THE GURU • FAMILY BUSINESS SOCIETY

กงสี...ไม่ใช่โรงสี ความสับสนวุ่นวายขององค์กร ที่สมาชิกครอบครัวทั้งรักทั้งเกลียด (ตอนจบ)

บทความโดย: นวพล วิริยะกุลกิจ

              เมื่อคราวก่อนเราพูดถึง “กงสี” ในมุมของ “ถุงเงินกองกลาง” เป็นที่รวบรวมรายได้จากการทำธุรกิจครอบครัวแล้วก็จัดสรรปันส่วนให้กับสมาชิก วันนี้เราจะมามองในมุมของ “เครื่องจักรสร้างรายได้” ให้กับครอบครัว พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าจะใช้เงินจากกงสีร่วมกันแล้ว มันก็ต้องช่วยกันหาเงินด้วยซิ!! 

            แต่ยังไงล่ะถึงจะเรียกได้ว่า “ช่วยกันหาเงิน” ถือหุ้นแล้วรอกินเงินปันผลไปเรื่อยๆ ถือว่า “ช่วย” หรือไม่หรือจริงๆ แล้วธุรกิจกงสีมันก็เดินของมันได้เอง พนักงานก็มีหลายคน ผู้จัดการก็จ้างเอาได้ ทำไมยังจะต้องให้ลูกหลานเข้าไปทำงานอีก?  และยังมีอีกหลายคำถามที่ค้างคาใจของสมาชิกครอบครัว วันนี้เราจะมาตอบคำถามในใจเหล่านี้ผ่านความเข้าใจ “กงสี” ในมุมของ “เครื่องจักรสร้างรายได้” กัน

 ยังไงถึงเรียกว่า “ช่วยกันหาเงิน”?

            สมาชิกครอบครัวส่วนใหญ่เติบโตขึ้นมา หรือเลี้ยงชีพได้ด้วยเงินจาก “กงสี” นั่นทำให้ดูเหมือนจะเกิด “ห่วงโซ่ล่องหน” ที่ผูกขาของพวกเขาไว้กับธุรกิจของตระกูล ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมพวกเขาก็มีหน้าที่ๆ จะต้องกลับมาช่วยกิจการของครอบครัว แต่ยังไง หรือแค่ไหนถึงจะเรียกได้ว่า “ช่วยกันหาเงิน”?

 


หลายบทบาทในธุรกิจครอบครัว

            แค่ไหนถึงเรียกว่า ช่วยกันหาเงิน”? ทางเลือกในการช่วยหาเงินให้กับธุรกิจครอบครัวของลูกหลานควรจะมีมากกว่าแค่ “ช่วย” หรือ “ไม่ช่วย” แต่ควรจะเปลี่ยนคำถามเป็นว่า จะช่วยกันหาเงินอย่างไรมากกว่า ซึ่งถ้าเปลี่ยนคำถามเป็นเช่นนี้ ก็จะเพิ่มทางเลือกให้กับสมาชิกว่าจะช่วยธุรกิจครอบครัวได้ยังไง เช่น

             (1) ช่วยโดยการเข้าไปทำงานหรือบริหารในธุรกิจครอบครัวหรือ
             (2) ช่วยโดยการไปบุกเบิกธุรกิจใหม่ให้กับครอบครัว เช่น เอาที่ดินของครอบครัวไปพัฒนาเป็นอพาร์ทเมนต์ให้เช่า ไปทำโรงแรม หรือช่วยเข้าไปร่วมบริหารในธุรกิจที่เอาเงินกงสีไปลงทุน ช่วยบริหารพอร์ตการลงทุนหุ้นของครอบครัว เป็นต้น หรือ
            (3) ช่วยโดยการเข้าไปเป็นกรรมการในบอร์ดของธุรกิจครอบครัวเพื่อทำหน้ากำกับ-ดูแลธุรกิจตามความรู้ ความสามารถที่ม หรือ
            (4) ช่วยงานในด้านอื่นๆ เท่าที่จะทำได้ตามความถนัด หรือความสามารถ โดยผลตอบแทนการทำงานนั้นจะแตกต่างกันไปตามแต่จะตกลงกัน เช่น ช่วยบริหารธุรกิจที่มีอยู่แล้ว หรือช่วยสร้างธุรกิจใหม่ได้ เงินเดือน โบนัส ช่วยเป็นกรรมการบอร์ดได้เบี้ยประชุม เป็นต้น

            ดังนั้น จึงไม่จำเป็นว่าลูกหลานทุกคนจะต้องเข้ามาเป็น “ผู้บริหาร” ของธุรกิจครอบครัว เพราะมีทางเลือกอีกหลายทางที่จะช่วยธุรกิจครอบครัวได้ แต่ในกรณีที่สมาชิกไม่สามารถช่วยด้านใดๆ ได้เลย เช่น อาจจะอยู่ต่างประเทศ แต่หากทายาทยังคงถือหุ้นในธุรกิจครอบครัวอยู่ บทบาทในการ “กำกับ-ดูแล ผ่านการประชุมบอร์ดหรือประชุมผู้ถือหุ้น (ออนไลน์ก็ได้) ก็ยังคงต้องทำ

            มิเช่นนั้น หากสมาชิกที่เป็นผู้บริหารสร้างความเสียหายขึ้นมาก็จะกระทบกับตัวเองและคนในครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การ “กำกับ-ดูแลจึงเป็นหน้าที่ๆ เกิดขึ้นเมื่อคุณถือหุ้นธุรกิจครอบครัว

 

มองธุรกิจครอบครัวเป็นพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio)

            อีกวิธีที่จะช่วยเปิดทางให้สมาชิกสามารถเข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวได้ก็คือการมองธุรกิจครอบครัวว่าเป็นเหมือนพอร์ตโฟลิโอของธุรกิจ เช่น มีธุรกิจ A เป็นธุรกิจหลักของครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีที่ตึกแถว B ปล่อยเช่าอีก 10 ห้อง มีเงินลงทุนในตลาดหุ้นอีก 10 ล้าน และก็ยังมีที่ดินเปล่าๆ ที่ยังไม่ได้ทำอะไรอยู่อีก 1 แปลง

            ดังนั้น หากเราเปลี่ยนมุมมมองจากแค่ธุรกิจ A คือธุรกิจครอบครัวแล้วสมาชิกจะต้องเข้ามาช่วยกันในธุรกิจ A เป็นว่า พอร์ตโฟลิโอของธุรกิจครอบครัวเราประกอบไปด้วยธุรกิจ A ตึกแถวให้เช่าB เงินลงทุนในตลาดหุ้น และที่ดินรอการพัฒนาอีก 1 แปลง เราก็จะพบว่ามีอะไรให้สมาชิกช่วยกันทำเยอะเลย แล้วค่อยมาคุยกันว่า แต่ละคนจะเข้าไปช่วยในส่วนไหน ใครถนัดอะไร เมื่อไหร่จึงจะมาช่วยกันได้ และสุดท้ายก็คือ แล้วจะได้ผลตอบแทนกันเท่าไหร่ หรือถ้าจะไม่มีค่าตอบแทนก็ต้องคุยกันให้ชัดไป เป็นต้น

 

ถ้าไม่ได้จะใช้เงิน “กงสี” แล้วยังต้องช่วยหาเงินมั้ย?

            สมาชิกครอบครัวหลายคนมีหน้าที่การงานที่ดี มีเงินเก็บเป็นของตัวเอง ไม่ได้ต้องมาขอเงินพ่อแม่ หรือเงินจากกงสีอีกต่อไป ดังนั้น เมื่อมองไปในอนาคตพวกเขาจึงไม่ได้ต้องการอะไรจากกงสีอีกต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วพวกเขายังจะต้องกลับมาช่วยกิจการของครอบครัวอีกหรือไม่?

            หรือหากมองย้อนกลับไปในอดีต มองว่าสมาชิกทุกคนมีวันนี้ได้ก็เพราะธุรกิจครอบครัว หรือมันคือ “หน้าที่” ที่สมาชิกทุกคนจะต้องกลับมาช่วยกงสีไม่ว่าพวกเขาจะอยากหรือไม่อยากทำ?

            ดังนั้น เมื่อมองไปข้างหน้าได้คำตอบหนึ่ง มองไปข้างหลังได้อีกคำตอบหนึ่ง อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องกันแน่? ตกลงสมาชิกครอบครัวจำเป็นจะต้องกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัวหรือไม่? คำถามนี้คงอยู่ในใจของใครหลายคน นี่เป็นคำถามที่ว่า ต้องช่วยเพราะเป็นหน้าที่หรือ แล้วแต่จะช่วยเพราะเป็นสิทธิของสมาชิกแต่ละคน เราลองมาฟังความคิดเห็นของผู้นำธุรกิจครอบครัวกัน

 

หน้าที่ VS สิทธิ VS กตัญญู

            แนวคิดว่าการเข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวเป็น หน้าที่ หรือสิทธินั้นต่างคนต่างคิด ไม่มีใครผิดหรือถูก เช่นที่ คุณจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี หนึ่งในทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลภิรมย์ภักดี เคยกล่าวไว้ว่า “ในการทำธุรกิจครอบครัวของผม ผมคิดว่าบริษัทนี้เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างมา ผมคงจะปล่อยให้ล้มในช่วงที่ผมยังอยู่ไม่ได้ ครอบครัวเรามีสัญญาใจที่จะต้องทำธุรกิจให้รอด ซึ่งทุกคนยินยอมเสียสละทุกอย่างเพราะอยากเห็นความอยู่รอดของบริษัท” ได้สะท้อนมุมมอง “หน้าที่” ของลูกหลานที่จะต้องดูแลสืบทอดกิจการของตระกูลต่อไป การละทิ้ง ไม่เข้ามาช่วยถือว่าไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่

            หรือที่ คุณบัณฑูร ล่ำซำ ทายาทรุ่นที่ 5 ของตระกูลล่ำซำ ซึ่งมีมุมมองที่ต่างออกไป “สำหรับผม ความกดดันที่อยากจะทำให้ดีก็ยังมีอยู่ และผมก็ไม่อยากให้มันพังไปในตอนที่ผมอยู่...แต่ผมจะไม่ทำอย่างนั้นกับลูกของผม จะไม่กดดันเขาว่าต้องไปเรียนเอ็มบีเอ ผมอยากให้เขาเรียนอะไรก็ได้ที่ทำให้ชีวิตมีมุมมองที่มีความหมาย มีมุมมองที่กว้าง สามารถไปประกอบสัมมาอาชีพได้” คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนมุมมอง “สิทธิ” ของลูกหลานว่าจะเข้ามาทำธุรกิจของตระกูลหรือไม่ก็ได้ ทายาทสามารถเลือกได้ตามความสมัครใจ

            หรือจะเป็นแนวคิดของ คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลเจ้าของอาณาจักรเครือเจริญโภคภัณฑ์ซึ่งได้เคยให้ทรรศนะไว้ว่า “ถ้าธุรกิจครอบครัวนั้นดีอยู่แล้ว จะไม่ให้ทายาทเข้ามาทำ เพราะถึงทายาทมีฝีมือ ฝีมือก็จะไม่ปรากฏ และถ้าทายาทไม่มีฝีมือ จากที่ธุรกิจดีก็อาจจะกลายเป็นแย่ลงไป และอาจมีผลต่อความมุ่งมั่นของผู้บริหารของบริษัท

            ดังนั้น คุณธนินทร์จึงชอบที่จะให้ลูกหลานออกไปพิสูจน์ตัวเองโดยให้ไปบุกเบิกธุรกิจใหม่ๆ” แนวคิดนี้สะท้อนมุมมองที่ว่า ถ้าธุรกิจดีอยู่แล้วทายาทไม่ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยว แต่ถ้าธุรกิจครอบครัวมีปัญหาจะถือเป็น “หน้าที่” ของทายาทที่จะต้องเข้ามาช่วย ดังนั้น การจะเข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ “สถานการณ์” และ “ความจำเป็น” ของธุรกิจครอบครัวในขณะนั้นๆซึ่งก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่แตกต่างออกไป

           แนวคิดทั้ง 3 ที่กล่าวมา คงไม่มีใครตอบได้ว่าความคิดของใครถูกกว่าใคร แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ไม่ว่าจะช่วยหรือไม่ช่วยธุรกิจของครอบครัวก็ตาม เราก็ไม่ควรที่จะเอามาผูกกับ “ความกตัญญู” ของลูกหลาน เพราะมันเป็นคนละเรื่องกัน พวกเขาอาจจะไม่อยากสืบทอดธุรกิจ แต่อาจอยากจะดูแลคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้เฒ่าผู้แก่ในตระกูลตลอดไปก็เป็นได้ การผูกประเด็นเรื่องการสืบทอดธุรกิจครอบครัวกับความกตัญญูจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง และเป็นการบันทอนความรู้สึกของกันและกันโดยไม่จำเป็น

 

เขย-สะใภ้ ต้องมาช่วยหาเงินด้วยได้มั้ย?

            คำตอบสำหรับคำถามนี้ อาจใช้หลักการง่ายๆ คือ เขย หรือสะใภ้ได้ประโยชน์ (ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม) จาก กงสีหรือไม่ ถ้าใช่คำตอบก็คือพวกเขาก็ควรจะเข้ามาช่วยกงสี (ทางใดทางหนึ่ง) แต่ถ้าพวกเขาไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย คำตอบก็คือไม่ต้องเข้ามาช่วยกงสีและการพิจารณาว่าใครได้อะไร หรือไม่ได้อะไรจากกงสีคงต้องขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคนซึ่งแตกต่างกัน

            ความเห็นส่วนตัวของผม การช่วยเหลือกงสีก็เป็นสิ่งที่สมาชิกควรกระทำ มากหรือน้อยค่อยมาคุยกัน โดยให้มองว่า การช่วยกงสีนั้น สามารถทำได้ในหลายรูปแบบไม่ได้จำเป็นจะต้องเข้ามาบริหารธุรกิจกันอย่างเดียว ช่วยแบบ Part-time หรือ Full-time ก็ดีทั้งนั้น และก็ขอให้คุยกันให้ดีว่าครอบครัวสบายใจมาก-น้อยแค่ไหนในการจะให้ เขย หรือสะใภ้เข้ามาช่วยงาน และถ้าจะให้เขย-สะใภ้เข้ามาช่วย พวกเขาจะได้รับค่าตอบแทนอย่างไรที่เหมาะสม

            เพราะผมเคยเห็นครอบครัวจีนบางครอบครัวจะยังมีความคิดที่ว่า สะใภ้นั้นเป็นสมบัติของครอบครัวฝ่ายชาย ดังนั้น แรงงานของสะใภ้ จึงเป็นแรงงานที่ครอบครัวได้มาฟรีๆ ใช้ได้ฟรี ไม่มีเงินเดือน หรือค่าตอบแทนอื่นใดให้ ซึ่งกรณีนี้ในสังคมปัจจุบันคงถือเป็นเรื่องที่แปลกพอสมควร และคงต้องเปิดอกคุยกันเพื่อไม่กลายเป็นระเบิดใต้พรมที่รอวันระเบิด 


 ตัวอย่างกติกาครอบครัวจิราธิวัฒน์เรื่อง “ช่วยกันหาเงิน

            ถ้าพูดถึงธุรกิจครอบครัวของตระกูลจิราธิวัฒน์ ซึ่งถ้านับตั้งแต่ที่ “เจ็งนี่เตียง” หรือ เตียง จิราธิวัฒน์ผู้นำตระกูลจิราธิวัฒน์รุ่นที่ 1 เปิดร้านขายของชำเล็กๆ แถวฝั่งธนบุรี เมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว เรื่อง “ช่วยกันหาเงิน” อาจจะไม่ได้เป็นปัญหาสำคัญอีกต่อไป เพราะธุรกิจเติบโตไปมากแล้วและก็สามารถหามืออาชีพมาช่วยบริหารธุรกิจได้ โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์การหาคนเก่งมาช่วยงานไม่ได้เป็นเรื่องยากอีกต่อไป           

            แต่ที่ยากก็อาจเป็นการหาคนเก่งที่ครอบครัว “ไว้ใจ” ซึ่งนี่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญปัจจุบันในระดับผู้บริหารสูงสุดไล่ลงมาตามลำดับชั้นก็ยังคงเป็นส่วนผสมระหว่างจิราธิวัฒน์และ “คนนอก” ที่ร่วมกันบริหารธุรกิจในกลุ่มซึ่งการทำงานร่วมกันระหว่างคนในตระกูลจิราธิวัฒน์กันเอง และคนนอก เช่น ผู้บริหารมืออาชีพ หรือแม้กระทั้ง เขย หรือสะใภ้ ก็มีการกำหนด กติกาของการทำงานร่วมกันไว้เช่น

            (1) การทำธุรกิจส่วนตัว

                เนื่องจากในปัจจุบัน ครอบครัวไม่ได้บังคับให้สมาชิกต้องเข้ามาทำงานในธุรกิจของตระกูล ดังนั้น หากสมาชิกต้องการออกไปทำธุรกิจส่วนตัวก็สามารถทำได้ แต่ถ้าหากธุรกิจส่วนตัวนั้นมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจของครอบครัว จะต้องนำเรื่องผ่านคณะกรรมการครอบครัวพิจารณาก่อน หรือหากจะทำธุรกิจส่วนตัวไปพร้อมๆ กับธุรกิจครอบครัว ก็มีข้อตกลงสำคัญคือจะต้องไม่ทำให้งานหลักของครอบครัวเสีย และสมาชิกก็ต้องยอมรับว่าความก้าวหน้าในธุรกิจครอบครัวอาจด้อยลง (กว่าพี่น้องคนอื่น) นอกจากนี้ หากทำธุรกิจส่วนตัวที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจของครอบครัวแล้วไม่แจ้ง ก็จะมีบทลงโทษด้วย เป็นต้น

            (2) ความก้าวหน้าของ ทายาท เขย-สะใภ้ และมืออาชีพ

                เรื่องความก้าวหน้าของสมาชิกในธุรกิจของครอบครัว จิราธิวัฒน์ก็มีหลักเกณฑ์สำคัญ เช่น ให้มีการดูแลผู้บริหารมืออาชีพเป็นอย่างดี หัวหน้าคือหัวหน้า ลูกน้องคือลูกน้อง ไม่ว่าจะจิราธิวัฒน์หรือไม่ (คือห้ามไปเบ่งว่าตัวเองคือจิราธิวัฒน์ ให้ถือตามสายบังคับบัญชา) หรือถ้าเป็นเรื่องความก้าวหน้าของสมาชิกกันเองก็ให้ดูตามความสามารถและผลงาน“น้องแซงพี่ได้” โดยมีคณะกรรมการของครอบครัวเป็นคนพิจารณาเป็นต้น

จะเห็นว่าการทำงานร่วมกันใน กงสีนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน สมาชิกจำเป็นจะต้องกำหนด กติกาของการทำงานร่วมกันให้ดีเพื่อป้องกันและลดความขัดแย้งซึ่งรวมไปถึงการจัดสรร แบ่งผลประโยชน์ระหว่างกันซึ่งต้องให้มีความชัดเจน อาจแบ่งแล้วไม่เท่ากัน ดูแล้วไม่ยุติธรรม ซึ่งเอาเข้าจริงแม้จะแบ่งให้เท่ากันบางคนก็ยังรู้สึกว่า ไม่ยุติธรรมอยู่ดี ดังนั้น คำแนะนำคืออย่าไปโฟกัสที่ผลลัพธ์ที่จะต้องเท่ากัน แต่ให้เน้น กระบวนการที่ยุติธรรมจะเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า

การบริหารจัดการ กงสีที่เป็นภาพทับซ้อนกันของ ถุงเงินกองกลาง และ เครื่องจักรสร้างรายได้ นั้น อาจจะไม่มีสูตรสำเร็จที่ดีที่สุด แต่การหันหน้ามาพูดคุยกันและกำหนดกติการ่วมกันในครอบครัวน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการสร้าง กงสีที่เป็นองค์กรในฝันของทุกคน

            (3) การฟูมฟักทายาท

                  ครอบครัวจิราธิวัฒน์ให้ความสำคัญกับการให้ทายาทเรียนรู้งาน รู้จักธุรกิจของครอบครัวตั้งแต่ยังเล็ก เช่น ให้เข้ามาทำงานในธุรกิจของตระกูลในช่วงปิดภาคเรียนซัมเมอร์ และเมื่อได้เข้ามาทำจริงๆ ก็เปิดโอกาสให้แสดงฝีมือรวมถึงให้มีการโยกย้ายการทำงานไปในส่วนต่างๆ ทุก 3-5 ปี เพื่อให้มีความเข้าใจธุรกิจครอบครัวในภาพกว้างการฟูมฟักทายาทถือเป็นหนึ่งในกุศโลบายเพื่อสร้างความผูกพันของทายาทกับธุรกิจของตระกูล เพื่อเมื่อวันหนึ่งที่พวกเขาพร้อม จะได้กลับมาช่วยต่อยอดธุรกิจครอบครัว



 

เกี่ยวกับนักเขียน

นวพล วิริยะกุลกิจ ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้ประกอบการ นักเขียน และนักเดินทาง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ Fan page: Family Business Asia

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน