THE GURU • FAMILY BUSINESS SOCIETY

กงสี...ไม่ใช่โรงสี ความสับสนวุ่นวายขององค์กร ที่สมาชิกครอบครัวทั้งรักทั้งเกลียด

บทความโดย: นวพล วิริยะกุลกิจ

กงสีคือองค์กรนรกค่ะ ทำมากได้เท่านี้ ทำน้อยก็ได้เท่านี้ ไม่ทำก็ยังได้เท่านี้ ถ้าทำแล้วบ่นจะโดนด่า ไม่ทำไม่บ่นไม่โดนด่า ได้เงินเท่ากัน! - ความเห็นจากผู้ใช้บอร์ดพันทิปผู้หนึ่ง

 

เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้มีโอกาสเห็นกระทู้จากบอร์ดชื่อดังอย่างพันทิป ที่ตั้งหัวข้อได้สะดุดตา ว่า “กงสี<<คืออะไร?” ทำให้เกิดความสนใจเข้าไปอ่านทันที และยิ่งได้เห็นคอมเมนต์ในกระทู้ดังข้อความข้างต้นบทความนี้ ผมก็ยิ่งรู้สึกสะดุดใจ และยังมีแม้กระทั่งคอมเมนต์ที่เข้าใจว่ากงสี คือโรงสี!  

เพื่อไม่ให้สับสนกันไปมากกว่านี้! ผมเลยอยากจะชวนพวกเรามาพูดคุยกันเรื่อง กงสีในมุมมองของการบริหารจัดการธุรกิจครอบครัวกัน     

 กงสีคืออะไร?

            ผมเคยคิดว่า กงสีน่าจะมีความหมายคล้ายๆ กับคำภาษาจีนที่ว่า Guānxì (关系) ที่แปลว่า ความสัมพันธ์ หรือเกี่ยวข้องกันเพราะฟังเสียงคล้ายกัน แต่เมื่อได้ลองคุยกับเพื่อนฝูงที่เรียนจบจากประเทศจีนต่างให้ความเห็นว่า กงสีน่าจะมาจากคำว่า Gōngsī (公司 ออกเสียงแบบจีนกลางว่า กง-ซือ) ที่แปลว่า ของ กองกลางที่ใช้ร่วมกันสำหรับคนหมู่หนึ่งๆ[1] (ออกเสียงแบบจีนแต้จิ๋วว่า กงสี”) ประมาณว่าเป็นรูปแบบการทำธุรกิจร่วมกัน เป็นหุ้นส่วนกันซึ่งเทียบกับในปัจจุบันก็อาจจะอยู่ในรูปของ บริษัท” (Company) หรือห้างหุ้นส่วน (Partnership) ดังนั้น กงสีของครอบครัวจึงมีความหมายประมาณว่าเป็น บริษัทของครอบครัวหรือ ธุรกิจครอบครัวนั่นเอง

            ดังนั้น เมื่อทำมาหาได้ร่วมกันจาก กงสีก็ต้องนำผลกำไรมาแบ่งกัน หรือมาใช้ร่วมกัน เราจึงอาจมอง กงสีได้ 2 มุมคือ มุมแรกเป็นมุม หาเงิน คือ หน้าที่การเป็น เครื่องจักรสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ส่วนมุมที่สองเป็นมุม ใช้เงิน คือ การเป็น ถุงเงินกองกลางรวบรวมรายได้จากการทำธุรกิจแล้วจัดสรรปันส่วนให้กับสมาชิกในครอบครัว ซึ่งจากประสบการณ์เมื่อพูดถึงคำว่า กงสีคนส่วนมากมักจะมองในมุมของการใช้เงิน คือ กงสีในมุมของ ถุงเงินกองกลางมากที่สุด

              ตอบคำถามที่ว่า กงสีคืออะไร ถ้าตามตัวอักษร กงสีก็คือ ธุรกิจครอบครัว แต่ถ้าตามความหมายโดยทั่วไปรวมถึงในบทความนี้ด้วย กงสีคือ ถุงเงินกองกลางของครอบครัวนั่นเอง

 ทำไมต้องมี กงสี”?

            คำถามนี้เป็นคำถามที่สำคัญมาก ซึ่งสมาชิกครอบครัวควรนำมาหารือระหว่างกัน เพราะจากประสบการณ์ สมาชิกแต่ละคนมักมีมุมมองในเรื่องนี้ต่างกัน ผู้นำครอบครัวคนหนึ่งที่ผมได้พูดคุยมองไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องมี ถุงเงินกองกลาง เขาตั้งเป้าว่าจะสลายกงสีให้หมดไป ด้วยการแบ่งทรัพย์สมบัติที่มีร่วมกันระหว่างพี่น้องเป็นส่วนๆ หรือถ้าเป็นเงินสดก็หารแบ่งกันไปให้หมดด้วยความเชื่อที่ว่า ไม่มีกงสีก็ไม่มีปัญหา

            นอกจากนี้ ได้ คุณวิชา พูลวรลักษณ์ แห่งเมเจอร์​ ซีนีเพล็กซ์ รุ้ป เคยให้ทรรศนะไว้ว่า หลังจากแบ่ง (สมบัติ) กันแล้ว ดูพี่น้อง (ของคุณพ่อ) จะรักกันมากขึ้น ไปดูหนัง ไปเที่ยวไปทำบุญร่วมกัน เสาร์-อาทิตย์ก็โทรหากัน เป็นภาพที่น่ารัก ซึ่งมองว่าอาจเกิดจากการที่ไม่มีปัญหาให้พี่น้องต้องมาทะเลาะกันอีก”

            แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะคิดเช่นนั้น ผู้นำธุรกิจครอบครัวหลายต่อหลายคนยังเห็นความจำเป็นที่ครอบครัวจะต้องมี กงสีไว้อย่างเช่นที่ คุณชาญ ศรีวิกรณ์ แห่ง เกษร พร๊อพเพอร์ตี้ ได้เคยกล่าวไว้ว่า “The whole is more than the sum of its parts ...ทรัพย์สินเมื่อรวมอยู่ด้วยกันแล้วย่อมมีคุณค่ามากกว่าผลรวมของทรัพย์สินที่ถูกแยกออกเป็นส่วนๆ เป็นหลักการในการดูแลทรัพย์สินของครอบครัวให้เกิด Synergy สูงที่สุด…”

            คำถามสำคัญของครอบครัวก็คือ สมาชิกคิดเห็นอย่างไรในเรื่องของกงสี แยกกันดีกว่า หรือ รวมกันดีกว่า คงไม่มีคำตอบใดที่เรียกได้ว่าถูกต้องที่สุด สิ่งสำคัญก็คือ ครอบครัวจะต้องหันหน้ามาพูดคุยกันเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันว่าครอบครัวเราจะเดินไปทางไหน

 กงสีเป็นของใคร?

            แล้วถ้ากงสีคือ ถุงเงินกองกลางแล้วใครคือเจ้าของถุงเงินนี้ล่ะ?

 

กงสีเป็นของใครในมุมนักบริหาร : “กองกลาง VS “ของกลาง

ถ้าตามคอนเซ็ปต์ “กองกลาง” แล้ว กงสีก็ควรจะเป็นของทุกคนที่เป็นสมาชิกครอบครัว คำถามต่อมาก็คือ ถ้าเป็นเช่นนั้น หากสมาชิกคนใดคนหนึ่งไม่ต้องการที่จะอยู่ในกงสีอีกต่อไป สมาชิกคนนั้นจะสามารถถอนเงิน หรือถอนหุ้นจาก กองกลาง นี้ (ตามสัดส่วนที่ตัวเองพึงมี) ออกไปได้หรือไม่?

            ในเรื่องนี้ คุณวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ หนึ่งในผู้นำธุรกิจครอบครัวเบทาโกร ในเจเนอเรชั่นที่ 3 เคยให้ทรรศนะไว้ว่า “เงินกองกลางของตระกูลผมมีลักษณะคล้ายๆ กับ “ของกลาง” คือไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่ใช่เป็นเงินของแต่ละบ้านที่แค่เอามากองรวมกัน เป็นกองกลางจริงๆ ไม่สามารถถอนออกไปได้ เป็นกองกลางของตระกูล”

            คำถามข้างต้นและทรรศนะของคุณวนัส ได้สะท้อนแนวคิด 2 ขั้วที่แตกต่างกันว่า กงสีเป็นของใคร คือ

·    กงสีเป็นของทุกคน (กงสีเป็น “กองกลาง”) - ทุกคนถอนเงินจากกงสีได้ กงสีลักษณะนี้เป็นกงสีที่รวมกันอย่างหลวมๆ ทุกคนมีอิสระที่จะแยกตัว และถอนทุนในส่วนของตนออกไปได้เสมอ

·    กงสี ไม่ได้ เป็นของใครเลย (กงสีเป็น ของกลาง) – ทุกคนถอนเงินจากกงสี ไม่ได้ เป็นกงสีที่รวมกันอย่างแข็งแรง สมาชิกไม่สามารถถอนทุนในส่วนของตนออกไปได้ง่ายๆ

กงสีในทั้ง 2 แนวคิดนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียเป็นของตัวเอง เช่น กงสี ของกลางสมาชิกจำเป็นจะต้องมีวัฒนธรรมของการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกันได้ดี เพราะแม้จะขัดแย้งกันมากเท่าไหร่ก็แยกจากกันไม่ได้ ส่วนกงสี กองกลาง นั้น เน้นความเป็นปัจเจกบุคคลมาก การจะรวมตัวกันได้ในระยะยาวครอบครัวจำเป็นต้องมีวัฒนธรรมของการเสียสละ เพราะหากไม่เน้นเสียสละแล้ว เมื่อใดก็ตามที่สมาชิกคนใดรู้สึกว่าเสียเปรียบ ไม่ได้ประโยชน์จากกงสี ก็จะถอนตัวออกไป ดังนั้น การจะตอบว่ากงสีเป็นของใคร จึงขึ้นอยู่กับคอนเซ็ปต์กงสีของแต่ละครอบครัว

 

กงสีเป็นของใครในมุมนักกฎหมาย : ดูกรรมสิทธิ์เป็นชิ้นๆ ไป

แต่เมื่อคอนเซ็ปต์ไม่ตรงกันในครอบครัว สมาชิกก็มักจะหันไปหานักกฎหมาย หรือทนายให้ช่วยตีความ นักกฎหมายท่านหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสขอความรู้ได้ให้แนวคิดไว้ 2ข้อเพื่อตอบคำถามว่ากงสีเป็นของใคร ดังนี้

(1)   ให้ดูว่าทรัพย์ของกงสีมีอะไรบ้าง เช่น เป็นที่ดิน บ้าน โรงงาน (ถือเป็นอสังหาริมทรัพย์) หรือเป็น รถยนต์ เงินสด เครื่องเพชร หุ้นบริษัท เครื่องจักร (ถือเป็นสังหาริมทรัพย์) หรือเป็น เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์เพลง งานเขียน สิทธิบัตร (ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญา จับต้องไม่ได้) เป็นต้น สมาชิกหารือกันว่า กงสีรวมถึงทรัพย์สินอะไรบ้าง

(2)   ให้ดูว่าทรัพย์ของกงสีแต่ละอย่างๆ นั้นเป็นของใคร ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ (ทรัพย์ที่จับต้องได้) ก็ให้ดูว่าใครเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ (หรือสิทธิครอบครอง) ต่อทรัพย์นั้นๆ ถ้าเป็นทรัพย์สินทางปัญญา (จับต้องไม่ได้ เช่น เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์เพลง ฯลฯ) ก็ให้พิจารณาว่าใครเป็นผู้ทรงสิทธิกันแน่ เจาะลงไปในทรัพย์แต่ละชิ้น ดังนั้น สำหรับนักกฎหมายคำถามรวมๆ ที่ว่ากงสีเป็นของใคร ดูจะเป็นคำถามที่น่าสนใจน้อยกว่าคำถามที่ว่าทรัพย์แต่ละชิ้นเป็นของใคร

 กงสีใช้ทำอะไรได้บ้าง?

            เงิน กงสีมักจะถูกนำไปใช้หลักๆ ใน 3 เรื่อง ได้แก่

                (1) ใช้เป็นสวัสดิการให้แก่สมาชิกครอบครัว เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนลูกหลาน ค่าใช้จ่ายซื้อรถ ซื้อบ้าน ค่าใช้จ่ายงานศพ งานแต่ง ทำคลอด เบี้ยประกันต่างๆ แล้วแต่จะตกลงกันในครอบครัว

                (2) เงินลงทุนร่วมกัน เช่น เงินลงทุนซื้อที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ หรือเงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรือสำรองเงินส่วนหนึ่งไว้ใช้ยามฉุกเฉินทั้งสำหรับตัวธุรกิจครอบครัวเอง และเผื่อฉุกเฉินของครอบครัว และ

                (3) เงินเพื่อสาธารณกุศลร่วมกัน เช่น การตั้งมูลนิธิหรือสมาคมของตระกูล เป็นต้น

 

เงินต้นและดอกผลจาก กงสี มักถูกนำไปใช้ในเรื่อง สวัสดิการครอบครัว การลงทุนร่วมกัน และสาธารณกุศล

นอกจากประโยชน์ทางตรงทั้ง 3 ด้านแล้ว กงสียังถูกใช้เพื่อประโยชน์ทางอ้อมต่างๆ ได้แก่

            1.ใช้เป็นเครื่องมือจัดระเบียบสมาชิก เช่น บางครอบครัวมีการผูกสวัสดิการเข้ากับความประพฤติของสมาชิกคือ ถ้าสมาชิกประพฤติตัวไม่ดีก็จะไม่มีสิทธิได้รับสวัสดิการของครอบครัว หรือมีการให้เงินเดือนหลังเกษียณกับสมาชิกที่ช่วยกิจการครอบครัวจนเกษียณอายุ เพื่อดึงดูดให้สมาชิกมาทำงานในธุรกิจครอบครัว

            2.ใช้บริหารภาษีเนื่องจากอัตราภาษีนิติบุคคลต่ำกว่าภาษีบุคคลธรรมดา ด้วยการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง หรือมูลนิธิ ให้เป็นผู้รับรายได้จากธุรกิจครอบครัว ก็จะช่วยลดภาษีที่สมาชิกแต่ละคนจะต้องเสียเป็นการส่วนตัว ในขณะที่สมาชิกยังสามารถไปใช้ประโยชน์จากนิติบุคคลต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาได้

            3. ใช้เป็นกุศโลบายสร้าง จุดเชื่อมโยงระหว่างคนในตระกูล เพราะเมื่อมีกงสี สมาชิกก็ยังมีเหตุให้ต้องมาพบปะพูดคุยกัน ต้องมากำหนดนโยบาย หรือมาใช้เงินร่วมกัน บางครอบครัวก็ใช้เงินกองกลางนี้ในการ

จัดกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว เช่น ไปทริปต่างประเทศร่วมกันโดยใช้เงินกงสี เป็นต้น

 มีมั้ย กงสีที่ไม่มีปัญหา?

            กงสีของครอบครัวจิราธิวัฒน์ ถือเป็นต้นแบบของกงสีที่มีการบริหารจัดการที่ดี สามารถดูแลสมาชิกกว่า 200 ชีวิตได้โดยที่คนภายนอกแทบจะไม่เคยได้ยินเรื่องราวที่ไม่ดีจากตระกูลนี้เลย แต่เราก็คงไม่อาจสรุปได้อย่างง่ายๆ ว่ากงสีของจิราธิวัฒน์ไม่มีปัญหาเลย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเรียนรู้คือพวกเขาจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นกันอย่างไร

            สิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จากครอบครัวจิราธิวัฒน์คือเรื่องของการกำหนด กติกาที่ชัดเจนเกี่ยวกับกงสี เช่น ครอบครัวกำหนดให้เงินปันผลที่สมาชิกได้รับจากบริษัทต่างๆ ของครอบครัว จะถูกหักเข้ากองกลางก่อน (10%) เพื่อเป็นสวัสดิการครอบครัว มีการกำหนดให้มีสวัสดิการ 4 อย่างให้แก่สมาชิก ได้แก่ ที่อยู่อาศัย การศึกษา ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายงานศพ-งานแต่ง หรือการกำหนดให้ผู้มีสิทธิรับสวัสดิการของครอบครัวจะต้องมีความประพฤติที่เหมาะสม ไม่ทำให้วงศ์ตระกูลเสื่อมเสียร้ายแรง โดยให้สภาครอบครัวเป็นผู้ พิจารณาความเหมาะสมของสมาชิกที่จะรับสวัสดิการ เป็นต้น

            นอกจากกติกาที่ละเอียดและชัดเจนดังกล่าวแล้ว ค่านิยมในเรื่อง ความเสียสละ คือสิ่งที่ถูกปลูกฝังและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น “เป็นเรื่องธรรมดาของทุกครอบครัวที่คนที่มีหุ้นมากก็อาจจะอึดอัดที่ตัวเองไม่ได้ใช้แล้วคนอื่นมาใช้ หรือคนที่มีลูกเยอะแต่หุ้นน้อยก็จะแฮปปี้...

            อย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้ครอบครัวไปได้ด้วยดี สมาชิกครอบครัวก็จะต้องเสียสละบ้าง ไม่งั้นก็จะอยู่กันไม่ได้” ปริญญ์ จิราธิวัฒน์ ทายาทเจเนอเรชั่นที่ 3 และ CFO ของตระกูลจิราธิวัฒน์ให้ความเห็น ดังนั้น ทั้งกติกาการใช้เงินกงสีที่ละเอียด ชัดเจน และการปลูกฝังค่านิยมของการเสียสละต่างเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดปัญหาของ กงสี

            กงสีที่ไม่มีปัญหาคงไม่มี แต่ กงสีที่มีปัญหาแล้วแก้ได้มีแน่นอนครับ

            ฉบับหน้าเราจะมาคุยกันต่อในเรื่องกงสีในมุมของ เครื่องจักรสร้างรายได้ซึ่งก็สับสนวุ่นวายไม่แพ้กัน






เกี่ยวกับนักเขียน

นวพล วิริยะกุลกิจ ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้ประกอบการ นักเขียน และนักเดินทาง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ Fan page: Family Business Asia

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน