็จะไม่ศักดิ์สิทธิ์

6)      ปรับเปลี่ยนได้อย่างมีกติกาคือ กำหนดกติกาในการปรับปรุงธรรมนูญครอบครัวอย่างมีแบบแผน ไม่ใช่เปลี่ยนทุกวัน อาจกำหนดเป็นปีละครั้งให้มาทบทวนกันใหม่ว่ามีอะไรต้องแก้ไข ปรับปรุงหรือไม่ เพื่อให้กติกาครอบครัวที่มีทันสมัย สอดคล้องกับสถานการณ์

 

            ธรรมนูญครอบครัวฉบับที่ผมเคยเห็นสั้นที่สุดมี 10 หน้า A4 ไม่ได้ต้องยาว ไม่ได้ต้องละเอียด ไม่ได้ต้องเขียนอย่างเริ่ดหรู ภาษาสวย แต่ที่สำคัญคือต้องเขียนขึ้นมาด้วยความเห็นร่วมกันของสมาชิกครอบครัว ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งอยากเขียนอะไรขึ้นมาเอง (อันนี้ แม้จะเขียนดี ละเอียด สวยงามแค่ไหนก็ไร้ค่า เพราะเป็นแค่คำประกาศของผู้มีอำนาจ แต่ไม่ใช่ธรรมนูญครอบครัว)

 

            แล้วอะไรบ้างที่ควรจะเขียนลงไปในธรรมนูญครอบครัว?

            ผมแนะนำว่ามีอย่างน้อย 8 เรื่องที่ต้องคุยกัน ตามโมเดลที่เรียกว่า บ้านธรรมนูญได้แก่ฐานของบ้านหนึ่ง (1) คือ กติกาในการสื่อสาร การตัดสินใจร่วมกัน และการแก้ปัญหาความขัดแย้งเป็นรากฐานที่สำคัญ ตามมาด้วยเสาทั้ง 4 ของบ้าน (2, 3, 4, 5)ได้แก่ การสืบทอดธุรกิจ การให้ค่าตอบแทนสมาชิกครอบครัว การจัดการกงสี และหุ้นของธุรกิจครอบครัว ตามมาด้วยหลังคาบ้าน (6) คือ การรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว หลังจากนั้นก็เป็นสภาพแวดล้อมของบ้าน (7, 8) คือ สายลมและแสงแดด ก็คือค่านิยมและวิสัยทัศน์ของธุรกิจครอบครัวร่วมทั้งสิ้น 8 ส่วนของบ้านธรรมนูญ

            ช่วงเวลาที่เขียนธรรมนูญคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ครอบครัวจะได้คุยกันในเรื่องสำคัญที่ควรจะพูดคุยกัน แต่ที่ผ่านมาอาจจะไม่มีใครกล้ายกขึ้นมาคุย เมื่อจะเขียนธรรมนูญแล้วก็เลยเปิดโอกาสให้มานั่งคุยกัน ขออย่าให้เสียโอกาสทองนี้ไป

10. จะเขียนธรรมนูญครอบครัวต้องเริ่มต้นอย่างไร?

            ผมมีข้อคิด 5 ข้อในการเริ่มเขียนธรรมนูญครอบครัว

ข้อ 1 อย่าไปคิดว่ายาก!หนึ่งบรรทัดที่ครอบครัวเราตกลงกติกากันได้ เขียนลงในกระดาษก็ถือเป็นธรรมนูญครอบครัวแล้ว ค่อยๆ ทำไปที่ละข้อสองข้อ โดยให้เน้นการเขียนกติการ่วมกันช้าๆ ชัวร์ๆ ดีกว่าเขียนคนเดียวอย่างเร็วๆ แล้วไม่มีคนปฏิบัติตาม

ข้อ 2 ให้เริ่มจากเรื่องง่ายๆ เช่น กำหนดช่องทางการสื่อสารในครอบครัว จัดทริปสานสัมพันธ์ครอบครัว เป็นต้นอย่าเพิ่งกระโดดไปคุยเรื่องยากๆ เช่น จะจัดหุ้นของธุรกิจครอบครัวยังไงดี? จะวางโครงสร้างบริษัทยังไงดี? เมื่อครอบครัวเราเก่งแล้ว พร้อมแล้ว จึงค่อยขยับไปคุยกันในเรื่องเหล่านั้น

ข้อ 3 อย่าเริ่มจากเรื่องที่เป็นปัญหาของเรา ให้เริ่มจากเรื่องที่เป็นปัญหาส่วนร่วมของคนส่วนใหญ่ในครอบครัว ไม่เช่นนั้นจะถูกมองว่าเขียนธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง

ข้อ 4 ศึกษากติกาของบ้านอื่น คือหาข้อมูลความรู้ว่าบ้านอื่นเค้ามีปัญหาอะไรกัน แล้วเขามีกติกาอะไรที่ช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้น ให้เรียนรู้แล้วนำมาปรับใช้กับบ้านเรา

ข้อ 5 ให้เริ่มเลย เพราะความสำเร็จเกิดจากการลงมือทำเท่านั้น!

เกี่ยวกับนักเขียน

นวพล วิริยะกุลกิจ ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้ประกอบการ นักเขียน และนักเดินทาง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ Fan page: Family Business Asia

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน