THE GURU • FAMILY BUSINESS SOCIETY

ลี กาชิง “ซูเปอร์แมน” แห่งเอเชีย บทเรียนการสร้างและส่งมอบธุรกิจครอบครัว

บทความโดย: นวพล วิริยะกุลกิจ

ผมทำงานมานานมาก...บางทีมันอาจจะนานเกินไปด้วยซ้ำ!”
ลี กาชิง (ในปี 2018)

ใส่รูปFile: ลี กาชิง.png /Photo Cr.: www.nytimes.com

 

            ซูเปอร์ฮีโร่ทุกคนล้วนมีเรื่องราวที่ทำให้พวกเขาเป็น “ฮีโร่” เรื่องราวที่สร้างความประทับใจ แรงบันดาลใจ หรือกำลังใจให้กับผู้คนโดยทั่วไป เรื่องราวของ ลี กาชิง จากเซลส์แมนสู่การเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเอเชียใน 1 ชั่วอายุคน และการเป็นเสาหลักเศรษฐกิจของฮ่องกงที่ทำให้เขาถูกขนานนามว่า ซูเปอร์แมน          

             แต่ซูเปอร์แมนคนนี้ไม่ได้มาในชุดรัดรูป ใส่กางเกงในอยู่ข้างนอกเป็นที่สะดุดตาผู้คนมักจะเห็น ลี กาชิง ในชุดสูทใส่เน็กไทสีเรียบๆ รองเท้าหนังสีดำ และนาฬิกาไซโก้ (ปัจจุบันเขาเพิ่งถอยซิติเซ็นเรือนใหม่ ราคา 500 ดอลลาร์ฮ่องกง มาเป็นนาฬิกาคู่กาย)

            ลี กาชิง (Li Ka-Shing)[1]ไม่เพียงแต่สร้างอาณาจักรธุรกิจครอบครัวของตนเองขึ้นมา แต่ยังเป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญของ “มหัศจรรย์แห่งเอเชีย” ที่ผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออก (ฮ่องกง และจีนแผ่นดินใหญ่) จากที่เคยเป็นกลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก โดยในปี 1981 มีสัดส่วนประชากรมากกว่า 80% ที่มีรายได้น้อยกว่า 1.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน (ระดับของรายได้ที่ใช้วัดความยากจนสัมบูรณ์) ลดลงเหลือเพียง 18% ในปี 2005 และกลายเป็นภูมิภาคที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลกในปัจจุบัน        

             ความเป็นมาของ ลี กาชิง และอาณาจักรธุรกิจ “Cheung Kong” ของเขาถือเป็นบทเรียนสำคัญควรค่าแก่การเรียนรู้ซึ่งในวันนี้เราจะดึงแง่มุมด้านการก่อร่างสร้างธุรกิจ และแนวทางการส่งต่อธุรกิจครอบครัวมาศึกษากัน

 

เริ่มดูแลครอบครัวตั้งแต่อายุ 15

            “ลูกผู้ชายจะต้องมีความฝัน ต้องเข้มแข็ง เมื่อทำได้เช่นนั้นเจ้าจะเติบใหญ่ได้สูงเทียมฟ้า และจงจำไว้ว่าอย่าได้เสียกำลังใจเมื่อทุกสิ่งไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวังไว้” ยุนจิง บิดาผู้กำลังจะจากไปด้วยวัณโรคเอ่ยกับ ลี กาชิง ในวัย 15 ปี “พ่อไม่ต้องเป็นห่วง ผมจะเรียนรู้การทำธุรกิจและผมจะหาเงินให้ได้มากๆ” เด็กชายตัวน้อยตอบกลับบิดา นั่นคือคำมั่นที่เขาให้ไว้กับพ่อด้วยความมุ่งมั่นที่จะหาเลี้ยงครอบครัว ลี กาชิง ทำงาน 16 ชั่วโมงต่อวัน โดยใช้เวลาช่วงกลางวันเป็นเซลส์แมนหาลูกค้า และใช้เวลาหลังเลิกงานอยู่ดูสายการผลิตที่โรงงานเพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถส่งของได้อย่างครบถ้วนตรงเวลา

            ลีได้รับการโปรโมตเป็นผู้จัดการโรงงานในเวลาเพียงหนึ่งปี และขึ้นเป็นผู้จัดการทั่วไปในปีถัดมาขณะที่อายุเพียง 19 ปี และเมื่อ ลี อายุ ครบ 20 ปี ในปี 1949 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่ประธานเหมา เจอ ตุง ก่อตั้งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ลีที่ทำงานอย่างหนักเรื่อยมาตั้งแต่พ่อจากไปก็มีรายได้มากพอที่จะเลี้ยงดูแม่ที่เป็นม่ายพร้อมทั้งจ่ายค่าเล่าเรียนให้น้องชายและน้องสาวที่เมืองจีนได้อย่างสบายๆ ชีวิตของ ลี กำลังพุ่งทะยานไปข้างหน้าเฉกเช่นเดียวกับจีนใหม่ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์

 

“ราชาแห่งดอกไม้พลาสติก”

            ในปี 1950 ลี กาชิง ใช้เงินสะสมทั้งหมดกว่า 1,750 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินยืมจากครอบครัวและเพื่อนๆ อีกรวม 7,000 ดอลลาร์สหรัฐ ลงทุนตั้งโรงงานพลาสติกเล็กๆ ของตัวเองขึ้นทางตอนเหนือของเกาะฮ่องกง เขาตั้งชื่อมันว่า “Cheung Kong” (เฉิง-คอง) โรงงานของเขาผลิตของใช้ในบ้านที่ทำจากพลาสติก เช่น กล่องใส่สบู่และหวี

            แต่หลังจากศึกษาข้อมูลทางธุรกิจแล้ว เขาพบว่าดอกไม้พลาสติกที่มีจุดกำเนิดจากอิตาลีกำลังได้รับความนิยมในอเมริกาและยุโรป เขาจึงเริ่มผลิตดอกไม้พลาสติกโดยได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าชาวอเมริกาที่เทรดเดอร์ผู้เคยมีบุญคุณกันไว้แนะนำให้ ออร์เดอร์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ลีขยายโรงงาน “ตลอดทั้งวัน ผมเฝ้าแต่คิดว่าจะทำให้มัน (ดอกไม้) ดูเหมือนมีชีวิต และดูมีความคิดสร้างสรรค์ได้ยังไง”

            ด้วยความเป็นคนช่างคิด ลี ออกแบบกระบวนการผลิตที่สามารถหล่อดอกกุหลาบพร้อมก้านได้ในชิ้นเดียว ทำให้ไม่ต้องใช้แรงงานเย็บกลีบดอกและก้านเข้าด้วยกันอีกต่อไป เขาพัฒนาให้สามารถผลิตดอกไม้พลาสติก 2 สีได้ด้วย จากการคิดพัฒนาที่ไม่หยุดหย่อนทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง จน ลี ได้รับขนานนามว่าเป็น “ราชาแห่งดอกไม้พลาสติก”

 ปรัชญาธุรกิจของลี : สายน้ำที่ทอดยาว

            “Cheung Kong” ที่ลีใช้เป็นชื่อโรงงานแห่งแรกของเขามีความหมายว่า สายน้ำที่ทอดยาวสื่อความถึง “แยงซีเกียง” แม่น้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีน “Cheung Kong” จึงสะท้อนความมุ่งมั่นของเขาที่จะสร้างธุรกิจที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน ในสังคมจีนมีคำพูดว่า ถ้าคุณต้องการจะประสบความสำเร็จไม่ว่าจะในเรื่องธุรกิจหรือตำแหน่ง คุณจะต้องสามารถยอมรับความคิดเห็นและคนที่แตกต่างจากตัวคุณได้

            ทำไมแม่น้ำแยงซีเกียง ถึงได้ยิ่งใหญ่? นั่นก็เพราะมันรับน้ำจากสายน้ำน้อยใหญ่เข้ามาไว้ในตัวของมันไงล่ะ” นี่คือปรัชญาที่เปรียบเสมือนแสงไฟส่องนำทางการทำธุรกิจของเขาตลอดมา

            ความใฝ่รู้ของลี ทำให้เขามองเห็นโอกาสในธุรกิจดอกไม้พลาสติก แต่จุดเริ่มต้นของความรุ่งเรืองที่แท้จริงของเขากลับมีที่มาจาก “ความใจกว้าง” ดุจแม่น้ำใหญ่ของเขานั่นเอง หนึ่งปีก่อนที่ลีจะเข้าสู่ธุรกิจดอกไม้พลาสติก เขาได้รับคำสั่งซื้อของเล่นพลาสติกจากแอฟริกาผ่านบริษัทเทรดดิ้งในฮ่องกง แต่ก่อนที่สินค้าจะถูกขนถ่ายออกจากท่าเรือ บริษัทที่สั่งซื้อสินค้าเกิดประสบปัญหาทางการเงินและปฏิเสธที่จะรับสินค้าทั้งหมด บริษัทเทรดดิ้งตัวกลางได้เสนอที่จะจ่ายค่าชดเชยให้แก่ ลี แต่เขาปฏิเสธที่จะรับค่าชดเชยนั้นและบอกกับผู้จัดการของบริษัทเทรดดิ้งไปว่าไม่ต้องเป็นห่วง บริษัทของเขาจะหาทางขายของเล่นพลาสติกเหล่านั้นเอง

            “ผมก็บอกเขาไปว่า ถ้ายังไงก็ช่วยแนะนำลูกค้ามาให้ผมบ้างก็แล้วกัน” ลี เล่าย้อนเหตุการณ์ในตอนนั้น ผู้จัดการบริษัทเทรดดิ้งไม่ลืมที่จะตอบแทนน้ำใจครั้งนั้นของลี หนึ่งปีให้หลังเขาแนะนำลูกค้าดอกไม้พลาสติกรายใหญ่จากอเมริกาพร้อมคำสั่งซื้อที่ลีต้องใช้เวลาถึง 6 เดือนในการผลิตให้ครบ ซึ่งนำไปสู่การขยายธุรกิจดอกไม้พลาสติกของลีในอีกกว่าหนึ่งทศวรรษต่อมา

 ปัญหาที่เปลี่ยนเป็นโอกาส : สู่ราชาอสังหาริมทรัพย์ฮ่องกง

            เขาก้าวเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยบังเอิญในปี 1958 ขณะที่ธุรกิจดอกไม้พลาสติกกำลังไปได้ด้วยดี เจ้าของที่ดินที่ลีเช่าทำโรงงานอยู่ปฏิเสธที่จะทำสัญญาเช่าเกินกว่า 2 ปี เพื่อถือโอกาสขึ้นค่าเช่ามหาโหดทุกครั้งที่มีการต่อสัญญา ลี จึงตัดสินใจสร้างโรงงานบนที่ดินของตัวเองนับจากนั้นเป็นต้นมา “ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้นจะเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ดีที่สุดในอนาคต ผมสามารถเห็นถึงอุปทานที่จำกัดของที่ดินในฮ่องกง ในขณะที่ประชากรจะเพิ่มขึ้นอย่างไม่จำกัด”

            ในช่วงปลายของทศวรรษที่ 1960 ธุรกิจที่ดินของ ลี เติบโตขึ้นอย่างมาก นักลงทุนรายอื่นต่างหวาดกลัวเหตุการณ์ไม่สงบจากการประท้วงของฝ่ายซ้ายจัดในฮ่องกง ทำให้ลีสามารถซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ชั้นดีได้ในราคาถูกการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของ ลี ในทศวรรษที่ 70 ทำให้อสังหาริมทรัพย์กลายมาเป็นธุรกิจหลักของ“Cheung Kong” และในปี 1972 ลี ก็ได้นำ “Cheung Kong Holdings” เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง หลังจากนั้นก็ตัดสินใจปิดโรงงานดอกไม้พลาสติกของเขาลงในปี 1981

 ต่อยอดสู่ธุรกิจเทรดดิ้งและท่าเรือ : รากฐานของอาณาจักรธุรกิจในปัจจุบัน

                วิกฤติของฮ่องกงในทศวรรษที่ 70 ชักนำลีเข้าสู่ยุคใหม่ของการสร้างอาณาจักรธุรกิจ ในช่วงนั้น ธุรกิจในฮ่องกงได้รับผลกระทบอย่างมาก Hutchison Whampoa หนึ่งในบริษัทเทรดดิ้งขนาดใหญ่ของอังกฤษประสบปัญหาทางการเงินและถูกซื้อกิจการโดยธนาคาร HSBC (Hongkong & Shanghai Banking Corporation)

               ต่อมา HSBC ได้ติดต่อเสนอขายหุ้น 23% ของ Hutchison (ซึ่งเป็นจำนวนหุ้นที่มีอำนาจควบคุมบริษัทได้) ให้แก่ลี ซึ่งเขาก็ไม่รีรอที่จะซื้อมันเมื่อพิจารณาถึงอสังหาริมทรัพย์รวมถึงทรัพย์สินอื่นๆ ที่ Hutchison เป็นเจ้าของการซื้อหุ้นของ Hutchison

                ในปี 1979 ทำให้ ลี กาชิง กลายเป็นคนจีนคนแรกที่เป็นเจ้าของบริษัทเทรดดิ้งของอังกฤษ และยังเป็นก้าวแรกของการเป็นเจ้าของอีกหลายธุรกิจต่อมา ซึ่งล้วนเป็นรากฐานสำคัญของอาณาจักรธุรกิจของเขา เช่น ธุรกิจท่าเรือ ค้าปลีก พลังงาน โทรคมนาคม เป็นต้น และยังสะท้อนภาพของนักธุรกิจเชื้อสายจีนที่เข้ามามีบทบาทและอำนาจในเศรษฐกิจของฮ่องกงมากขึ้นแทนที่กลุ่มอำนาจเก่าที่เป็นชาวอังกฤษอย่างชัดเจน จากวันนั้น ธุรกิจของ ลี กาชิง ก็พัฒนาเรื่อยมาสร้างความร่ำรวยให้แก่เขาและครอบครัว พร้อมๆ ไปกับการดูแลชีวิตของพนักงานในเครือหลายแสนคนในปัจจุบัน

 เมื่อ “ซูเปอร์แมนจะรีไทร์ : ปรับโครงสร้างองค์กร + ชัดเจนว่าใครคือทายาทตัวจริง

            “ผมทำงานมานานมาก...บางทีอาจจะนานเกินไปด้วยซ้ำ!”

ลี ยิงมุกใส่ตัวเองในวันที่เขาประกาศเกษียณจากตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอาณาจักรธุรกิจที่เขากุมบังเหียนมานานเกือบ 7 ทศวรรษ อาณาจักรธุรกิจที่ทำให้วันนี้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 28 ของโลก[2]วิคเตอร์ และ ริชาร์ด ลี ลูกชายทั้งสองคนได้เข้ามาช่วยงานในธุรกิจครอบครัวมานานหลายสิบปีแล้ว ลี กาชิง นักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ของเอเชียมองเห็นอะไรในตัวลูกทั้งสอง และเขาได้วางแผนส่งมอบธุรกิจนี้ไว้อย่างไร?

 

            ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่

            ใช้โครงสร้างโฮลดิ้งคัมปะนี

            การประกาศปรับโครงสร้างอาณาจักรธุรกิจ “Cheung Kong” ของ ลี กาชิง ในปี 2015 ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเป็นอย่างมากและมันเกิดขึ้นก่อนการเกษียณของเขาอย่างเป็นทางการในอีก 3 ปี ต่อมา (ปี 2018) การปรับโครงสร้าง“Cheung Kong” (CK) ในครั้งนั้น มีลักษณะที่สำคัญ 3 ประการคือ

            1.แบ่งธุรกิจเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ A. Property Assets คือ กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาอสังหาริมทรัย์ในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่เช่น สำนักงานให้เช่า ศูนย์การค้า โครงการที่อยู่อาศัย และ B. Non-property Assets คือ กลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์เช่นธุรกิจท่าเรือโรงไฟฟ้าธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานในสหราชอาณาจักร ยุโรป และออสเตรเลีย รวมถึงธุรกิจร้านค้าสุขภาพ-ความงาม และ ซูเปอร์มาร์เก็ตอีกหลายพันแห่งในเอเชีย

            2.ทั้งสองกลุ่มธุรกิจอยู่ภายใต้การควบคุมและถือหุ้นของโฮลดิ้ง 2 แห่ง คือ CK Asset Holdings (CKAH)[3] จะถือหุ้นในกลุ่ม Propertyassets และ CK Hutchison Holdings (CKHH) จะถือหุ้นในกลุ่มธุรกิจ Non-propertyassets ภายใต้โครงสร้างใหม่จะเห็นว่าครอบครัวลีถือหุ้นโดยตรงในโฮลดิ้งทั้งสองอยู่ที่ 30.2%[4] และทำให้โครงสร้างการถือหุ้นมีความชัดเจนมากขึ้นในสายตาของนักลงทุน

            3.ทั้ง CKAH และ CKHH เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นที่ Cayman Islands ดินแดนที่ถูกเรียกว่าเป็น Tax Haven ของบรรดาบริษัทข้ามชาติหลายแห่ง

 

            วิคเตอร์ ลูกชายคนโต

            คือผู้สืบทอดธุรกิจของครอบครัว

            วิคเตอร์ ลี บุตรชายคนโตของ ลี กาชิง ดูจะมีชีวิตที่เรียบง่ายตามธรรมเนียมปฏิบัติของครอบครัวนักธุรกิจเชื้อสายจีน เขาจบปริญญาตรีที่ฮ่องกงก่อนไปเรียนต่อปริญญาโทในสาขาวิศวกรรมศาสตร์โยธาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา วิคเตอร์ แต่งงาน และมีลูก 4 คน เขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันกับ ลี กาชิง และทำในสิ่งซึ่งลูกชายคนโตชาวจีนถูกคาดหวังให้ทำนั่นก็คือ การดูแลพ่อแม่ในยามชรา พร้อมๆ กับรับหน้าที่ดูแลกิจการของครอบครัวด้วย

            วิคเตอร์ ทำงานใกล้ชิดกับ ลี กาชิง มาตั้งแต่ต้นในตำแหน่ง Co-Managing Director และ Deputy Chairman ของ CK Holdings (ก่อนมีการจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ในปี 2015) เขาคือลูกที่ทุกคนรู้ว่าวันหนึ่งจะขึ้นมาแทน ลี กาชิง ชีวิตของ วิคเตอร์ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของอาณาจักรธุรกิจครอบครัวลี ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ “Big Spender” มองเห็นเช่นเดียวกัน

            ในปี 1996 วิคเตอร์ถูกลักพาตัวโดยกลุ่ม “Big Spender” สื่อบางสำนักรายงานว่า ครอบครัวต้องจ่ายเงินถึง 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[5]เพื่อไถ่ตัวเขาออกมา โดยผู้เรียกค่าไถ่มารับเงินถึงบ้านของ ลี กาชิง หลังจากนั้น วิคเตอร์ ถูกปล่อยตัวออกมาภายในเวลาหนึ่งคืน โดยไม่มีการแจ้งความใดๆ กับตำรวจฮ่องกง แต่คดีนี้ไม่ได้จบลงง่ายๆ เจ้าหน้าที่จากจีนแผ่นดินใหญ่ติดตามคดีนี้อย่างเข้มข้นจนนำไปสู่การจับกุมและประหารชีวิต “Big Spender” ในอีก 2 ปีต่อมา

นี่เป็นผลลัพธ์ที่หลายคนไม่คาดหวังหากดำเนินการภายใต้กฎหมายของฮ่องกง วิคเตอร์ ช่วยบิดาบริหารธุรกิจครอบครัวต่อมาอย่างเรียบง่ายจนถึงวันที่ ลี ประกาศวางมือจากธุรกิจในปี 2018 พร้อมส่งมอบตำแหน่งประธานกรรมการทั้ง CKHH และ CKAH ให้กับ วิคเตอร์ เพื่อดูแลพนักงานมากกว่า 320,000 คน และธุรกิจในกว่า 50 ประเทศ

ปัจจุบัน ลี กาชิง ยังคงตำแหน่ง Senior Advisor ไว้เท่านั้นแต่เขายังคงมีอำนาจทางอ้อมต่อการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ผ่านกรรมการบอร์ด ซึ่งอาจจะพูดได้ว่าคือ คนของพ่อที่มีอายุเฉลี่ยของกรรมการอยู่ที่ 73 ปีสูงสุดในบรรดาบริษัทที่อยู่ในดัชนี Hang Seng ของฮ่องกง[6]นอกจากนี้ ลี กาชิง ยังมีมูลนิธิในชื่อของเขาที่มุ่งเน้นในเรื่องของการศึกษาและงานวิจัยทางการแพทย์ ซึ่งคาดว่าเขาจะใช้เวลากับมูลนิธินี้ที่เขาเรียกมันว่า ลูกคนที่ 3มากขึ้นหลังวางมือจากตำแหน่งบริหารสูงสุด

 

            ริชาร์ด ลูกชายคนเล็ก

            ให้ออกไปสร้างอาณาจักรของตัวเอง

            ชีวิตของ ริชาร์ด ลี ไม่ได้เรียบง่ายเหมือนพี่ชาย ชีวิตที่มีสีสันของเขามีทั้งแง่บวกและลบให้เราได้เรียนรู้ริชาร์ด เริ่มต้นการศึกษาที่ฮ่องกงก่อนไปเรียนต่อยังประเทศสหรัฐอเมริกาในระดับไฮสคูล และแม้จะเป็นลูกมหาเศรษฐี ริชาร์ด ใช้เวลาว่างทำงานที่ร้าน McDonald’s และเป็นแคดดี้ที่สนามกอล์ฟท้องถิ่น ก่อนจะเข้าเรียนปริญญาตรีที่ Menlo College ในสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์

            หลังจากนั้นในปี 1991ริชาร์ด กลับมาฮ่องกงและใช้เงิน 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลงทุนก่อตั้ง Star TV ธุรกิจส่งสัญญาณทีวีผ่านดาวเทียมเป็นครั้งแรกในเอเชีย จากนั้นในปี 1995 ริชาร์ดขายหุ้น Star TV ทั้งหมดแก่ Rupert Murdoch เจ้าพ่อสื่อออสเตรเลียในราคา 950 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

            ในปี 1996 เขานำผลกำไรที่ได้ไปลงทุนในธุรกิจอินเทอร์เน็ตและโทรคมนาคมโดยซื้อและควบรวมธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลายแห่งรวมกันเป็น “Pacific Century Cyber Works” หรือที่เรียกว่า PCCW หลังจากนั้นอีก 4 ปี เขาระดมเงินทุนเพิ่มเพื่อเข้าซื้อกิจการของCable and Wireless HKT บริษัทที่ให้บริการโทรศัพท์รายใหญ่ที่สุดของฮ่องกงในราคา 28.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้ PCCW กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในธุรกิจไอทีและเทเลคอมของเอเชีย

            ริชาร์ด ยังได้ก่อตั้ง Pacific Century Group (PCG) ขึ้นตั้งแต่ปี 1993 เพื่อเป็น Private Investment Company ที่มุ่งเน้นการลงทุนในภูมิภาคเอเชียหลังจากนั้นในช่วงเวลาเกือบสามสิบปีที่ผ่านมา เขาลงทุนในอีกหลายธุรกิจทั้งทางด้านสื่อสาร เทเลคอม เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ไอที BPO (Business Process Outsourcing)ธุรกิจสตรีมมิ่ง

            รวมถึงการเข้าซื้อธุรกิจบริหารจัดการทรัพย์สินของ AIG ในปี 2009 ที่ปัจจุบันรู้จักในนาม PineBridge Investments ซึ่งมีทรัพย์สินภายใต้การบริหารมูลค่าประมาณ 85.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[7] นอกจากนี้ เขายังเข้าซื้อธุรกิจประกันของ ING Groep N.V. ในฮ่องกง มาเก๊า และไทย ก่อนที่จะรีแบรนด์เป็น FWD Group และขยายธุรกิจไปยังสิงคโปร์ เวียดนาม และญี่ปุ่น

            ลี กาชิง ให้ความชัดเจนอย่างที่สุดแก่ ริชาร์ด ว่าเขาไม่ใช่ทายาทที่จะมาสืบทอดกิจการของครอบครัวแต่พ่อก็ไม่ได้ทอดทิ้งเขา ลี ประกาศให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ธุรกิจของ ริชาร์ด อย่างเปิดเผยมาตั้งแต่ปี 2012 เพื่อให้ลูกคนเล็กของเขาได้ออกไปสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเองเงินที่ผมให้เขา (ริชาร์ด) คิดเป็นหลายเท่าของเงินทุนทั้งหมดที่ธุรกิจของเขาต้องการ ลีกล่าวในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง

            ด้วยความที่เป็นลูกของ ลี กาชิง ชีวิตส่วนตัวของ ริชาร์ด ถูกขุดคุ้ยและนำมาเปิดเผยอย่างต่อเนื่อง หนังสือพิมพ์ International Herald Tribune ตีพิมพ์ข่าวที่ว่าเขาไม่เคยได้รับปริญญาด้านวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดอย่างที่กล่าวอ้าง (ซึ่งจริงๆ เขาเข้าเรียนที่ Menlo College และเรียนไม่จบ) ซึ่ง ริชาร์ด ปฏิเสธในช่วงแรกแต่ก็ยอมรับว่าเป็นจริงในภายหลัง ริชาร์ดมีลูก 3 คนกับ Isabella Leong ดารานักร้องชาวฮ่องกงโดยไม่ได้แต่งงาน ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกทางกันในปี 2011 ชีวิตส่วนตัวของ ริชาร์ด ผู้ถูกขนานนามจากสื่อว่า “ซูเปอร์บอย” ยังคงเป็นที่สนใจจากสื่อต่างๆ ในฮ่องกงอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน


สมาชิกของครอบครัว ลี กาชิง (ปี 2019)



ความคาดหวังต่อทายาทที่สูงลิ่ว และบางสิ่งที่ไม่สามารถส่งมอบได้

            แม้กล่าวได้ว่า ชีวิตของ “ซูเปอร์แมน” ลี กาชิง ไม่ได้ง่ายกว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ แต่ชีวิตของเหล่า “ซูเปอร์บอย” เองก็ดูจะไม่ได้ง่ายไปกว่ากันเท่าไหร่ ทายาทต้องแบกรับความคาดหวังจากคนรอบข้างซึ่งไม่ใช่แค่เพียงคนในครอบครัวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเหล่าพนักงาน ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และสังคมรอบข้าง วิคเตอร์ไม่ได้ทำธุรกิจผิดพลาดอะไร เขาแค่ไม่ได้ทำสิ่งที่มหัศจรรย์ (เหมือนที่ ลี กาชิง เคยทำ) เท่านั้นเอง!” ข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์หลักทรัพย์รายหนึ่งดูจะสะท้อนสิ่งที่ วิคเตอร์ และ ริชาร์ด ต้องเผชิญอยู่ได้เป็นอย่างดี

            ในโลกปัจจุบันที่มีคนแซ่ลีอีกหลายล้านคนในจีนและทั่วโลกกำลังทำธุรกิจแข่งกับพวกเขาอยู่ ความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ที่ ลี สู้อุตส่าห์วางรากฐานไว้เริ่มถูกตั้งข้อสงสัยจากรัฐบาลชาติตะวันตก หรือแม้กระทั่งในจีนเอง สถานการณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่มันเคยเป็น ทายาทรุ่นใหม่จำเป็นต้องมีความอดทน และความคิดสร้างสรรค์ในการทำธุรกิจเพื่อที่จะต่อยอดหรือสร้างธุรกิจใหม่ของตนขึ้นมา ไม่มี ซูเปอร์แมนและพลังวิเศษอีกต่อไปแล้ว

            “ลี กาชิง คือสินทรัพย์สุดพิเศษของธุรกิจครอบครัว น่าเสียดายที่ไม่สามารถส่งมอบให้กับทายาทได้โปรเฟสเซอร์ โจเซฟ แฟน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องธุรกิจครอบครัวให้ทรรศนะไว้ มรดกทางความคิดน่าจะเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนได้รับแม้จะไม่ได้เป็นลูกหลานของลี

            คำแนะนำที่เขาฝากให้กับคนหนุ่มสาวทุกคนที่ฝันอยากจะประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น ไม่ใช่การค้นหาพลังวิเศษแต่อย่างใด มีโอกาสมากมายเลยนะสำหรับคนหนุ่มสาวในปัจจุบัน สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาก็คือการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ของตัวเองด้วยการสั่งสมความรู้ให้มากเข้าไว้ลี กล่าวทิ้งท้าย


ลี กาชิง (Li Ka-shing)

            ลี กาชิง เกิดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ.1928 ที่มณฑลกวางตุ้งทางตอนใต้ของจีน เป็นบุตรของครูสอนหนังสือ เขาและครอบครัว (พ่อแม่ และน้องอีก 2 คน) อพยพหนีการรุกรานของกองทัพญี่ปุ่นมายังฮ่องกงในปี 1940 เมื่ออายุ 12 ปี ลีและบิดาเข้าทำงานกับโรงงานผลิตนาฬิกาซึ่งเป็นของพี่ชายของบิดา ในปี 1941 กองทัพญี่ปุ่นบุกฮ่องกง (ขณะนั้นเป็นอาณานิคมของอังกฤษ) โรงงานและครอบครัวของเขาได้รับผลกระทบอย่างหนักจนทำให้แม่และน้องๆ ต้องกลับไปเมืองจีนอีกครั้ง จากนั้นไม่นานบิดาของลีก็เสียชีวิตทิ้งให้เด็กชายวัย 14 ปี เป็นหัวหน้าครอบครัว

            ด้วยความอุตสาหะอย่างแรงกล้า วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าตลอดเวลากว่า 68 ปี ลี กาชิง พลิกผันจากเซลส์แมนขายเข็มขัดพลาสติกสู่การเป็นเจ้าของโรงงานดอกไม้พลาสติก สู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และต่อยอดในธุรกิจค้าปลีก ท่าเรือ โทรคมนาคม และพลังงาน ฯลฯ เขาสร้างอาณาจักรธุรกิจที่ใหญ่กว่าที่ทุกคนบนเกาะฮ่องกงเคยเห็น และถือเป็นหนึ่งในนักธุรกิจเชื้อสายจีนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก

            ลี กาชิง เป็นเจ้าของเครือข่ายโทรคมนาคมในยุโรปและเอเชีย เป็นเจ้าของท่าเรือที่มีการขนถ่ายสินค้าประมาณ 14% ของโลกในแต่ละวัน ในฮ่องกง เขาเป็นทั้งเจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายยา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และโรงไฟฟ้า บริษัทของเขามีมูลค่าประมาณ 4% ของมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ของฮ่องกง          

              ปัจจุบัน ลี กาชิง ถูกจัดอันดับให้เป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 28 ของโลก และอันดับหนึ่งของฮ่องกงด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (นิตยสาร Forbes ปี 2019) เขาอาศัยอยู่ที่บ้านสองชั้นหลังเดิมในย่าน Deep Water Bay กับลูกชายคนโต



เกี่ยวกับนักเขียน

นวพล วิริยะกุลกิจ ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้ประกอบการ นักเขียน และนักเดินทาง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ Fan page: Family Business Asia

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน