THE GURU • FAMILY BUSINESS SOCIETY

รีไลอันซ์ อินดัสทรีซ์ สองสิงห์ในธุรกิจครอบครัวเดียวกัน

บทความโดย: นวพล วิริยะกุลกิจ

ผมขอขอบคุณพี่ชายอย่างจริงใจที่ยืนเคียงข้างผมในเวลาที่ยากลำบาก...และผมดีใจที่เราก้าวข้าม (ความขัดแย้งในอดีต) ได้เสียที”

อานิล อัมบานี่ (ทายาทรุ่นที่ 2 ของธุรกิจครอบครัวรีไลอันซ์)

 

            เหลือเวลาอีก 2 วัน ก่อนที่ อานิล อัมบานี่ ทายาทรุ่นที่ 2 ของอาณาจักรธุรกิจรีไลอันซ์ของอินเดีย จะต้องเข้าไปนอนในคุก อานิลต้องการเงิน 77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจ่ายหนี้ให้กับอีริคสันบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารยักษ์ใหญ่ของสวีเดนตามคำสั่งของศาลฎีกา[1] หากเพียงย้อนเวลากลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เงินจำนวนแค่ 77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตเลยสำหรับอานิลมหาเศรษฐีอันดับ 4 ของอินเดียเจ้าของทรัพย์สินมูลค่ากว่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บ[2] อานิลได้ให้สัญญากับศาลว่าจะชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่อีริคสันภายในปี 2018

            แต่แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึงเดือน มี.ค. 2019 แล้ว ก็ยังไม่วี่แววว่าอานิลจะสามารถหาเงินจำนวนดังกล่าวมาจ่ายให้ตามสัญญาได้อย่างไร และแม้อานิลจะมีพี่ชายที่ชื่อว่า มูเกช อัมบานี่บุคคลที่ฟอร์บจัดอันดับให้เป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในอินเดียในปัจจุบัน ด้วยมูลค่าทรัพย์สินกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ตาม แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อว่าความขัดแย้งของสองพี่น้องตลอดช่วงเวลากว่า 14 ปีที่ผ่านมา น่าจะเป็นเครื่องการันตีแล้วว่า คุกคือเป็นคำตอบสุดท้ายของอานิล

            แต่แล้วในวันที่ 18 มีนาคม 2519 สองวันก่อนถึงเส้นตาย อีริคสันก็ได้แจ้งต่อศาลว่า บริษัทได้รับเงินชดใช้หนี้แล้วเต็มจำนวนพร้อมด้วยดอกเบี้ยครบถ้วน ผู้คนต่างสงสัยว่าเหตุใด Reliance Communicationsหรือ RCOM ของอานิลจึงสามารถหาเงินมาชดใช้หนี้จำนวนดังกล่าวได้

            “ผมขอขอบคุณพี่ชายอย่างจริงใจที่ยืนเคียงข้างผมในเวลาที่ยากลำบาก...เขาแสดงให้เห็นถึงความยึดมั่นในคุณค่าของครอบครัวด้วยการหยิบยื่นความช่วยเหลือดังกล่าว...และผมดีใจที่เราก้าวข้าม (ความขัดแย้งในอดีต) ได้เสียทีอานิลแถลงข่าว พี่น้องทั้งสองดูเหมือนจะทิ้งความขัดแย้งที่มีต่อกันมาอย่างยาวนานไว้แต่เพียงเบื้องหลัง ความขัดแย้งที่นำไปสู่การแตกแยกของอาณาจักรธุรกิจ รีไลอันซ์ กลุ่มธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของอินเดียเมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่มาที่ไปของปัญหา รวมถึงบทสรุปข้างต้นคือ Happy Ending หรือมีอะไรอยู่เบื้องหลัง วันนี้เราจะมาร่วมค้นหากัน

 

พ่อสร้างลูกต่อยอด...แต่เป็น คนละยอด

            หลังการจากไปของ ดีรูไบ อัมบานี่ (Dhirubhai Ambani) ผู้ก่อตั้งธุรกิจครอบครัวในปี 2002 กลุ่มธุรกิจ รีไลอันซ์ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาพความขัดแย้งระหว่าง มูเกช และ อานิล พี่น้องทายาทรุ่นที่ 2 ของอาณาจักรธุรกิจรีไลอันซ์ กลุ่มธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของอินเดียก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และภายใน 3 ปี ต่อมากลุ่มธุรกิจ รีไลอันซ์ ที่มี Reliance Industries เป็นบริษัทแม่ก็แตกออกเป็นสองส่วน

            “มูเกช และ อานิล เริ่มเข้ามาในธุรกิจครอบครัวหลังจบการศึกษาในระดับปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกา[3]ทั้งสองมีบทบาทในการบริหารอย่างเต็มตัวเมื่อบิดาของพวกเขาประสบภาวะขาดเลือดในสมองในปี 1986 และเมื่อ ดีรูไบเสียชีวิตลงในปี 2002 โดยไม่ได้ทิ้งพินัยกรรมใดๆ ไว้ ผู้คนต่างคาดการณ์ว่าความขัดแย้งระหว่างพี่น้องจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            “มูเกช พี่ชายคนโต ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้นำทางธุรกิจที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของโลกในลำดับที่ 42 และถูกโหวตให้เป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลทางธุรกิจสูงสุดในลำดับที่ 13 ของโลกโดย Fortune Magazine เมื่อปี 2004 ส่วน อานิลก็ได้รับการโหวตให้เป็น CEO ที่ได้รับความชื่นชมมากที่สุดของอินเดียในปีเดียวกัน ซึ่งถือเป็นการรับรางวัลนี้ติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ของอานิล

            นี่คือทายาทธุรกิจครอบครัวสองคนที่มีความสามารถไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่มีแนวคิด และสไตล์การทำงานที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งดีรูไบ และ โกกิลาเบน ต่างก็รับรู้มาโดยตลอด เพียงแต่พวกเขาอาจไม่เคยคิดเลยว่า ความแตกต่างระหว่างลูกทั้งสองนั้นจะนำไปสู่ความแตกแยก ของธุรกิจครอบครัว

ครอบครัว อัมบานี่



[1]อานิล อัมบานี่ เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ก้อนนี้ให้กับ Reliance Communications บริษัทลูกของ Reliance ADA ซึ่ง อานิล อัมบานี่ เป็นเจ้าของ

[2]มูลค่าทรัพย์สินของ อานิล (น้องชาย) ลดลงเหลือเพียง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในขณะที่มูลค่าทรัพย์สินของ มูเกช (พี่ชาย) เพิ่มขึ้นเป็น 54,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2019 (Bloomberg 2019)

[3]มูเกช กลับมาก่อนที่จะเรียนจบMBA ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในขณะที่ อานิล จบ MBA จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา


ที่มา : ปรับจาก Grant Gordon & Nigel Nicholson, 2008


ความขัดแย้งที่ขยายตัวในวันที่พ่อไม่อยู่

            ความขัดแย้งระหว่างสองพี่น้องอัมบานี่นั้นมีมาตั้งแต่ก่อนจะแยกธุรกิจกันในปี 2005 และยิ่งรุนแรงขึ้นหลังการแบ่งธุรกิจแล้ว ความขัดแย้งนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ในบอร์ดบริษัท กลับมาถึงบ้าน (มีข่าวลือว่าภรรยาของทั้งคู่ก็ไม่ถูกกันด้วย) และขยายไปจนถึงหน้าจอทีวีทั่วอินเดีย เรื่องราวความขัดแย้งของพี่น้องคู่นี้ ดูจะน่าติดตามไม่แพ้ละครหลังข่าวเลยทีเดียว

            ต้นเหตุของความขัดแย้งนั้นก็มีตั้งแต่มุมมองที่แตกต่างกันในเรื่องธุรกิจ การลงทุน ลามไปจนถึงจุดยืนของครอบครัวในทางการเมือง (มูเกช ไม่เห็นด้วยกับการที่ อานิล ไปเข้าร่วมกับพรรคสังคมนิยม เพราะเชื่อว่าการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองรังแต่จะฉุดรั้งความเจริญเติบโตของธุรกิจครอบครัว) หรือแม้กระทั่งเรื่องบุคลิกภาพ ที่แตกต่างกันของพี่น้องโดยมูเกชนั้นไม่สนใจเรื่องอื่นใดยกเว้นธุรกิจ และค่อนข้างเป็นคนอนุรักษนิยม

            ในขณะที่ อานิล ชอบเข้าสังคม และมีไลฟ์สไตล์ตามแนวเสรีนิยม จริงๆ แล้วความแตกต่างของลูกทั้งสองนั้นอยู่ในสายตาของ ดีรูไบ ผู้พ่อมาโดยตลอด และ ดีรูไบ ก็พยายามที่จะลดการกระทบกระทั่งกันของลูกทั้งสองคนด้วยวิธีการแบ่งบทบาทหน้าที่ให้ขาดออกจากกัน (Divided Roles) โดยทุกคนให้ขึ้นตรงกับพ่อ ซึ่งระบบนี้ก็ช่วยให้ความแตกต่างของลูกทั้งสองไม่พัฒนากลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรง

            แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อ ดีรูไบ ผู้พ่อเสียชีวิตลงในปี 2002 โดยไม่ได้เขียนพินัยกรรมไว้ หุ้นของธุรกิจครอบครัวถูกกระจายให้กับ โกกิลาเบน (ภรรยา) และลูกๆ ทั้ง 4 คน ได้แก่ มูเกช อานิล นีน่า (ลูกสาว) และ ดิปที (ลูกสาว) โกกิลาเบน ผู้เป็นแม่น่าจะเห็นอะไรบางอย่าง จึงสั่งให้ลูกทุกคนร่างเอกสารสำคัญเพื่อมอบทรัพย์สินทั้งหมดของแต่ละคนให้แม่เป็นผู้มีสิทธิดูแลแต่เพียงผู้เดียว ส่วนในด้านการบริหารธุรกิจครอบครัว ก็มีคำถามว่า แล้วลูกคนไหนจะขึ้นเป็นประธานใหญ่ของ Reliance Industries ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกลุ่ม?

            เมื่อไม่สามารถตกลงกันได้ อานิล จึงเสนอให้ โกกิลาเบน รับหน้าที่เป็น Non-executive Chairman โดยให้ลูกทั้งสองดำรงตำแหน่ง Joint-executive Chairman ซึ่ง มูเกช ปฏิเสธข้อเสนอนี้ พร้อมทั้งกระโดดเข้ามาทำหน้าที่โฆษกของรีไลอันซ์ ซึ่ง อานิล เป็นผู้ที่ทำหน้าที่นี้มาโดยตลอด อานิลมองว่า นี่คือการก้าวก่ายหน้าที่ และความพยายามที่เขี่ยเขาออกจาก Reliance Industries บริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจที่พ่อของพวกเขาเป็นผู้สร้างขึ้นมา

 

ใครกันแน่ที่ใหญ่จริง?

            ความขัดแย้งดำเนินมาถึงจุดสูงสุดในปี 2004 เมื่อบอร์ดของ Reliance Industries Ltd.(RIL) มีมติเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้บริหาร และอำนาจการบริหารใหม่ มติของที่ประชุมกำหนดให้ มูเกช ดำรงตำแหน่งประธานบริหาร โดยให้ อานิล ดำรงตำแหน่งรองประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการ สรุปง่ายๆ ได้ว่า ณ ตอนนี้ มูเกช คือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดใน RIL โดยพนักงานทุกๆ คน รวมถึง อานิล ด้วยจะต้องรายงานต่อมูเกช เพียงคนเดียว

            แค่การเปลี่ยนแปลงนี้ก็เพียงพอจะทำให้ อานิล ถึงขีดสุดของความโกรธได้แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงความจริงที่ว่า ในที่ประชุมวันนั้น อานิล ไม่ได้ร่วมประชุมอยู่ด้วย! “อานิล ประท้วงการตัดสินใจของบอร์ดที่มีมติโดยที่เขาไม่ได้รับรู้ และไม่ได้ยอมรับเลย ความขัดแย้งในครั้งนี้ แม้กระทั่ง มูเกช เองยังออกมายอมรับว่า นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนของธุรกิจครอบครัวอัมบานี่

            อานิลเริ่มหันมาโจมตีประเด็นเรื่องธรรมาภิบาลของ RIL ทั้งในเรื่องของ Stock Options ที่บริษัทออกให้กับ มูเกช หรือการที่ RIL ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น ก็แค่พวกคนโลภ!” คือนิยามที่ อานิล ให้กับ Reliance Industries ธุรกิจครอบครัวที่ในตอนนี้พี่ชายของเขาคือผู้บริหารสูงสุด

            ความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่ระหว่าง มูเกช และ อานิล ส่งผลให้พนักงานและผู้บริหารของ RIL แบ่งออกเป็นสองค่าย คำถามคือ ระหว่าง มูเกช และ อานิล ใครคือคนที่เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำสูงสุดของ RIL? ผลงานของสองพี่น้องถูกหยิบยกขึ้นมาเปรียบเทียบกัน แต่ก็ยังไม่สามารถตอบได้ว่าใครคือคนที่เหมาะสมที่สุด แต่ที่แน่ๆ บาดแผล ที่เกิดขึ้นนั้นดูจะอักเสบมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ กับความหวั่นใจของผู้ถือหุ้นอีก 3 ล้านคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของครอบครัว ผลของมันก็คือราคาหุ้น RIL ที่ตกลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง

สูตรการแบ่งหุ้น 30:30:40 และสัญญา4 ข้อ

            ความขัดแย้งระหว่าง มูเกชและอานิล ดำเนินมาอย่างเปิดเผยเป็นระยะเวลากว่า 7 เดือน โดย โกกิลาเบน ผู้เป็นมารดา พยายามที่จะประสานรอยร้าวมาโดยตลอดแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ในเดือน มี.ค. 2005 เธอหันไปขอความช่วยเหลือจาก เพื่อน 2 คนอันเป็นบุคคลที่เป็นที่นับหน้าถือตาจากทั้งจากครอบครัวอัมบานี่เอง และคนทั่วไป คือ เค. วี. คามัธ ประธานธนาคาร ICICI สถาบันการเงินชั้นนำของอินเดีย และ นิเมช กัมปานี่ ประธานสาขาธนาคารเพื่อการลงทุนจากสหรัฐฯ ให้เข้ามาช่วยพูดคุยกับลูกชายทั้งสองของเธอ หลังจากนั้น กัมปานี่ ได้ทำการประเมินราคาธุรกิจและทรัพย์สินของครอบครัว พร้อมให้คำแนะนำเพื่อแก้ปัญหาที่คาราคาซังอยู่

            สามเดือนต่อมา (มิถุนายน 2005) โกกิลาเบน ผู้เป็นแม่ได้ออกมาประกาศข้อยุติของความขัดแย้งระหว่างลูกชายทั้ง 2 ของเธอ โดย โกกิลาเบน แจ้งว่าหุ้นที่ครอบครัวอัมบานี่ถืออยู่ในกลุ่มธุรกิจ รีไลอันซ์ (จำนวน 34%) นั้น จะถูกแบ่งออกในสัดส่วน 30:30:40 โดย มูเกช, อานิล และคุณแม่ (โกกิลาเบน) จะได้ส่วนแบ่งคนละ 30% ในขณะที่น้องสาวอีก 2 คนได้ส่วนแบ่งรวมกัน 10% สูตรการแบ่งหุ้น 30:30:40 นี้ ไม่ได้มาเดี่ยวๆ แต่มาพร้อมกับสัญญาอีก 4 ข้อ ได้แก่

            1.แบ่งแยกกันบริหาร - โดยให้ มูเกช มีอำนาจบริหารเหนือบริษัทในกลุ่มที่ทำธุรกิจดั่งเดิมของครอบครัว ได้แก่ ธุรกิจน้ำมันและก๊าซ ธุรกิจเคมีภัณฑ์และธุรกิจสิ่งทอ (กลุ่ม Reliance Industries Ltd.)ในขณะที่ อานิล มีอำนาจบริหารเหนือธุรกิจเทเลคอม ธุรกิจขนส่งพลังงาน และธุรกิจการเงิน (กลุ่ม Reliance ADA)

            2.ให้มีการสว็อปหุ้นระหว่างสองพี่น้อง - ในส่วนของหุ้นที่ทั้งสองถือตรงในบริษัทลูกก็ให้มีการแลกหุ้นกัน บวกกับเงินสดชดเชยจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ อานิล

            3.ให้มีการเซ็นสัญญาไม่แข่งขันกันเอง (Non-compete Agreement) เป็นระยะเวลา 10 ปี

            4.ทั้งสองพี่น้องเป็นเจ้าของชื่อ Reliance ร่วมกัน - โดยทั้งสองมีสิทธิใช้ชื่อนี้ได้เท่าเทียมกัน

ความตกลงในครั้งนั้นได้แบ่งแยกอาณาจักรธุรกิจ รีไลอันซ์ออกเป็น 2 ส่วนออกจากกันพร้อมให้พี่น้องทั้งสองมีอิสระในการบริหารงานในแนวทางที่แต่ละคนเชื่อ ในสไตล์ของตัวเอง เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายของแต่ละคนได้อย่างอิสระ ซึ่งดูจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับทุกฝ่าย แต่หลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งปี สองพี่น้องก็ตกลงสู่วังวนของความขัดแย้งอีกครั้ง เมื่อแต่ละฝ่ายต่างอ้างสิทธิครอบครองแหล่งก๊าซธรรมชาติและเริ่มมีการแข่งขันกันเองในหลายอุตสาหกรรม

            สงครามธุรกิจครั้งล่าสุดของพี่น้องอัมบานี่เริ่มอีกครั้งในปี 2016 เมื่อ มูเกช เปิดตัว Reliance JioInfocomm ธุรกิจโทรคมนาคมน้องใหม่ล่าสุดของอินเดีย ที่เสนอบริการอินเทอร์เน็ตมือถือฟรี 6 เดือนแก่ลูกค้าใหม่ทุกราย ข้อเสนอของ Reliance JioInfocomm ได้จุดชนวนสงครามราคาที่รุนแรง และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หลายบริษัทโทรคมนาคมในอินเดียต้องปิดตัวลง รวมถึง Reliance Communications ของ อานิล ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงด้วย ส่งผลทำให้ อานิล ตกอยู่ในสภาวะขาดสภาพคล่องอย่างมากหนังสือพิมพ์ Hindu Times เคยให้ความเห็นต่อความขัดแย้งระหว่างพี่น้องตระกูลอัมบานี่ว่า “โลกของธุรกิจดูจะเล็กเกินไปสำหรับสองพี่น้องและความทะเยอทะยานของพวกเขา”

 

การให้อภัย, แม่, หรือผลประโยชน์ทางธุรกิจ

            ความขัดแย้งระหว่างพี่น้องที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 14 ปี ดูเหมือนจะสิ้นสุดลงหลังคำขอบคุณที่ อานิล ส่งตรงถึง มูเกช ที่เข้ามาช่วยชำระหนี้ 77 ล้านดอลลาร์ และดึงอานิลให้พ้นจากการเป็นสมาชิกครอบครัวคนแรกที่ต้องเข้าไปนอนในคุก

            “สายเลือดตัดไม่ขาดคือเหตุผลที่มูเกชยื่นมือเข้ามาช่วยน้องชายอย่างนั้นหรือ? หรือจริงๆ แล้วมันคือเรื่องของ ผลประโยชน์ที่ถ้าหากอีริคสันได้รับการจ่ายหนี้แล้ว Reliance Communications หรือ RCOM ก็จะสามารถเข้าสู่กระบวนการล้มละลายที่จะทำการแบ่งแยกทรัพย์สินของ RCOM เป็นส่วนๆ แล้วนำมาแบ่งขายเพื่อชำระหนี้ได้ ซึ่งหนึ่งในบริษัทที่จะเข้ามาช้อปปิ้งทรัพย์สินของ RCOM ก็คือ Reliance JioInfocomm ของ มูเกชนั่นเอง[1]

        หรือจริงๆ แล้วเหตุผลที่แท้จริงของการช่วยน้องในครั้งนี้ก็แค่ แม่สั่ง!”

         แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร สิ่งหนึ่งที่เป็นความจริงเสมอ และตลอดไปก็คือความรักและความเป็นห่วงลูกๆ ของบุคคลที่ถูกเรียกว่า แม่ วันนี้เธอคงได้นอนหลับอย่างสบายเสียที แม้ไม่อาจรู้ได้ว่าวันพรุ่งนี้จะมีเรื่องอะไรให้ต้องปวดหัวอีกก็ตาม


[1] Reliance Jio Infocomm ของ มูเกช เคยทำสัญญาจะซื้อทรัพย์สินบางส่วนของ RCOM ไว้แล้วในปี 2017 แต่ดีลนั้นถูกเบรคไว้โดยกลุ่มเจ้าหนี้ของ RCOM ซึ่งรวมถึงอีริคสันด้วย ดังนั้น เมื่ออีริคสันเจ้าหนี้รายสำคัญที่เคยคัดค้านการเข้าสู่กระบวนการล้มละลายของ RCOM ได้รับการชดใช้หนี้ไปแล้ว การเข้าสู่กระบวนการล้มละลายของ RCOM ก็จะสะดวกขึ้นอีกเปราะหนึ่

เชิงอรรถ

 

[1]อานิล อัมบานี่ เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ก้อนนี้ให้กับ Reliance Communications บริษัทลูกของ Reliance ADA ซึ่ง อานิล อัมบานี่ เป็นเจ้าของ

2มูลค่าทรัพย์สินของ อานิล (น้องชาย) ลดลงเหลือเพียง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่มูลค่าทรัพย์สินของ มูเกช (พี่ชาย) เพิ่มขึ้นเป็น 54,3000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2019 (Bloomberg 2019)

3มูเกช กลับมาก่อนที่จะเรียนจบ MBA ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในขณะที่ อานิล จบ MBA จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

4 Reliance Jio Infocomm ของ มูเกช เคยทำสัญญาจะซื้อทรัพย์สินบางส่วนของ RCOM ไว้แล้วในปี 2017 แต่ดีลนั้นถูกเบรกไว้โดยกลุ่มเจ้าหนี้ของ RCOM ซึ่งรวมถึงอีริคสันด้วย ดังนั้น เมื่ออีริคสันเจ้าหนี้รายสำคัญที่เคยคัดค้านการเข้าสู่กระบวนการล้มละลายของ RCOM ได้รับการชดใช้หนี้ไปแล้ว การเข้าสู่กระบวนการล้มละลายของ RCOM ก็จะสะดวกขึ้นอีกเปาะหนึ่ง


กลุ่มธุรกิจ รีไลอันซ์

ดีรูไบ อัมบานี่ ผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นที่ 1 ก่อตั้งธุรกิจ Reliance Commercial Corporation ในปี 1966 (ภายหลังกลายเป็น Reliance Industries) ดีรูไบ นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 1977 ณ จุดสูงสุดก่อนธุรกิจจะถูกแตกออกเป็นสองส่วน กลุ่มธุรกิจ รีไลอันซ์ มีรายได้คิดเป็นสัดส่วนถึง 3% GDP ของอินเดียและถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

ดีรูไบ อัมบานี่ เกิดเมื่อปี ค.ศ.1932 บิดามีอาชีพครูในหมู่บ้านเล็กๆ ในรัฐคุชราต ประเทศอินเดีย แม้มีความใฝ่ฝันที่จะศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี แต่เมื่อบิดาล้มป่วยหนัก เขาจึงต้องออกมาทำงานหาเงินจุนเจือครอบครัว ดีรูไบมุ่งหน้าสู่เอเดน ประเทศเยเมน เมืองท่าการค้าที่ใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรอาระเบีย ตามคำแนะนำของบิดา

การทำงานที่เอเดนทำให้ ดีรูไบได้เรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการทำธุรกิจและการค้า เมื่ออายุได้ 25 ปี เขาก็สะสมเงินได้มากพอและถึงจุดที่จะต้องตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิต เขาเดินทางกลับอินเดียพร้อมความฝันที่จะสร้างธุรกิจของตัวเอง ที่มุมไบ ดีรูไบตั้งบริษัทเทรดดิ้งเพื่อส่งออกเครื่องเทศไปยังเยเมนในชื่อ Reliance Commercial Corporation และเมื่อเห็นโอกาสในอุตสาหรรมสิ่งทอ ก็ได้ก่อตั้งโรงงานสิ่งทอขึ้นใน ค.ศ.1966      ธุรกิจนี้เองที่ทำให้บริษัทของเขาตั้งตัวได้อย่างมั่นคง และภายในระยะเวลาเพียงสามทศวรรษ Reliance Commercial Corporation ก็ได้เติบโตขึ้นเป็นกลุ่มธุรกิจรีไลอันซ์ที่ทำธุรกิจหลากหลาย ได้แก่ ธุรกิจพลังงาน ปิโตรเคมี สิ่งทอค้าปลีก โทรคมนาคมและธุรกิจสื่อพร้อมขยายธุรกิจออกไปทั่วทุกพื้นที่ในอินเดียและมากกว่า 5 ทวีปทั่วโลก

ปัจจุบันธุรกิจของตระกูลอัมบานี่แบ่งเป็น 2 สายคือ กลุ่มธุรกิจ รีไลอันซ์ อินดัสทรีซ์ (Reliance Industries) ที่ดูแลโดยลูกชายคนโตของ ดีรูไบคือ มูเกช อัมบานี่ ประกอบด้วยธุรกิจปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเคมี ธุรกิจผลิตใยสังเคราะห์ สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจโทรคมนาคม

อีกสายหนึ่งคือ รีไลอันซ์ เอดีเอ (Reliance ADA) ภายใต้การบริหารงานของ อานิล อัมบานี่ ลูกชายคนที่สอง ครอบคลุมกิจการผลิตไฟฟ้า ธุรกิจก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การเงิน การสื่อสาร ธุรกิจสื่อ บันเทิง และธุรกิจบริการสุขภาพ เป็นที่กล่าวขานกันว่า กลุ่มธุรกิจของตระกูลอัมบานี่นั้น ผูกพันกับชาวอินเดียอย่างแยกไม่ออก ถึงขนาดที่ในทุกๆ วัน คนอินเดีย 1 ใน 8 คนจะต้องข้องเกี่ยวกับสินค้าและบริการของเครือ รีไลอันซ์ ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง


เกี่ยวกับนักเขียน

นวพล วิริยะกุลกิจ ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้ประกอบการ นักเขียน และนักเดินทาง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ Fan page: Family Business Asia

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน