THE GURU • FAMILY BUSINESS SOCIETY

Mars Inc. 4 เจเนอเรชั่น กับ “อิสระ” ของการบริหารธุรกิจครอบครัว

บทความโดย: นวพล วิริยะกุลกิจ

เราต้องการ อิสรภาพเพื่อกำหนดอนาคตได้เอง และเราต้องการผลกำไรเพื่อคงอิสรภาพนั้นไว้[1]

- ฟอร์เรสท์ มาร์ส ซีเนียร์ (ผู้นำรุ่นที่ 2 ของธุรกิจครอบครัว มาร์ส อิงค์)

 

                ทำไม อิสระถึงสำคัญกับธุรกิจครอบครัว มาร์ส ขนาดนั้น? และส่งผลอย่างไรกับการสืบทอดธุรกิจครอบครัว? นี่คือสิ่งที่เราจะมาเรียนรู้กันในวันนี้

                มาร์ส อิงค์ (Mars, Incorporated) ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา โดยธุรกิจขนมที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ทำให้ มาร์สกลายเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับ 3 ของสหรัฐฯ ด้วยมูลค่าทรัพย์สินของสมาชิกรวมกันมากกว่า 72,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ตัวเลขในปี 2018[2]) มีเพียงครอบครัววอลตัน (เจ้าของธุรกิจค้าปลีก Walmart) และครอบครัว Koch (เจ้าของกลุ่มธุรกิจ Koch Industries) เท่านั้นที่ร่ำรวยกว่าพวกเขา (ไม่นับรวมมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยมาด้วยตัวคนเดียว เช่น เจฟฟ์ เบซอส, บิล เกตส์ หรือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นต้น)

                มาร์ส อิงค์ เป็นธุรกิจสัญชาติอเมริกันที่ไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ (Privately-owned business) ดังนั้น เราจึงไม่อาจประเมินมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจได้อย่างแน่ชัด แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นปัญหาของครอบครัวมาร์สแต่อย่างใดและการไม่เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ของ มาร์ส อิงค์ นั้น อันที่จริงแล้วเป็น ความตั้งใจ” ของครอบครัวมาตั้งแต่รุ่นที่ 2



[1] “We need freedom to shape our future; we need profit to remain free.” จนกระทั่งถึงปัจจุบัน Mars Incorporated ยังคงเป็นบริษัทเอกชนสัญชาติสหรัฐฯ ที่ถือหุ้นโดยสมาชิกครอบครัวมาร์ส 100% บริษัทยังรักษาความเป็น อิสระในการดำเนินนโยบายทางธุรกิจโดยปราศจากการแทรกแซงของนักลงทุน หรือเจ้าหนี้ใดๆ ตราบถึงปัจจุบัน

[2]เป็นการรวมมูลค่าทรัพย์สินของทายาทมาร์สจำนวน 6 คนที่อยู่ใน Forbes 400 ในปี 2018 (Chuck Collins and Josh Hoxie, October 2018)


                ทำไมบริษัทที่มียอดขายทั่วโลกกว่า 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี ขยายกิจการไปสู่ 80 ประเทศทั่วโลก จึงไม่ชื่นชอบการระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ ไม่ชื่นชอบการใช้ทุนจาก Private Equity หรือแม้กระทั่งไม่อยากที่จะกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินในการขยายธุรกิจล่ะ? หากจะตอบคำถามเหล่านี้ เราคงต้องย้อนเวลากลับไปในช่วงของการส่งมอบธุรกิจมาร์สจากรุ่นที่ 1 ไปยังรุ่นที่ 2

 

จากรุ่นที่ 1 สู่รุ่นที่ 2 : พ่อไม่ให้หุ้น...ลูกขอแยกทาง

                   แฟรงค์ ซี. มาร์ส (Franklin Clarence Mars) ก่อตั้งธุรกิจครอบครัวร่วมกับ อีเธล วี. มาร์ส ภรรยาคนที่สองของเขาในปี ค.ศ.1911 แฟรงค์ มาร์ส ผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นที่ 1 มีความเป็น นักประดิษฐ์ มากกว่าจะเป็นผู้บริหารเขาล้มเหลวกับธุรกิจขนมมาถึง 3 แห่ง ก่อนที่จะมาประสบความสำเร็จกับ มาร์ส อิงค์ ในปี 1923 กับขนมแท่งรสนมผสมช็อกโกแลต “The Milky Way” ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากมิลค์เชคที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในขณะนั้น The Milky Way เป็นที่ชื่นชอบขนาดที่บริษัทไม่ต้องเสียเงินโฆษณาอะไรเลย

                หลังจากนั้น Snickers, the 3 Musketeers ก็ตามออกมา แฟรงค์ มาร์ส พร้อมแล้วสำหรับความสำเร็จขั้นต่อไปแต่ปัญหาใหม่ที่ แฟรงค์ มาร์ส กำลังจะเจอนั้น เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน และไม่ได้เคยเตรียมการไว้เลยตลอดช่วงเวลาที่ธุรกิจกำลังเติบโต นั่นก็คือ การวางแผนสืบทอดกิจการ (Succession Plan) เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะจัดการอย่างไรกับ ฟอร์เรสท์ มาร์ส ซีเนียร์ ลูกชายขบถของเขากับภรรยาคนแรกที่ ณ ปัจจุบัน กำลังทำงานร่วมกับเขาและ อีเธล วี.มาร์ส ภรรยาคนที่ 2 ของเขา (ซึ่งเป็นแม่เลี้ยงของ ฟอร์เรสท์ มาร์ส ซีเนียร์)

                ฟอร์เรสท์ มาร์ส ซีเนียร์ (G2) ไม่ได้โตขึ้นมาในแบบพิมพ์ของพ่อของเขาเลย ฟอร์เรสท์ ซีเนียร์ จบวิศวอุตสาหกรรมจากเยล มหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ ก่อนร่วมงานกับ มาร์ส อิงค์ เมื่ออายุได้ 25 ปี (1929) ด้วยวิสัยทัศน์ และความทะเยอทะยานที่ไปไกลกว่าพ่อของเขามาก ฟอร์เรสท์ ซีเนียร์ ไม่เคยคิดจะจำกัดการเติบโตของมาร์สแค่ภายในสหรัฐฯ

                “คุณภาพสินค้ายังไม่นิ่ง บิสซิเนสโมเดลยังไม่ได้ การบริหารก็ยังไม่มีประสิทธิภาพ มาร์ส อิงค์ ยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ! ฟอร์เรสท์ ซีเนียร์ ต้องการจะสร้างอาณาจักรธุรกิจมาร์สเขาต้องการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ และที่สำคัญ เขาต้องการหุ้น 1 ใน 3 จากพ่อของเขา!

                แฟรงค์ ไม่เห็นด้วย เขาพอใจในความสำเร็จที่เป็นอยู่โดยไม่สนใจที่จะขยายธุรกิจไปต่างประเทศ และไม่ให้หุ้นตามที่ ฟอร์เรสท์ ซีเนียร์ ขอ

                ซึ่ง...ฟอร์เรสท์ จะไม่ทน!!!

                “ผมบอกพ่อให้ยัดธุรกิจ (มาร์ส อิงค์) ไว้ที่ก้นของเขาแล้วถ้าพ่อไม่คิดที่จะให้หุ้นตามที่ขอ ผมก็จะไป สองพ่อลูกแยกทางกันเดินในปี 1932 ฟอร์เรสท์ ซีเนียร์ กำเงิน 50,000 ดอลลาร์ และสิทธิในการขาย Milky Way ในต่างประเทศ เขาย้ายไปที่อังกฤษก่อนจะตั้งโรงงานขนาดเท่าห้องที่นั่น พร้อมกับพัฒนาสินค้าใหม่ ซึ่งเกือบจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน นั่นก็คือ “Mars Bar”

 

Strike Back : การกลับมาของ ฟอร์เรสท์ ซีเนียร์ ในวันที่ธุรกิจดำมืด

            สองปีต่อมา แฟรงค์ มาร์ส เสียชีวิตจากหัวใจวายในตอนที่เขาอายุเพียง 50 ปี มาร์ส อิงค์ ตกอยู่ภายใต้การบริหารของ อีเธล วี. มาร์ส ภรรยาคนที่สองผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจครอบครัวมาด้วยกันกับแฟรงค์ แต่ อีเธลนั้นไม่ต้องการจะเข้าไปบริหารธุรกิจมาร์สอีกต่อไป เธอจึงส่งต่องานบริหารให้กับ วิลเลี่ยม ครับเพนบาชเชอร์ น้องชายของเธอให้เป็นประธานของ มาร์ส อิงค์ คนต่อไป

            อีเธล วี. มาร์ส เสียชีวิตลงในอีก 10 ปีต่อมา โดยมี แพทริเชีย มาร์ส (G2) ลูกสาวของเธอกับ แฟรงค์ เป็นผู้สืบทอดธุรกิจครอบครัวในรุ่นที่ 2 และแม้ว่าแพทริเชียจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ มาร์ส อิงค์ แล้วก็ตาม อำนาจการบริหารยังคงอยู่ในมือของ วิลเลี่ยม ครับเพนบาชเชอร์ ผู้มีศักดิ์เป็นน้าของเธออยู่ดี สายน้ำที่ไหลผ่านไปแล้วดูจะไม่ย้อนกลับ แต่ ฟอร์เรสท์ มาร์ส ซีเนียร์ ไม่คิดเช่นนั้น ธุรกิจ มาร์ส อิงค์ นั้น ควรจะเป็นของเขามาตั้งแต่ต้น!

            แพทริเชีย มาร์ส ตรวจพบมะเร็งระยะสุดท้ายในช่วงปี 1960s เหล่าผู้บริหารอาวุโสที่บริหารธุรกิจมาร์สมาตั้งแต่รุ่นพ่อของเธอก็เกษียณอายุ หรือไม่ก็ทยอยเสียชีวิตไปเกือบจะหมดแล้ว แพทริเชียดึงเอาสามีของเธอเข้ามาเป็นผู้บริหารแทน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ หุ้นของ มาร์ส อิงค์ ดำดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ถือหุ้นเทขายหุ้นอย่างหนัก ก่อนเสียชีวิต แพทริเชียตกลงใจขายหุ้นมาร์สให้กับ ฟอร์เรสท์ ซีเนียร์ ถึงแม้จะรู้ว่า ฟอร์เรสท์ เป็นคนเจ้าอารมณ์ และไม่เป็นที่รักของใครๆ ในบริษัท แต่สุดท้ายแล้ว ฟอร์เรสท์ ก็อาจจะเป็นคนๆ เดียวที่รู้ว่าจะบริหาร มาร์ส อิงค์ต่อไปยังไง         

 

4 รุ่นของครอบครัวมาร์ส และเส้นทางหุ้นของ มาร์ส อิงค์



ที่มา : Wikipediaและปรับแก้ไขโดย นวพล วิริยะกุลกิจ 2019

คุณค่าของคำว่า อิสระและปรัชญา 5 ข้อของมาร์ส

            อิสระที่ ฟอร์เรสท์ มาร์ส ซีเนียร์ ผู้นำรุ่นที่ 2 ให้ความสำคัญนั้น หมายถึงอิสระในการดำเนินธุรกิจในแนวทางที่พวกเขาเชื่อโดยไม่ถูกแทรกแซงก้าวก่ายจากคนนอกครอบครัว หรือนอกบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ หรือนักลงทุนใดๆ อิสระที่ว่านี้ ถือเป็น 1 ใน 5 ของปรัชญาที่เป็นเสาหลักในการดำเนินธุรกิจของ มาร์ส อิงค์ กว่าสามทศวรรษนับจากวันที่ ฟอร์เรสท์ มาร์ส ซีเนียร์ เดินออกจาก มาร์ส อิงค์ ภายใต้การบริหารของ แฟรงค์ พ่อของเขา วันนี้เขากลับมาแล้วในฐานะเจ้าของคนใหม่ของมาร์ส ไม่มีใครเรียกเขาว่า SOB หรือ “Son of Boss” อีกต่อไป

ในปี 1964 ฟอร์เรสท์ ซีเนียร์ สามารถซื้อหุ้นของ มาร์ส อิงค์ ที่อยู่ในมือ คนนอก กลับคืนมาได้หมด ต่อจากนี้ เขาคือผู้ที่จะกำหนดอนาคตของ มาร์ส อิงค์ แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งกว่าจะมาถึงจุดนี้ เขาต้องผ่านการสู้รบปรบมือกับผู้ถือหุ้นทั้งที่เป็นสมาชิกครอบครัว และผู้ถือหุ้นที่เป็นคนนอก และเขาไม่ต้องการจะมานั่งตอบคำถามของผู้ถือหุ้นคนไหนอีกต่อไป และเมื่อหุ้นทั้งหมดตกเป็นของเขาแล้ว อิสรภาพในการตัดสินใจก็คือรางวัลอันหอมหวานที่เขารอคอยมากว่า 30 ปี

ในมุมมองของ ฟอร์เรสท์ บริษัทจำเป็นจะต้องมีอิสระในการตัดสินใจโดยไม่ต้องห่วงกังวลว่าผู้ถือหุ้นจะคิดยังไง หรือเหล่าเจ้าหนี้จะอนุมัติหรือไม่ มาร์ส อิงค์ ต้องเป็นอิสระจากพันธนาการเหล่านี้ให้ได้เพื่อที่จะเติบโต และนี่คือปรัชญาสำคัญหนึ่งในห้าที่เปรียบเสมือนลำแสงที่นำพามาร์สให้เติบใหญ่จนถึงทุกวันนี้

ปรัชญา 5 ข้อของมาร์ส[1]

1)      คุณภาพ (Quality) - เพราะลูกค้าคือเจ้านายตัวจริง เราจึงมุ่งมั่นในคุณภาพของงานที่ทำ เพื่อเป้าหมายคือความคุ้มค่าของเงินที่ลูกค้าจ่ายไป

2)      ความรับผิดชอบ (Responsibility) - เราไม่ละเลยที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี และในฐานะเพื่อนร่วมงานเราจะช่วยคนอื่นให้สามารถรับผิดชอบงานของเขาเองได้ด้วย

3)      ผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutuality) - เราตัดสินใจบนพื้นฐาน ผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่ายเพราะผลประโยชน์ร่วมกันเท่านั้นที่จะยั่งยืน

4)     ประสิทธิภาพ (Efficiency) - เราใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรามีอย่างเต็มที่ และทำเฉพาะสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดเท่านั้น

5)      อิสรภาพ (Freedom) - เราต้องการ “อิสรภาพ” เพื่อกำหนดอนาคตได้เอง และเราต้องการผลกำไรเพื่อคงอิสรภาพนั้นไว้

 

ปรัชญา 5 ข้อและผลต่อธุรกิจและครอบครัว

            มาร์ส อิงค์ เชื่อว่า ปรัชญาทั้ง 5 ข้อ คือสิ่งที่ทำให้บริษัทโดดเด่นกว่าคู่แข่งทั้งหลายและทำให้บริษัทเป็นหนึ่งในองค์กรที่มี Turn Over ของพนักงานต่ำที่สุดในสหรัฐฯปรัชญาทั้ง 5 ถูกแปลงไปสู่นโยบายและแนวปฏิบัติที่เป็นเอกลักษณ์พนักงานใหม่ทุกคนจะได้รับสำเนา ปรัชญา 5 ข้อที่มีลายเซ็นของสมาชิกครอบครัวทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ในวันแรกที่เข้าทำงาน (ปัจจุบันสามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของบริษัท)

            ตัวอย่าง นโยบายและแนวการปฏิบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของ มาร์ส อิงค์ เช่น บริษัทจะเรียกพนักงานว่า Associate ที่มีความหมายว่า เพื่อนร่วมงานเพื่อสะท้อนความความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกันระหว่างผู้บริหารและพนักงานที่จะคอยช่วยเหลือกันและช่วยกันรับผิดชอบ (Responsibility) บริษัทยึดถือการแบ่งปันผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน หลีกเลี่ยงที่จะให้สิทธิพิเศษที่ก่อให้เกิดความรู้สึกแบ่งแยก เช่นไม่มีออฟฟิศเฉพาะหรือห้องนั่งเล่นสำหรับผู้บริหาร พนักงานทุกคนไม่ว่าตำแหน่งอะไรก็ต้องมาตอกบัตร (Mutuality) ให้ทุกคนมีอิสระในการทำงานตามหน้าที่ๆ ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ ซึ่งนำไปสู่นโยบายกระจายอำนาจการบริหาร (Freedom)

            นอกจากนี้ บริษัทยังพร้อมที่จะให้พนักงานและผู้บริหารมีเวลาเรียนรู้งานเพิ่มขึ้นเพื่อบรรลุเป้าหมายในด้าน คุณภาพ” (Quality) และ ประสิทธิภาพ” (Efficiency) โดยไม่ต้องกังวลว่าผลประกอบการไตรมาสจะเป็นอย่างไร หรือนักลงทุนจะพอใจหรือไม่เช่นเดียวกับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์การวัดผลงานก็จะไม่วัดแค่ว่าบริษัทได้อะไรเท่าไหร่แต่จะวัดจากคุณค่าที่คู่ค้าและลูกค้าได้ควบคู่กันไปด้วย (Mutuality) “กำไรที่ได้โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไรนั้นไม่ยั่งยืนหรอกวิคทอเรีย มาร์ส หนึ่งในทายาทรุ่นที่ 4 และอดีตประธานบริษัท มาร์ส อิงค์ กล่าวเสริม

นอกจากปรัชญาทั้ง 5 ข้อจะถูกนำไปปรับใช้ในการบริหารธุรกิจครอบครัวแล้ว ยังถูกนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของเหล่าสมาชิกครอบครัวด้วย ตั้งแต่เล็ก ฉันเติบโตมากับปรัชญาทั้ง 5 คือส่วนหนึ่งของชีวิต และถึงแม้ (ปรัชญาทั้ง 5) จะไม่ได้ถูกเขียนใส่กรอบแล้วแขวนไว้บนฝาผนังหรือติดบนตู้เย็น แต่ก็ช่วยชี้นำฉันและครอบครัวในเรื่องปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่อยู่รอบข้าง...สำหรับฉันปรัชญาทั้ง 5 คือบรรทัดฐานในการใช้ชีวิต...คือจุดเชื่อมต่อระหว่างครอบครัวและธุรกิจของตระกูล วิคทอเรีย มาร์ส ให้ความเห็นไว้

            แล้วถ้าหากมีพนักงานคนหนึ่งเดินมาบอกว่าคุณต้องเปลี่ยนแปลงปรัชญาบ้างแล้วล่ะ?

            “ปรัชญาทั้ง 5 เป็นหลักการและค่านิยมของครอบครัวเรา ดังนั้น คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะมาเปลี่ยน!” ทายาทรุ่นที่ 4 คนเดิมให้คำตอบอย่างชัดเจน

 

จากรุ่นที่ 2 สู่รุ่นที่ 3 : การสืบทอดอย่างมีขั้นตอน

            ในสายตาของ ฟอร์เรสท์ มาร์ส ซีเนียร์ (G2) พ่อไม่เคยเตรียมความพร้อมให้กับทายาทที่จะมาสืบทอดกิจการของครอบครัวเลย ดังนั้น เมื่อถึงวันที่เขาต้องเป็นผู้ส่งมอบกิจการให้กับทายาทรุ่นต่อไป เขาจึงต้องการส่งมอบธุรกิจที่ดีที่สุดให้กับลูกๆ ธุรกิจที่มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และมีการวางแผนส่งมอบอย่างเป็นขั้นตอน ชัดเจนโปร่งใส และเมื่อถึงวันนั้น เขาจะเดินออกจากธุรกิจเพื่อให้ลูกๆ ได้แสดงฝีมือกันอย่างเต็มที่

            การส่งต่อธุรกิจครอบครัวในครั้งนี้ ฟอร์เรสท์ มาร์ส ซีเนียร์ ยังคงยึดมั่นปรัชญาในเรื่องของ อิสรภาพอย่างเหนียวแน่น เพื่อเป้าหมายที่จะให้ มาร์ส อิงค์ คงความเป็นธุรกิจครอบครัว 100% แนวทางการส่งไม้ต่อของ ฟอร์เรสท์ ซีเนียร์ ที่ได้ให้ไว้ เช่น

1)      เตรียมความพร้อมให้กับลูกๆ - ทายาทมีความเข้าใจในธุรกิจและพร้อมที่จะดูแลต่อไป

2)      เตรียมธุรกิจให้ดี มีประสิทธิภาพมีผลประกอบการดี (ยอดขายในปีก่อนที่จะมีการเปลี่ยนมือ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปีปราศจากหนี้สิน) - ธุรกิจที่ดี ทำให้ทายาทต้องการเป็นเจ้าของต่อไป

3)      ส่งมอบกิจการเมื่อถึงเวลาที่ตั้งใจ (ค.ศ.1973) - การวางมือของพ่อแม่ทำให้ลูกๆ มีอิสระในการบริหารจัดการธุรกิจอย่างเต็มที่

4)      ไม่อนุญาตให้ทายาทขายหุ้นให้กับคนนอกครอบครัว - กติกาที่เปรียบเสมือนกำแพงป้องกันหุ้นไม่ให้หลุดออกไปสู่มือคนนอก

5)      ส่งต่อปรัชญาจากรุ่นสู่รุ่น - ปรัชญาที่บัญญัติไว้จะไม่เป็นเพียงคำพูดที่สวยหรู หากสมาชิกแสดงให้คนรุ่นหลังดูด้วยว่าการดำเนินชีวิตภายใต้ปรัชญาครอบครัวนั้น ทำอย่างไร

บางที มรดกชิ้นสำคัญที่สุดที่ทิ้งไว้ให้กับลูกหลาน อาจไม่ใช่ธุรกิจขนมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่คือหลักคิดที่ฝังอยู่ในปรัชญา 5 ข้อ อันนำไปสู่ความสำเร็จในเชิงธุรกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของลูกหลานมาร์สในปัจจุบัน

“ตราบเท่าที่มาร์ส ยังคงความเป็น “อิสระ” ความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเราจะอยู่เหนือสิ่งอื่นใด” วิคทอเรีย มาร์ส ให้ทรรศนะส่งท้าย

 

มาร์ส อิงค์ (Mars, Incorporated)

มาร์ส อิงค์ เป็นบริษัทข้ามชาติผู้ผลิตและจำหน่ายขนม อาหารสัตว์ และผลิตภัณฑ์อาหารอีกหลายชนิดสัญชาติสหรัฐฯ ที่ก่อตั้งในปี 1911 โดย แฟรงคลิน ซี. มาร์ส และ อีเธล วี. มาร์ส บริษัทมีรายได้รวมกว่า 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2017 ถูกจัดให้เป็นบริษัทที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของสหรัฐฯ โดยนิตยสารฟอร์บส มีสำนักงานใหญ่ในเมืองแม็คคลีน มลรัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาแบรนด์สินค้าที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ ช็อกโกแลต M&M’s, Milky Way, Mars, Twix, Snickers ลูกอม Eclipse, Extra, Life Savers, Skittles หมากฝรั่ง Orbit, Wrigley (มาร์ส อิงค์ ผนวก Wrigley Jr. Company เข้ามาในปี2008) อาหารสัตว์เลี้ยง Whiskas, Pedigree, Royal Canin และ ข้าว Uncle Ben’s Rice เป็นต้น ปัจจุบัน มาร์ส อิงค์ มีพนักงานกว่า 100,000 คน ใน 80 ประเทศทั่วโลก โดยบริษัทยังคงรักษาความเป็นธุรกิจครอบครัวมาได้อย่างยาวนานกว่า 100 ปี



[1]ปรัชญาทั้ง 5 ข้อ ถูกเขียนขึ้นในช่วงปี 1980s โดยลูกทั้ง 3 คน (G3) ของ ฟอร์เรสท์ มาร์ส ซีเนียร์(G2)โดยเป็นการบัญญัติขึ้นจากสิ่งที่ ฟอร์เรสท์ มาร์ส ซีเนียร์ เขียนไว้ในจดหมายเมื่อปี 1947 ที่กล่าวถึงแนวคิดเรื่อง Mutuality ต่อเพื่อนร่วมงาน สังคม และการทำธุรกิจและถูกขยายความโดยลูกๆ ทั้ง 3 คนในเวลาต่อมา 


เชิงอรรถ

[1] “We need freedom to shape our future; we need profit to remain free.” จนกระทั่งถึงปัจจุบัน Mars Incorporated ยังคงเป็นบริษัทเอกชนสัญชาติสหรัฐฯ ที่ถือหุ้นโดยสมาชิกครอบครัวมาร์ส 100% บริษัทยังรักษาความเป็น อิสระในการดำเนินนโยบายทางธุรกิจโดยปราศจากการแทรกแซงของนักลงทุน หรือเจ้าหนี้ใดๆ ตราบถึงปัจจุบัน

2เป็นการรวมมูลค่าทรัพย์สินของทายาทมาร์ส จำนวน 6 คนที่อยู่ใน Forbes 400 ในปี 2018 (Chuck Collins and Josh Hoxie, October 2018)

3ปรัชญาทั้ง 5 ข้อ ถูกเขียนขึ้นในช่วงปี 1980s โดยลูกทั้ง 3 คน (G3) ของ ฟอร์เรสท์ มาร์ส ซีเนียร์ (G2) โดยเป็นการบัญญัติขึ้นจากสิ่งที่ ฟอร์เรสท์ มาร์ส ซีเนียร์ เขียนไว้ในจดหมายเมื่อปี 1947 ที่กล่าวถึงแนวคิดเรื่อง Mutuality ต่อเพื่อนร่วมงาน สังคม และการทำธุรกิจและถูกขยายความโดยลูกๆ ทั้ง 3 คนในเวลาต่อมา

 



เกี่ยวกับนักเขียน

นวพล วิริยะกุลกิจ ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้ประกอบการ นักเขียน และนักเดินทาง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ Fan page: Family Business Asia

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน