THE GURU • FAMILY BUSINESS SOCIETY

ธุรกิจครอบครัวหลังโควิด-19 คนเพิ่ม เงินลด โอกาสใหม่ๆ พวกเราจะทำยังไงดี?

บทความโดย: นวพล วิริยะกุลกิจ

            อย่าปล่อยให้ วิกฤติแห่งศตวรรษผ่านไปพร้อมกับความเจ็บปวดเพียงอย่างเดียว เปลี่ยนโอกาสที่หาได้ยากยิ่งนี้ให้เป็น พรวิเศษที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดกับคนที่เรารักมากขึ้น ให้เราได้มีโอกาสปรับจูนธุรกิจให้เรียบร้อยมากขึ้น จัดระเบียบครอบครัวให้ดีขึ้นเพื่อให้พร้อมสำหรับวันฟ้าเปิด สำหรับโลกหลังโควิดที่จะไม่เหมือนเดิม คงมีแต่ความมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ที่จะคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

 

            ในวันที่หมอกควันของวิกฤติการระบาดโคโรนาไวรัสยังคงปกคลุมไปทั่วโลก ผู้คนที่มีความคิดก้าวหน้า ผู้นำภาคส่วนต่างๆ เริ่มตั้งคำถามถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร? แล้วถ้าเราค่อยๆ ซูมลงมาจนถึงหน่วยย่อยของสังคม เช่น ครอบครัวธุรกิจครอบครัวหรือแม้กระทั้งตัวของเราเอง มีอะไรบ้างที่จะเปลี่ยนไปหลังจากนี้ และมีอะไรที่เรา จำเป็นจะต้องเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอดหลังจากนี้บ้าง? นี่คือคำถามสำคัญของวันนี้

 

4 ปัจจัยกำหนดอนาคต

            ปัจจัยที่ 1 เศรษฐกิจถดถอยรออยู่ข้างหน้า เรากำลังก้าวเข้าสู่สภาวะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะถดถอยลงไปอย่างมากในอีกหลายปีข้างหน้า บิล เกตส์ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ Financial Times และแม้ว่ามูลนิธิ Bill & Melinda Gates ที่มีเงินทุนของมูลนิธิมากกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[1]จะทุ่มสุดตัวเพื่อผลิตวัคซีนโควิดให้ได้ บิล เกตส์ ยังคาดการณ์ไว้เร็วสุดอยู่ที่ 12 เดือน หลังจากนี้ทีมวิจัยวัคซีนกว่า 78 ทีมทั่วโลกกำลังทำในสิ่งเดียวกัน แต่กรอบเวลาก็ยังอยู่ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า

            นอกจากนี้ ข่าวเรื่องการกลายพันธุ์ของโคโรน่าไวรัสออกไปกว่า 30 สายพันธุ์ รวมถึงยังไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าผู้ป่วยที่หายจากโควิด-19 จะไม่หวนกลับมาเป็นอีก (นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มบอกว่า มันจะกลับมาใหม่ทุกปี!) กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลง การปิดตัวของธุรกิจ การว่างงานที่สูงขึ้น หนี้ที่ยังไงก็ต้องชำระ และปัญหาทางเศรษฐกิจอื่นๆ ที่จะตามมาเปรียบดั่งสึนามิที่กำลังก่อตัวในทะเลรอเวลาที่จะถาโถมเข้ามา     

            ปัจจัยที่ 2 Technological Disruption ในอัตราเร่ง กระแส Technological Disruption ที่ไม่ได้หยุดไปตามการล็อกดาวน์ของรัฐบาล แต่กลับเดินหน้าต่อด้วย อัตราเร่งที่น่าตกใจ ช่องทางการขายออนไลน์ การตลาดดิจิตอล หรือเทเลเวิร์ก ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คือถนนสายหลักที่ทุกธุรกิจจำต้องกระโดดเข้ามา สถานการณ์ภายใต้การระบาดของโควิด-19 กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิด Digital Transformation อย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา และนำไปสู่ ปัจจัยที่ 3 ชุดพฤติกรรมและความคิดใหม่ของผู้บริโภคหลังโควิด เริ่มจากมาตรการ Social Distancing และการปรับตัวของผู้คนในสภาวะวิกฤตได้ก่อให้เกิด ชุดพฤติกรรมใหม่ๆ ที่เราทยอยได้เห็นกัน เช่น การสั่งอาหารเดลิเวอรี่ผ่านแอปหรือการใช้โมบายล์แบงกิ้งที่ตอนนี้ไม่ใช่แค่คนรุ่นใหม่ แต่เป็นคนทุกรุ่นทุกวัยหันมาใช้กันอย่างแพร่หลาย หรือพฤติกรรมสุขอนามัยที่ก้าวไปอีกขั้นของผู้คนทั่วโลก เป็นต้น

            อีกสิ่งที่กำลังเปลี่ยน แต่เราอาจจะยังเห็นไม่ชัดคือ ชุดความคิด ใหม่ๆ เช่น การจัดลำดับความสำคัญในชีวิต การให้ค่ากับสิ่งต่างๆ ของผู้คนซึ่งจะส่งผลต่อแนวทางการใช้ชีวิต การบริโภค การออม และการลงทุนในระยะต่อไป เป็นต้น ชุดพฤติกรรม และชุดความคิดใหม่ๆ เหล่านี้ของผู้บริโภคจะเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกธุรกิจหลังโควิด-19

            ปัจจัยที่ 4 การปรับสมดุลใหม่ของซัพพลายเชน ผู้ประกอบการในระยะต่อไปจะอยู่ในโหมดที่ต้องปรับสมดุลระหว่าง Sufficiency กับ Efficiency ให้ตอบรับกับสภาพแวดล้อมใหม่ที่อุปสรรคทางการค้า และการขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ในโลกยุคหลังโควิด ความเสี่ยง (Risk Profile) ที่เพิ่มขึ้นของการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ คือตัวแปรที่สำคัญผู้ประกอบการต้องชั่งน้ำหนัก ระหว่างแผนการผลิตที่ได้ต้นทุนต่ำที่สุด (Efficiency) โดยพึ่งพาผู้ผลิตจากต่างประเทศและซัพพลายเออร์เจ้าใหญ่เจ้าใดเจ้าหนึ่งหรือจะเลือกแผนการผลิตที่มีSupply Chain สั้นลง Local มากขึ้น และกระจายซัพพลายเออร์ออกไปหลายเจ้าซึ่งแม้จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นแต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงลงไปหากเกิดเหตุการณ์เช่นโควิดขึ้นอีก

            นอกจากนี้ ภายใต้ความกดดันของสภาวะทางเศรษฐกิจหลังจากนี้ก็จะบังคับให้หลายประเทศปรับตัวเข้าสู่โหมด เอาตัวรอดซึ่งอาจนำไปสู่การใช้มาตรการกีดกันทางการค้ามากยิ่งขึ้น การให้เงินอุดหนุนกิจการและอุตสาหกรรมภายในของแต่ละประเทศที่สูงขึ้นก็จะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ผลิตในและนอกประเทศการค้าขายระหว่างประเทศอาจไม่ได้เสรีเช่นที่เคยเป็นมา

 

 

4 ปัจจัยกำหนดอนาคต : เศรษฐกิจถดถอย, Technological Disruption ในอัตราเร่ง, ชุดพฤติกรรมและความคิดใหม่ของผู้บริโภค, การปรับสมดุลใหม่ของ Supply Chain





ความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น

            สี่ปัจจัยข้างต้นจะนำไปสู่การปรับตัวเพื่ออยู่รอดขององค์กรต่างๆ รวมถึงธุรกิจครอบครัว ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ที่เราจะเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ ได้แก่

            1. การปรับตัวของธุรกิจเข้าสู่ “Survive Mode” ซึ่งจะนำไปสู่การลดรายจ่าย ลดต้นทุน ลดลงทุน เพื่อรักษากระแสเงินสด และเงินสะสมให้ผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤติไปให้ได้ นอกจากนี้ ยังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของ Best Practices ใหม่ๆ ภายใต้ New Normal ช่วงเวลาเช่นนี้ ธุรกิจที่รับงานจากภาครัฐจะยังคงเดินหน้าต่อไปได้

            เพราะ 2. ภาครัฐจะกลายเป็น ลูกค้ารายใหญ่ (Big Government) ของหลายธุรกิจไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือต้องการเพิ่มการจ้างงานให้กับคนในประเทศ แรงงานจบใหม่ส่วนหนึ่งจะหันเหไปสู่งานในภาคราชการมากขึ้น โครงการลงทุนส่วนใหญ่ของภาครัฐจะยังเดินหน้าต่อไปเพื่อต่อลมหายใจที่โรยรินของระบบเศรษฐกิจในภาพรวมที่การท่องเที่ยว และการส่งออกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

            ความเปลี่ยนแปลงด้านต่อมาเกี่ยวข้องกับภาคการค้าและบริการระหว่างประเทศ 3. การเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบการค้าใหม่ ซึ่งจะส่งผลบวกและลบต่อธุรกิจแตกต่างกัน เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ เกษตร อาหาร ยา เวชภัณฑ์ หรืออุตสาหกรรมและบริการที่ถือว่า จำเป็น” (Essential industry) จะได้รับการปกป้องดูแลเป็นอย่างดีจากรัฐบาลเพราะถือเป็นอุตสาหกรรมเพื่อความมั่นคงของชาติ เงินอุดหนุนและเงินลงทุนจะหลั่งไหลเข้ามา

            ในขณะที่อุตสาหกรรมรวมถึงบริการที่ถือว่า ไม่จำเป็น (Non-essential industry) เช่น อุตสาหกรรมบันเทิง ความงาม เครื่องประดับ ฯลฯ จะอยู่ยากมากยิ่งขึ้นและภายใต้ New Normal ต่างๆ ที่ทยอยเผยโฉมออกมา

            พวกเราก็จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงลำดับที่ 4. การปรากฏกายของ Business Model ใหม่ๆ ธุรกิจใหม่ๆ อันเป็นผลมาจากการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลาดขาลง และสถานการณ์โรคระบาด จะสร้างอุปสงค์และอุปทานในรูปแบบใหม่ๆ (เช่น Hospitel หรือ ZOOM เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน)พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป หรือแม้กระทั้งการปรับสมดุลใหม่ของ Supply Chain ก็จะทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ แก่ผู้ประกอบการที่ปรับตัวคว้าโอกาสไว้ได้ทัน

 

ความท้าทาย 3 ประการของธุรกิจครอบครัว

                        ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดข้างต้นจะนำไปสู่ความท้าทายของธุรกิจครอบครัว 3 ประการ ได้แก่

1) มีสมาชิกในธุรกิจครอบครัวเพิ่มขึ้น - ตลาดแรงงานที่ดูไม่สดใส (ซึ่งพนักงานฟู้ดเดลิเวอรี่อาจไม่เห็นด้วยกับผม เพราะงานของพวกเขานั้นกำลังบูมสุดๆ) โอกาสงานที่แคบลงสำหรับทายาท และสมาชิกครอบครัว จินตนาการถึงทายาทที่เป็นนักบิน ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของร้านกาแฟ อาจจะต้องกลับมาช่วยกิจการที่บ้านมากขึ้นเพราะสถานการณ์บังคับรวมถึงลูกหลานที่เพิ่งจบใหม่ ญาติพี่น้องที่เพิ่งตกงานเป็นต้น

2) แต่ธุรกิจครอบครัวมีเงินลดลง - เศรษฐกิจที่ถดถอย ผู้คนใช้สอยอย่างระมัดระวัง การลงทุนที่ลดลงจะส่งผลให้ธุรกิจส่วนมากมีรายได้และกำไรที่ลดน้อยลง ในสถานการณ์เช่นนี้ คำถามที่ว่า จะจัดสรรเงินที่น้อยลงนั้น สำหรับ ครอบครัวและ ธุรกิจ อย่างไรดี? จะเอาเงินกงสีมากอบกู้ธุรกิจ หรือเก็บออมไว้เผื่อฉุกเฉินสำหรับครอบครัวดี?กลายเป็นคำถามที่ท้าทาย

3) มีโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในวิกฤติย่อมมีโอกาส ปัญหาคือ สมาชิกในครอบครัวอาจเห็นโอกาสไม่เหมือนกัน เช่น ทายาทรุ่นใหม่อาจเห็นโอกาสในธุรกิจออนไลน์ ในขณะที่ผู้ใหญ่เห็นที่ดินแปลงงามกำลังถูกเทขายออกมา หรือจะแค่เก็บเงินเอาไว้เฉยๆ เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต? พวกเขาจะตัดสินใจใช้เงินกงสีอย่างไร?

            สถานการณ์ทั้ง 3 ข้างต้นจะก่อให้เกิดความตึงเครียดในธุรกิจครอบครัว และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในมิติต่างๆ เช่น ความขัดแย้งระหว่างสมาชิกที่มี บุคลิกภาพแตกต่างกัน (Clash of personalities) แต่บัดนี้ต้องมาทำงานร่วมกัน ความขัดแย้งในเรื่อง การจัดสรรผลประโยชน์ ระหว่างสมาชิกในครอบครัว (Clash of interests) เส้นแบ่งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ส่วนรวมอยู่ที่ไหน เป็นต้น

            ความขัดแย้งเรื่อง แนวคิดในการทำธุรกิจ (Clash of business principles) ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการใช้เงินในช่วงวิกฤติ จะลงทุนหรือจะออม? แนวคิดเชิงปรัชญาที่ว่าระหว่างธุรกิจกับครอบครัวอะไรจะมาก่อนกัน? หรือคำถามในเชิงกลยุทธ์ที่จะเป็นสมรภูมิที่ดุเดือดระหว่างคนต่างเจเนอเรชั่นที่ว่าธุรกิจครอบครัวควรปรับตัวเข้าสู่ “Survive Mode” (ต้องรอดก่อนเรื่องอื่นมาทีหลัง) หรือ “Change Mode” (ต้องเปลี่ยนเลยไม่งั้นไม่รอด!) กันแน่

            สุดท้าย ความขัดแย้งในเชิง ค่านิยม ความเชื่อ(Clash of values) ก็จะเป็นอีกสมรภูมิที่มีการปะทะกันระหว่างสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นทายาทรุ่นใหม่กับผู้ใหญ่รุ่นเก๋า หรือระหว่างคนในตระกูลกับคนนอกที่เข้ามาใหม่ เช่น เขย สะใภ้ เป็นต้น ความขัดแย้งที่จะนำไปสู่การปะทะกันของสมาชิกครอบครัวเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ไม่ยากเมื่อคนหลั่งไหลกลับเข้ามาในธุรกิจของตระกูลในสภาพเศรษฐกิจที่บีบรัด และสภาวะที่บีบคั้นให้ทุกคนต้องหาทางรอด

ความท้าทาย 3 ประการ และความขัดแย้งของสมาชิกครอบครัว






ข้อแนะนำสำหรับธุรกิจครอบครัว

            มาถึงจุดนี้ บางธุรกิจครอบครัวอาจไม่ได้ไปต่อหรือสำหรับบางเคสพวกเขา เลือกที่จะไม่ไปต่อ ดังนั้น บทความเกี่ยวกับไอเดียธุรกิจใหม่ในภาวะวิกฤติ เทคนิคเข้าฟื้นฟูยังไงให้ฟื้น หรือบทความให้กำลังใจอย่าง ล้มได้ก็ลุกได้ อาจจะน่าสนใจมากกว่า แต่ถ้าธุรกิจครอบครัวของคุณยังรอดอยู่ หรือเลือกที่จะไม่ยอมแพ้ ผมมีคำแนะนำ 4 ข้อที่ครอบครัวควรรีบทำเลยก่อนที่ปัญหาจะระเบิดออกมา


            คำแนะนำ #

            กำหนดหน้าที่ และสิทธิของสมาชิกครอบครัวใหม่ (Redefine responsibilities and rights) – ช่วงเวลาวิกฤติถือเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้นำจะหยิบยกเอาเรื่องของหน้าที่ และสิทธิของสมาชิกมาพูดคุยกัน เพราะเราต้องการพลังจากทุกคนที่จะมาช่วยให้ธุรกิจครอบครัวผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความท้าทายนี้ไปให้ได้ และผมแนะนำให้พวกเราพูดถึงเรื่องของ หน้าที่ก่อนจะพูดถึงเรื่อง สิทธิเพราะหน้าที่มาพร้อมกับความเหนื่อยและการเสียสละ แต่สิทธิมาพร้อมกับความสบายและผลประโยชน์ต่างๆ

            ถ้าคุยเรื่องหน้าที่แล้ว การคุยเรื่องสิทธิจะง่ายขึ้น (เพราะเราเห็นแล้วว่าใครมีหน้าที่อะไร ต้องทำอะไร) นอกจากนี้ ไม่ว่าหน้าที่และสิทธิก่อนโควิดจะเคยเป็นอย่างไรเราสามารถเอากลับมารีวิวใหม่ได้ สถานการณ์โควิดเปิดโอกาสนั้นให้เรา มาร่วมกันออกแบบว่าต่อจากนี้ ควรจะเป็นอย่างไร

 

            คำแนะนำ #2

            สร้างระบบการตัดสินใจร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ (Lay down an efficient decision making mechanism) - การตัดสินใจของธุรกิจครอบครัวหลังจากนี้จะเป็นอะไรที่ท้าทายมาก เพราะคนมากขึ้น ความคิดเห็นก็หลากหลายขึ้น แต่เงินน้อยลงนั่นหมายถึงมาร์จินของความผิดพลาดที่ถูกบีบให้แคบลงไปอีก สถานการณ์เช่นนี้จะนำความเครียดมาสู่ครอบครัว การตัดสินใจร่วมกันแบบคณะกรรมการที่มีสมาชิกหลายๆ คนมาช่วยกันคิด มีกติกาของการลงมติที่ชัดเจนจะช่วยลดความขัดแย้ง และเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบมากขึ้น

            ครอบครัวจึงควรมีระบบการตัดสินใจร่วมกันไว้ให้พร้อมสิ่งแรกที่ครอบครัวควรทำคือการมี กติกาของการประชุมหลังจากนั้น จึงเริ่มเอาประเด็นต่างๆ มาหารือร่วมกันโดยอาจเริ่มจากประเด็นง่ายๆ เช่น จะประชุมกันบ่อยแค่ไหน? ใครบ้างที่จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ?เราจะมีกรรมการกันซักกี่คนดี? คนนอกจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วยหรือไม่? เป็นต้น หลังจากนั้นครอบครัวก็พร้อมแล้วสำหรับเรื่องหนักๆ ที่ต้องตัดสินใจร่วมกัน

 

            คำแนะนำ #3

            จัดเงินกงสีให้ชัดเจน (Designfamily Wealth) - เมื่อเงินมีน้อย และอนาคตมีความไม่แน่นอนสูง การจัดสรรเงินทองที่มีของครอบครัวจึงต้องทำอย่างระมัดระวัง สิ่งที่ครอบครัวควรทำคือการจัดแบ่งทรัพย์สินต่างๆ ออกมาเป็นส่วนๆ อย่างชัดเจน เช่น อะไรคืออะไรคือทรัพย์ส่วนตัว (เช่น ทรัพย์ของพ่อ แม่ พี่น้องแต่ละคน) อะไรคือทรัพย์ส่วนรวมของครอบครัว (ไม่ว่าจะอยู่ในชื่อของใคร) และอะไรคือทรัพย์สินของธุรกิจ เป็นต้น

            การแบ่งทรัพย์เป็นส่วนๆ อย่างชัดเจนเช่นนี้จะทำให้การบริหารจัดการต่อไปเป็นไปได้ง่ายขึ้น เช่น หากจะต้องโยกย้ายทรัพย์สินระหว่าง 3 กองนี้ (ส่วนตัว ส่วนครอบครัว และส่วนธุรกิจ) จะตัดสินใจกันอย่างไร? อะไรคือ ทำได้อะไรคือ ห้ามทำ”? เช่น จะโยกเงินครอบครัวไปหมุนในธุรกิจได้หรือไม่? จะเอาเงินออมของครอบครัวไปลงทุนได้หรือเปล่า? หรือถ้าจะทำอะไรคือกฎเกณฑ์? เพดานคือเท่าไหร่? เป็นต้น

ธุรกิจครอบครัวที่มีบริษัทโฮลดิ้งอยู่แล้วก็จะง่ายขึ้นหน่อยเพราะถือว่ามีการจัดกงสีไว้แล้วระดับหนึ่ง คอนเซ็ปท์คือต้องชัดเจนว่าทรัพย์สินมีเท่าไหร่ อยู่ที่ไหนบ้าง และมีกติกาการใช้เงินเหล่านั้นอย่างไร

 

            คำแนะนำ #4

            ฉวยโอกาสปลูกฝังค่านิยมดีๆ ในครอบครัว (Be a role model) - ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าวิกฤตครั้งนี้จะผ่านพ้นไปในที่สุด แต่มีบางสิ่งที่จะคงอยู่ในความทรงจำต่อไปอีกนานหลังจากนี้ นั่นคือพฤติกรรมของสมาชิกในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ ประสบการณ์ของผมในฐานะที่ปรึกษาพบว่าหลายครอบครัวมักจะมีไอเดีย ที่จะถ่ายทอดค่านิยมที่ตนเชื่อว่าดีให้แก่ทายาทรุ่นต่อไป

            แต่เชื่อหรือไม่ว่าค่านิยมจะถูกถ่ายทอดได้ดีที่สุดเมื่อผู้นำทำให้เห็น ทำเป็นตัวอย่างเช่น ถ้าอยากให้คนในครอบครัวเสียสละ ผู้นำต้องเริ่มก่อน ยอมเสียสละก่อนเลย ในช่วงเวลาเช่นนี้เรามีโอกาสที่จะเสียสละนับไม่ถ้วนหรือถ้าอยากให้ทายาทๆ รักสามัคคีกัน เราคงต้องเลิกทะเลาะกับพี่น้องของเราแล้วหันมาพูดคุยดีๆ ทำให้เขาเห็น หรือถ้าอยากให้ทายาทเห็นคุณค่าของการประหยัดและการไม่ใช้เงินเกินตัว ...อันนี้คุณคงไม่ต้องสอนแล้ว เพราะวิกฤติจะเป็นคนสอนเองเป็นต้น

 

คำแนะนำ 4 ข้อสำหรับธุรกิจครอบครัวหลังโควิด-19





            อย่าปล่อยให้วิกฤติที่บางสื่อเรียกว่า วิกฤติแห่งศตวรรษผ่านไปพร้อมกับความเจ็บปวดเพียงอย่างเดียว เปลี่ยนโอกาสที่หาได้ยากยิ่งนี้ให้เป็น พรวิเศษที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดกับคนที่เรารักมากขึ้น (แค่ต้อง Social Distancing กันไว้ก่อนช่วงนี้) ให้เราได้มีโอกาสปรับจูนธุรกิจให้เรียบร้อยมากขึ้น จัดระเบียบครอบครัวให้ดีขึ้นเพื่อให้พร้อมสำหรับวันฟ้าเปิด สำหรับโลกหลังโควิดที่จะไม่เหมือนเดิม คงมีแต่ความมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ที่จะคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง


References

·       Ruchir Punjabi, “How Your Business Can Survive The COVID-19 Crisis (And Then Thrive After It),” entrepreneur.com, April 2020

·       Hamza Mudassir, “COVID-19 Will Fuel the Next Wave of Innovation,” entrepreneur.com, April 2020

·       Brent McKnight and Martina Linnenluecke, “Businesses step up to make the products we need to get through the coronavirus pandemic,” theconversation.com, April 2020




[1]ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท (ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ 32.50 บาท) หรือประมาณ 40% ของงบประมาณแผ่นดินของไทยในปี 2563

เกี่ยวกับนักเขียน

นวพล วิริยะกุลกิจ ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้ประกอบการ นักเขียน และนักเดินทาง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ Fan page: Family Business Asia

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน