THE GURU • FUND FOCUS

การลงทุนกองทุนตราสารหนี้ ในภาวะดอกเบี้ยขาลงและอยู่ในระดับต่ำ

บทความโดย: ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์

            ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นขาลงและอยู่ในระดับต่ำ กองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวกว่า ก็จะได้ผลตอบแทนจากราคาตราสารที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon Rate) ก็ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า (เพราะลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวกว่า)

 

            อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือนโยบายการเงินที่มีคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เป็นผู้ดูแลซึ่งการปรับเปลี่ยนระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายล้วนมีผลกระทบโดยตรงต่อสภาวะเศรษฐกิจและทิศทางการลงทุน หากมองภาพรวมการลงทุนในกองทุนรวม กองทุนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ก็หนีไม่พ้นกองทุนรวมตราสารหนี้ เนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดอัตราผลตอบแทนทั้งสำหรับตราสารหนี้ที่จะออกใหม่ และทั้งระดับผลตอบแทนในตลาดซึ่งมีผลต่อราคา หากนักลงทุนเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยนโยบาย ก็จะช่วยให้ตัดสินใจลงทุนกองทุนประเภทนี้ได้ดียิ่งขึ้น

 

ปูพื้นฐานอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

            อัตราดอกเบี้ยนโยบาย คือดอกเบี้ยแกนหลักของประเทศซึ่งมีหน้าที่ประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปอย่างมั่นคง ไม่ตกต่ำจนประชาชนเดือดร้อน และไม่ร้อนแรงเกินไปจนสุ่มเสี่ยง (ซึ่งอาจจะนำมาซึ่งความเดือนร้อนเช่นกัน) โดย กนง. ซึ่งเป็นคณะกรรมการหนึ่งของธนาคารแห่งประเทศไทย จะใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือหลักอย่างหนึ่งในการปรับสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งมีกลไกสรุปได้ดังนี้

1.การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

            เมื่อเศรษฐกิจดูจะคึกคักเกินไป เติบโตร้อนแรง เงินเฟ้อเริ่มพุ่งสูงจากการที่ข้าวของแพง กนง.ก็จะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อส่งสัญญาณให้ธนาคารพาณิชย์ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยทั้ง 2 ขาดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงขึ้นจะจูงใจให้คนที่ชอบความเสี่ยงต่ำลดการใช้จ่ายและการลงทุนด้านอื่นๆ เพื่อนำเงินมาฝากมากขึ้น

            ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้ที่แพงขึ้นก็จะโน้มน้าวให้คนทั่วไปและภาคเอกชนอยากกู้ยืมน้อยลง รวมถึงจะทำให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ทั้งรัฐและเอกชน มีแนวโน้มสูงขึ้นด้วย จนเป็นการจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติขนเงินมาลงทุนในหลักทรัพย์ไทยมากขึ้น จนค่าเงินบาทแข็งขึ้น และส่งผลให้การส่งออกชะลอตัวลง

2.การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

            เมื่อเศรษฐกิจชักจะเหงาหงอย เติบโตต่ำ โดยหลักก็จะดูจากการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ที่ชะลอตัว ยอดการส่งออกสุทธิที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำลง กนง. ก็จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อส่งสัญญาณให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดดอกเบี้ยทั้ง 2 ขาเช่นกันเพื่อให้คนอยากฝากธนาคารน้อยลง แล้วนำเงินไปใช้จ่ายและลงทุนมากขึ้น โดยหวังผลตอบแทนที่ดีกว่าฝากเงินในธนาคาร รวมถึงทำให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ทั้งระบบมีแนวโน้มลดลง จนมีส่วนช่วยให้ค่าเงินบาทอ่อน จนช่วยกระตุ้นรายรับของภาคส่งออกได้

 

ระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบัน

            ในการประชุม กนง. เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2563 ได้มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโนบายลงเหลือ 1.00% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบเกือบ 20 ปี นับตั้งแต่มีการเผยแพร่อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งสรุปเหตุผลของ กนง.ได้ดังนี้

1.เศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิม จากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ความล่าช้าของ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี และภัยแล้ง

2.อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2563 และปี 2564 มีแนวโน้มต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อรวมถึงราคาพลังงานต่ำกว่าคาด เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันมีแนวโน้มลดลงจากการระบาดของไวรัสโคโรนา

3.ภาวะการเงินที่ผ่านมาอยู่ในระดับผ่อนคลาย อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลง ขณะที่สินเชื่อภาคธุรกิจยังมีแนวโน้มชะลอลง

4.ระบบการเงินโดยรวมมีความเปราะบางมากขึ้นจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวโดยเฉพาะความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs

 

 คาดการณ์ผลกระทบด้านต่างๆ ในภาพรวม

1.เงินบาทอ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับเงินตราต่างประเทศสกุลหลักทั้งนี้ เมื่อมองเฉพาะปัจจัยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

2.เอื้อให้ตลาดหุ้นเป็นบวกในระยะสั้น แต่ทั้งนี้ เมื่อเวลาผ่านไปและมีปัจจัยอื่นที่ใหม่กว่าแรงกว่าเกิดขึ้น ปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็อาจลดความสำคัญลง

3.อัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก มีแนวโน้มลดลงทั้ง 2 ขา เป็นผลให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีแรงจูงใจในการกู้ยืม (เพราะต้นทุนเงินกู้ต่ำลง) และ/หรือ ถอนเงินฝากมาใช้จ่ายมากขึ้น (เพราะผลตอบแทนน้อยลง)

4.อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ลดต่ำลง ทำให้ผลตอบแทนตราสารหนี้ทั้งระบบที่ออกใหม่จะต่ำลง แต่ตราสารหนี้ที่มีอยู่เดิมในตลาด จะมีราคาสูงขึ้น 

 

สรุปพื้นฐานกองทุนตราสารหนี้

ลักษณะพื้นฐาน

            กองทุนตราสารหนี้ จะนำเงินของผู้ลงทุนไปซื้อตราสารหนี้ ซึ่งตัวตราสารหนี้เอง จะให้ผลตอบแทน 2 ลักษณะคือ จากราคาตราสารหนี้ที่อาจปรับเพิ่มขึ้น และจากดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon Yield) ขณะที่กองทุนรวมตราสารหนี้ซึ่งห่อหุ้มตราสารหนี้อยู่อีกชั้น จะให้ผลตอบแทนในรูปของราคาหน่วยลงทุนที่อาจปรับเพิ่มขึ้น และจากเงินปันผลที่อาจจ่ายออกมา (กรณีเป็นกองทุนที่จ่ายปันผล)

จุดเด่นของกองทุนตราสารหนี้

            1. ใช้เงินลงทุนขั้นต่ำน้อยกว่าการลงทุนในตราสารหนี้โดยตรงซึ่งมักกำหนดขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 1 แสนบาท ขณะที่กองทุนตราสารหนี้กำหนดเงินลงทุนเริ่มต้นหลักร้อยหรือหลักพันบาทเท่านั้น

            2. มีมืออาชีพช่วยดูแล ทั้งการคัดเลือกและกระจายตราสารที่ลงทุน การบริหารความเสี่ยง จนถึงการปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจและทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

            3. มีกองทุนตราสารหนี้หลายแบบให้เลือก ทั้งกองทุนตราสารหนี้ตลาดเงินที่เน้นความแน่นอนสูงให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป (อาจมีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษบางประเภทที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น) อีกทั้งยังขายได้เงินสดในวันถัดไป (ต้องสั่งขายคืนให้ทันเวลาปิดรับรายการในช่วงบ่าย) และกองทุนตราสารหนี้ทั่วไป ที่ยังมีความเสี่ยงต่ำ แต่เปิดโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น

 

ผลกระทบของทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อกองทุนตราสารหนี้ พร้อมคำแนะนำ

            ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นขาลงและอยู่ในระดับต่ำ กองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวกว่า ก็จะได้ผลตอบแทนจากราคาตราสารที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon Rate) ก็ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า (เพราะลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวกว่า)

            ดังนั้น การเลือกลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือยาวในช่วงนี้จึงมีโอกาสได้รับผลตอบแทนดีกว่ากองทุนตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือสั้นกว่า และแน่นอนว่าย่อมดีกว่ากองทุนตราสารหนี้ตลาดเงินที่เน้นลงทุนพันธบัตรภาครัฐอายุไม่เกิน 1 ปี ด้วยเช่นกัน (นักลงทุนสามารถตรวจสอบอายุคงเหลือเฉลี่ยของสินทรัพย์ที่ลงทุน ได้จาก Fund Fact Sheet ของแต่ละกองทุน ในส่วนของ Portfolio Duration)

            และในระยะต่อไป หากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเริ่มกลับด้านเป็นขาขึ้น กองทุนตราสารหนี้ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้อายุคงเหลือยาว ก็จะเริ่มคลายความน่าสนใจ เพราะปัจจัยด้านราคาตราสารหนี้จะเริ่มเอียงเข้ามาในฝั่งทรงๆ หรืออาจขาดทุนได้ จึงควรพิจารณาเปลี่ยนมาลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่มี Portfolio Duration ต่ำกว่า รวมถึงกองทุนตราสารหนี้ตลาดเงิน

            แต่ในความเป็นจริง ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยกลับเป็นขาขึ้น มักจะสะท้อนว่าเศรษฐกิจเริ่มกลับมาขยายตัว การเปลี่ยนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงขึ้นแต่ให้โอกาสได้ผลตอบแทนมากขึ้น อย่างเช่น กองทุนหุ้น หรือกองทุนผสมที่มีการลงทุนในหุ้นด้วย อาจจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า

            อย่างไรก็ดี ภายใต้ภาวะปัจจุบันที่มีปัจจัยลบรุมเร้าหลายด้าน การจะได้เห็นแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยพลิกกลับเป็นขาขึ้น อาจจะต้องรออีกสักระยะหนึ่ง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เกี่ยวกับนักเขียน

ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เทรเชอริสต์ จำกัด ผู้ให้บริการ Treasurist.com ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหาร Thailand Investment Forum นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และผู้แนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อนประเภท 1 รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. และ นักแปลอาสาของ TED.com

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน