THE GURU • FAMILY BUSINESS SOCIETY

อยาลา คอร์ปอเรชั่น ข้อคิด 5 ประการ จากธุรกิจครอบครัวที่เก่าแก่ที่สุดในฟิลิปปินส์

บทความโดย: นวพล วิริยะกุลกิจ

            ข้อคิดทั้ง 5 ประการจากครอบครัวอยาลา คือมรดกทางความคิดของหนึ่งในตระกูลธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์ ที่เราได้เรียนรู้และสามารถนำไปปรับใช้ได้เพื่อความสำเร็จอย่างยั่งยืนของธุรกิจครอบครัว

 

            บนประเทศพันเกาะแห่งนี้ เป็นจุดกำเนิดของหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ร่ำรวยและเก่าแก่ที่สุดของเอเชียที่มีชื่อว่า อลายา คอร์ปอเรชั่น” (Ayala Corporation) ซึ่งมีอาณาจักรธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เทเลคอม ธนาคาร สาธารณูปโภคคมนาคม ไปจนถึง Business Process Outsourcing ฯลฯ      

            ซึ่งสำหรับ Jaime Augusto Zóbel de Ayala II หรือ “Jaime II” ทายาทรุ่นที่ 7 แห่งตระกูลเจ้าของอยาลา คอร์ปอเรชั่น มองว่า การขยายธุรกิจไปในหลากหลายอุตสาหกรรมอย่างที่ธุรกิจครอบครัวของเขาทำนั้น ก็เป็นธรรมชาติทั่วไปของธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนา “ในตลาดเกิดใหม่ (เช่น ฟิลิปปินส์) ธุรกิจของคุณจะถูกจำกัดโดยขนาดของตลาดภายใน และเมื่อถึงจุดนั้น ผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากการทำธุรกิจก็จะลดลง ซึ่งมันจะบังคับให้คุณต้องมองหาโอกาสในธุรกิจอื่นๆ เพื่อสร้างความเติบโตให้กับองค์กรและ

            ในบางครั้งความที่ประเทศอยู่ระหว่างการพัฒนาทำให้รัฐบาลอาจไม่มีเงินเพียงพอที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือสาธารณูปโภคที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนได้ ทำให้โอกาสเปิดขึ้นสำหรับบริษัทใหญ่ๆ เช่น อยาลา ที่จะเข้ามาลงทุนในกิจการ เช่น ประปา ขนส่ง หรือธุรกิจโทรคมนาคม”

             JaimeII ผู้นำคนปัจจุบันของครอบครัว Zóbel de Ayala (ในที่นี้จะเรียกสั้นๆ แค่ว่า อยาลา”) ฉายภาพพัฒนาการของ อยาลา คอร์ปอร์เรชั่นวันนี้เราจะมาถอดแนวคิดการบริหารธุรกิจครอบครัวอยาลา กลุ่มธุรกิจที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์กัน

 

อยาลา คอร์ปอเรชั่น (Ayala Corporation)

            อยาลา คอร์ปอเรชั่น เป็นบริษัทโฮลดิ้งของธุรกิจครอบครัว Zóbel de Ayala ธุรกิจสัญชาติฟิลิปปินส์ที่มีจุดกำเนิดในยุคล่าอาณานิคม เมื่อประมาณ 185 ปีก่อน กิจการถูกก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1834 (ปี พ.ศ.2377) โดย Domingo Róxas (พ่อตา) และ Antonio de Ayala (ลูกเขย) โดยเริ่มต้นจากธุรกิจโรงกลั่นเหล้าแห่งแรกของฟิลิปปินส์[1] หลังจากนั้นได้ขยายตัวไปสู่ธุรกิจอื่นๆ ตามลำดับ

            ปัจจุบัน ธุรกิจของครอบครัวอยาลาครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจค้าปลีกการเงิน โทรคมนาคม สาธารณูปโภค พลังงาน ขนส่ง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ บริการทางการแพทย์ และการศึกษา เป็นต้น

สำนักงานของ อยาลาในกรุงมะนิลาเมื่อปี 1901



            ธุรกิจของครอบครัวอยาลา ได้เติบโตไปพร้อมๆ กับการพัฒนาประเทศของฟิลิปปินส์ โดย อยาลา มีส่วนร่วมในพัฒนาการครั้งสำคัญ ๆ เช่นการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของฟิลิปปินส์ในปี 1851 (กลายมาเป็น Bank of the Philippines Islands (BPI) ในปัจจุบัน) การให้บริหารรถแทรมในปี 1888 การก่อสร้างสะพานเหล็กกล้าแห่งแรกของฟิลิปปินส์ในปี 1908 และการเป็นผู้รับผิดชอบงานก่อสร้างเมือง “มากาติ” ให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจของกรุงมะนิลาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

            ปัจจุบัน อยาลา คอร์ปอเรชั่น อยู่ภายใต้การบริหารงานของทายาทรุ่นที่ 7 โดยมี Jaime Augusto Zóbel de Ayala II (Jaime II) ลูกชายคนโตของ Jaime Zóbel de Ayala ดำรงตำแหน่ง CEO ควบตำแหน่งประธานคณะกรรมการ บริษัท อยาลา คอร์ปอเรชั่น บริษัทที่มีมูลค่าทรัพย์สินรวมสูงที่สุดของฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน





[1]โรงกลั่นดังกล่าวภายหลังถูกซื้อไปโดย La Tondeña, Inc. ในปี 1929

1. จัดโครงสร้างธุรกิจใหม่ : โฮลดิ้งคัมพานีและโครงสร้าง โฮลดิ้ง 2 ชั้น

            เมื่อธุรกิจได้แผ่ขยายจากอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นธุรกิจหลักของครอบครัวอยาลาในช่วงก่อนปี 1991 ไปยังธุรกิจอื่นๆ อีกหลายธุรกิจ โครงสร้างขององค์กรจึงต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องและตอบโจทย์ที่เปลี่ยนแปลงไป

            “จุดเปลี่ยนของแนวคิดเรื่องรูปแบบองค์กรเกิดขึ้นในราวปี 1991 จาก อยาลา คอร์ปอเรชั่น ที่เป็นบริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่มีการกระจายการลงทุนไปในธุรกิจอื่นๆ อีกหลากหลายธุรกิจ เราตัดสินใจแยกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทออกมาตั้งเป็นบริษัทใหม่คือ Ayala Land และเปลี่ยน อยาลา คอร์ปอเรชั่น ให้เป็น โฮลดิ้งคัมพานีที่ทำหน้าที่ถือหุ้นใน Ayala Land และธุรกิจอื่นๆ ในเครือทั้งหมด อยาลา คอร์ปอเรชั่น จึงกลายสภาพเป็น บริษัทเพื่อการลงทุนโดยเราจะลงทุนในธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตและอยาลาสามารถช่วยสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจนั้นๆ ได้”

            นอกจากนี้ ครอบครัวอยาลายังใช้โฮลดิ้งคัมพานีเพื่อป้องกันปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์ (Conflict of interest) ระหว่างครอบครัวกับผู้ลงทุนรายอื่นๆ โดยการจัดตั้ง Mermac Inc.ซึ่งเป็นโฮลดิ้งคัมพานีของสมาชิกครอบครัว (Family Holding Company) โดยเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัวจะถูกหารือใน Mermac Inc. เพื่อหาข้อสรุป เดียวของครอบครัวก่อนจะส่งตัวแทนครอบครัวเข้าประชุมในบอร์ดโฮลดิ้งคัมพานีของบริษัท (Business Holding Company) ที่มีคนนอกร่วมด้วย

            โครงสร้างดังกล่าวจึงมีลักษณะที่ถูกเรียกว่า โฮลดิ้ง 2 ชั้นคือ ชั้นบนสุดเป็นชั้นโฮลดิ้งของครอบครัว และชั้นรองลงมาเป็นชั้นโฮลดิ้งของบริษัท ซึ่งในกรณีนี้นั้น Mermac Inc. ทำหน้าที่เป็นโฮลดิ้งคัมพานีในชั้นของครอบครัว และ Ayala Corporation เป็นโฮลดิ้งคัมพานีในชั้นของบริษัท


โครงสร้าง โฮลดิ้ง 2 ชั้นของธุรกิจครอบครัวอยาลา (ปี 2018)




หมายเหตุ : * Ayala Corporation จะลงไปถือหุ้นของบริษัทลูกใน Business Group ต่างๆ ในระดับที่แตกต่างกัน

ที่มา : ปรับปรุงจาก SEC Form 17- A (2018) โดยผู้เขียน


2. ถือหุ้นให้มากพอแล้วตั้งเป้าสร้างมูลค่าในระยะยาว

            จุดแข็งประการหนึ่งของธุรกิจครอบครัวคือความสามารถที่จะ อดทนเพื่อผลลัพธ์ระยะยาวได้ แต่การเป็นบริษัทมหาชนที่มีหุ้นส่วนเป็นคนนอกด้วยนั้น อยาลา มีแนวทางการจัดสมดุลระหว่างเป้าหมายของหุ้นส่วนที่เป็นคนนอกกับครอบครัวอย่างไร?

            “ผมมีความเชื่อว่ามีจุดสมดุลที่ตั้งอยู่ระหว่างธุรกิจที่ถูกควบคุมโดยครอบครัวอย่างเคร่งครัด และธุรกิจมหาชนที่มีนักลงทุนมากมาย แม้จะมีความตึงเครียดระหว่างนักลงทุนสถาบันที่สนใจผลประกอบการรายไตรมาส กับความจำเป็นขององค์กรในการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวก็ตาม”

            “เราจะเห็นว่าในบริษัทที่เป็นมหาชนนั้น จะมีแรงกดดันให้ผู้บริหารต้องทำผลงานให้ได้ดีขึ้นๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้พวกซีอีโอต้องยอมทำอะไรที่เสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ และนั่นอาจจะทำให้เขาพลาดได้ในที่สุด...เพื่อที่จะลดแรงกดดันดังกล่าว ที่อยาลาเราพยายามวางโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ยอมรับในวิสัยทัศน์ระยะยาว และสร้างเสถียรภาพในระดับบอร์ดให้เกิดขึ้นโดยการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่”

            Jaime II ยกตัวอย่างของ Globe Telecom ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤติการเงินเมื่อปี 1997 แต่ด้วยแรงสนับสนุนจากบอร์ดตามแผนกลยุทธ์ระยะยาว บอร์ด Ayala Corporation อนุมัติเงินอัดฉีดให้แก่ Globe Telecom เพื่อขยายกิจการเพิ่มเติมในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งผลก็คือ Globe Telecom สามารถสร้างมูลค่าตลาดเพิ่มได้ประมาณสองพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเวลาเพียง 4 ปีหลังจากนั้น

            “ผมไม่แน่ใจว่า Globe Telecom จะสามารถดำเนินการตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้หรือไม่หาก Globe Telecom เป็นเพียงบริษัทมหาชนที่ไม่มีผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มีอำนาจจริงๆ” Jaime II เสริมต่อว่าเป้าหมายของอยาลาคือการสร้างมูลค่าในระยะยาว (Long-term Value Creation) มากกว่าการยอมตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของการสร้างผลกำไรระยะสั้น และสิ่งสำคัญก็คือการถือครองหุ้นในสัดส่วนที่ครอบครัวยังสามารถรักษาอำนาจการตัดสินใจไว้ได้[1]

 



[1]อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการถือหุ้น (Common Shares) ของครอบครัวอยาลาได้ลดลงจาก 58% ในปี 2001 มาอยู่ที่ 47% ในปี 2018 โดยมีระดับของ Free Float อยู่ที่ประมาณ 53% ทั้งนี้ การถือหุ้นของสมาชิกครอบครัวอยาลานั้นจะถือหุ้นผ่านบริษัทโฮลดิ้งของครอบครัว Mermac Inc. และยังคงรักษาอำนาจการควบคุมธุรกิจในเครืออยาลาไว้ได้อย่างเต็มที่ผ่าน Voting Preferred Shares ที่ Mermac Inc. ถืออยู่ถึง 85.4% ณ ปี 2018

โครงสร้างการถือหุ้น (Common Shares) ของ Ayala Corporation ในปี 2018



หมายเหตุ: * อื่นๆได้แก่ ผู้ลงทุนที่ถือหุ้นเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 1% หรือถือหุ้นใน PCD Nominee Corporation

ที่มา: Ayala Corporation (SEC Form 17- A, 2018)


3. อยากโตต้องมีธรรมาภิบาลที่ดี

            อยาลา คอร์ปอเรชั่น ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน รวมไปถึงบริษัทลูกที่สำคัญในเครือหลายบริษัทก็ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนแล้วเช่นดียวกัน อะไรคือเหตุผลที่อยาลาตัดสินใจนำธุรกิจหลักของครอบครัวเข้าจดทะเบียนป็นบริษัทมหาชนซึ่งจะต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น ต้องปรับระบบบัญชีและการเปิดเผยข้อมูล?

            Jaime II ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่าหนึ่งในเหตุผลสำคัญของการที่อยาลาต้องทำให้ตัวเองโปร่งใสและชัดเจนก็เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ ‘หุ้นส่วน’ ที่บริษัทได้ร่วมทำธุรกิจมาอย่างยาวนาน เช่น กลุ่มมิตซูบิชิ สิงคโปร์เทเลคอม และ เจ.พี.มอร์แกน เป็นต้น โดยที่กฎเกณฑ์บางอย่างนั้น อยาลา ทำมากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เสียอีก

            และแม้ว่าในตลาดเกิดใหม่อย่างฟิลิปปินส์ที่การทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรมหรือการมีธรรมาภิบาลที่ดีอาจถูกมองว่าเป็นข้อเสียเปรียบในการทำธุรกิจ แต่อยาลามองว่าเป็นเพียงข้อเสียเปรียบในระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งนักลงทุนก็เริ่มมีความเข้าใจในเรื่องธรรมาภิบาลมากขึ้นแล้วในปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากเป้าหมายความสำเร็จของธุรกิจครอบครัวนั้นทำให้ต้องระดมทุนด้วยแล้ว บริษัทก็ยิ่งต้องทำตัวให้โปร่งใสไม่แตกต่างจากบริษัทมหาชน เพราะนักลงทุนจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่พวกเขาไม่อาจประเมินได้” Jaime II ให้ความเห็น

 

4. กำหนดกติกาของธุรกิจครอบครัว

             ปัจจุบันอลายามีทายาทกว่า 50 คนในรุ่นที่ 6-8 ซึ่งยังไม่นับรวมถึงเขยและสะใภ้อีกเกือบ 20 คน การเป็นเจ้าของธุรกิจครอบครัวร่วมกันจึงจำเป็นต้องมีการกำหนดกติกาไว้ เช่น

            สมาชิกไม่ลงทุนในกิจการที่จะแข่งกับธุรกิจครอบครัว

            เพราะเมื่อธุรกิจส่วนใหญ่ของ อยาลา มีหุ้นส่วนที่เป็นคนนอกครอบครัวร่วมทุนอยู่ด้วยนั้น อยาลาจึงให้ความสำคัญกับเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนและการลงทุนในธุรกิจที่จะเข้ามาแข่งกับธุรกิจเดิมของครอบครัว

            “ในครอบครัวเรามีกฎข้อหนึ่งที่ไม่ได้ถูกเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแต่สมาชิกทุกคนจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด นั่นก็คือ ถึงแม้ว่าทุกคนจะมีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้กับเงินปันผลที่ได้รับจากธุรกิจครอบครัว แต่สมาชิกจะต้องไม่นำเงินดังกล่าวไปลงทุนในธุรกิจใดก็ตามที่แข่งกับ อยาลา คอร์ปอเรชั่น หรือบริษัทในเครือ ซึ่งกฎนี้จะให้ความมั่นใจกับหุ้นส่วนของเราว่าถ้าเขาลงทุนกับเราแล้ว จะไม่มีธุรกิจใดของครอบครัวที่จะเข้ามาแข่งขันกับธุรกิจที่เขาร่วมหุ้นกันกับเรา”

            “ความสามารถเหนือสายเลือดหากจะทำงานในธุรกิจครอบครัว

              เมื่อพูดถึงธุรกิจครอบครัวแล้วก็ยากที่จะไม่เอ่ยถึงเรื่องของการเอาลูกหลานและเครือญาติเข้ามาทำงานในบริษัท สำหรับประเด็นนี้ Jaime II ให้ความเห็นว่า “ในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของอยาลา คอร์ปอเรชั่น เรามีสิทธิในการกำหนดว่าธุรกิจควรจะถูกจัดการอย่างไร แต่ในเรื่องการบริหารคนนั้นต้องขึ้นอยู่กับว่าคนๆ นั้น จะให้อะไรแก่บริษัทได้บ้าง

            ซึ่งครอบครัวเราพยายามกำหนดกฎเกณฑ์ในการเข้าทำงานกับธุรกิจครอบครัวให้เคร่งครัดมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา เช่น ต้องพิจารณาถึงทักษะและความสามารถที่จำเป็น มีประวัติการทำงานที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ถึงแม้ตระกูลของเราจะค่อนข้างใหญ่ แต่มีสมาชิกเพียง 3 คน คือ พ่อของผม ผมและน้องเท่านั้นที่เข้ามาบริหารกิจการของตระกูล นอกนั้น CEO ของบริษัทลูก และบริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเป็นมืออาชีพที่มีความสามารถ ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกครอบครัวอยาลา

            พวกเขาเหล่านั้น ได้รับผลตอบแทนและการปรับตำแหน่งตามความสามารถและผลงานอย่างแท้จริง ครอบครัวเราเห็นว่าการปฏิบัติต่อพนักงานหรือผู้บริหารที่ไม่เป็นไปตามนี้นั้น จะส่งผลต่อการดึงดูดคนดีมีความสามารถให้เข้ามายังองค์กร รวมทั้งจำกัดโอกาสการเติบโตทางธุรกิจของเราเอง” Jaime IIให้ความเห็น

 



สมาชิกครอบครัว Zóbel de Ayala รุ่นที่ 1-7 (เฉพาะสายที่เป็นผู้รับมอบธุรกิจ)



ที่มา: Family Business Asia


5. ผู้นำปล่อยวางก่อนสถานการณ์จะบังคับให้ปล่อยวาง

                การพูดเรื่อง ส่งมอบธุรกิจครอบครัวอาจเหมือนเป็นการ แช่งสำหรับหลายครอบครัว จนมีข้อสังเกตที่ว่าผู้นำธุรกิจครอบครัวมักจะหวงอำนาจมากถึงขั้นที่ว่าต้องให้ขาข้างหนึ่งอยู่ในหลุมศพจึงจะยอมปล่อยวาง... ฟังดูน่ากลัวแต่ก็เป็นเรื่องจริงที่พบเห็นได้โดยทั่วไป ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดน่าจะเป็น เซอร์ รัน รัน ชอว์ (1907-2014) ประธาน Television Broadcasting Limited (TVB)ผู้ก่อตั้ง The Shaw Brothers Studio เจ้าพ่อหนังฮ่องกงที่เกษียณตัวเองเมื่อตอนอายุ 103 ปี และส่งมอบตำแหน่งประธานบริษัทให้กับภรรยาที่มีอายุ 79 ปี

                Jaime II (เจเนอเรชั่นที่ 7) ขึ้นดำรงตำแหน่ง CEO แทนพ่อที่เกษียณจากตำแหน่งในปี 1995 ในขณะที่พ่อมีอายุ 60 ปี และตัวเขาเองอายุ 36 ปีพ่อให้ความไว้วางใจพวกเรามาก...ไม่เหมือนหลายๆ ธุรกิจครอบครัวในเอเชียที่ผู้ใหญ่มักมีปัญหาในการปล่อยวาง พ่อให้อิสระแก่พวกเราที่จะว่ายหรือจมด้วยตัวของเราเองหลังจากนั้นในปี 2006 Jaime Zóbel de Ayala ผู้พ่อ (รุ่นที่ 6) ก็ประกาศลงจากตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท Ayala Corporation เมื่อมีอายุได้ 72 ปี ยุติบทบาทในองค์กรที่เขาทำงานมาตั้งแต่อายุ 24 ปีลง และคงไว้เพียงตำแหน่งประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ของบริษัทเพียงเท่านั้น

Jaime II ลูกชายคนโตเข้ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริษัท อยาลา คอร์ปอเรชั่น แทนพ่อของเขา ในขณะที่น้องชายของเขา Fernando Zóbel de Ayala (รุ่นที่ 7) ก็ขึ้นดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการบริษัทควบตำแหน่งซีโอโอ (COO) การ วางมืออย่างค่อยเป็นค่อยไปของผู้นำในรุ่นที่ 6 ทำให้ผู้นำในรุ่นที่ 7 เช่น Jaime II มีเวลาถึงกว่า 10 ปี ในการเตรียมตัวเพื่อขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดขององค์กร

                ข้อคิดทั้ง 5 ประการจากครอบครัวอยาลาทั้งในเรื่องการจัดโครงสร้างบริษัทใหม่ การยึดเป้าหมายธุรกิจระยะยาวโดยไม่หวั่นไหวไปกับผลประกอบการในระยะสั้น การสร้างธรรมาภิบาลที่ดีเพื่อให้เกิดความไว้วางใจจากนักลงทุน การกำหนดกติกาของธุรกิจครอบครัว รวมไปถึงการวางมือของผู้นำอย่างมีแบบแผน คือมรดกทางความคิดของหนึ่งในตระกูลธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์ ที่เราได้เรียนรู้และสามารถนำไปปรับใช้ได้เพื่อความสำเร็จอย่างยั่งยืนของธุรกิจครอบครัว



Photo Cr.:www.successstory.com

Jaime Augusto Zóbel de Ayala II (Jaime II) เกิดในปี 1959  เป็นลูกชายคนโตของ Jaime Zóbel de Ayala โดยเขามีน้องอีก 6 คน Jaime II เป็นคนฟิลิปปินส์โดยกำเนิด จบการศึกษาระดับปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปัจจุบัน เขาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของอยาลา คอร์ปอเรชั่น รวมทั้งเป็นกรรมการและประธานของบริษัทในเครืออยาลา องค์กรการศึกษา มูลนิธิ และองค์กรที่ไม่หวังผลกำไรอีกหลายแห่ง เขาสมรสกับ Elizabeth Eder และมีบุตรธิดา 4 คน



[1]โรงกลั่นดังกล่าวภายหลังถูกซื้อไปโดย La Tondeña, Inc. ในปี 1929

2อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการถือหุ้น (Common Shares) ของครอบครัวอยาลาได้ลดลงจาก 58% ในปี 2001 มาอยู่ที่ 47% ในปี 2018 โดยมีระดับของ Free Float อยู่ที่ประมาณ 53% ทั้งนี้ การถือหุ้นของสมาชิกครอบครัวอยาลานั้นจะถือหุ้นผ่านบริษัทโฮลดิ้งของครอบครัว Mermac Inc. และยังคงรักษาอำนาจการควบคุมธุรกิจในเครืออยาลาไว้ได้อย่างเต็มที่ผ่าน Voting Preferred Shares ที่ Mermac Inc. ถืออยู่ถึง 85.4% ณ ปี 2018




 

เกี่ยวกับนักเขียน

นวพล วิริยะกุลกิจ ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้ประกอบการ นักเขียน และนักเดินทาง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ Fan page: Family Business Asia

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน