THE GURU • FUND FOCUS

เปิดประมาณการณ์เศรษฐกิจปี 2020 สรุปภาวะลงทุนช่วงโควิด 19 และแนวทางจัดแผนลงทุน

บทความโดย: ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์

เมื่อโลกผ่านสถานการณ์ COVID-19 มาตลอดไตรมาส 1/2563 และปัจจุบันได้ย่างเข้ากลางไตรมาส 2/2563 แล้วสถาบันต่างๆ ก็เริ่มมีข้อมูลมากขึ้น จนสามารถทยอยเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจปี 2563 ทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีในการนำข้อมูลเหล่านั้นมาสรุปให้ทราบ เพื่อให้เห็นว่า ภาวะเศรษฐกิจในปีนี้น่าจะออกมาเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ ขอย้อนกล่าวถึงสาเหตุหลักที่เศรษฐกิจทั่วโลกรวมถึงไทย ล้วนได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ซึ่งไม่ใช่เฉพาะจากความเจ็บป่วยของผู้คนทั่วโลกเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจัยหลักเกิดจากการที่ทั่วโลกจำใจต้องใช้มาตรการแยกตัว (Isolation) ปิดห้ามเข้าออก (Lockdowns) และ ปิดธุรกิจบางประเภท (Closures) ชั่วคราว เพื่อควบคุม (Contain) สถานการณ์ไม่ให้ลุกลามจนควบคุมไม่ได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตจำนวนมาก

แต่มาตรการดังกล่าว ย่อมทำให้ธุรกิจจำนวนมากต้องหยุดชะงัก หลายแห่งขาดรายได้โดยสิ้นเชิง จนจำเป็นต้องลดค่าจ้างแรงงาน ไปจนถึงการให้พักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง หรือแม้แต่การเลิกจ้างโดยถาวร จึงกล่าวได้ว่า เป็นสถานการณ์ที่ทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง ล้วนประสบความยากลำบาก

ซึ่ง Ben Bernanke อดีตประธานธนาคารกลาง สหรัฐอเมริกา (US Federal Reserve) ได้ให้สัมภาษณ์กับ Brookings Institute เมื่อวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา ว่า สถานการณ์ COVID-19 จะสร้างความเสียหายมากแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะกินเวลานานเท่าไร ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับภาคสาธารณสุข ว่าจะดำเนินการได้เร็วและมีประสิทธิภาพเพียงใด

สรุปประมาณการเศรษฐกิจโลก/ภูมิภาคต่างๆ

       1. กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund หรือ IMF) ณ เมษายน 2563 IMF คาดการณ์ในภาพรวมว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2563 จะหดตัว 3.0% ก่อนที่กลับมาขยายตัว 5.8% ในปี 2564 โดยเขตเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วจะหดตัว 6.1% รุนแรงกว่าภาพรวมของโลก เศรษฐกิจอิตาลีหดตัวถึง 9.1% ส่วนสหรัฐอเมริกาจะหดตัว 5.9% ขณะที่เศรษฐกิจในกลุ่มยูโรจะหดตัว 7.5%

อย่างไรก็ดี เขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ คาดการณ์ว่าจะหดตัว 1.0% แม้บางประเทศจะหดตัวแรง เช่น เม็กซิโกที่คาดว่าจะหดตัว 6.6% หรือ แอฟริกาใต้ที่คาดว่าจะหดตัว 5.8% แต่เขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างอินเดียและจีน คาดว่าจะยังสามารถขยายตัวได้อยู่ในอัตรา 1.9% และ 1.2% ตามลำดับ แต่

ในด้านการค้าระหว่างประเทศ IMF คาดว่าปีนี้จะหดตัวลงถึง 11% เทียบกับปี 2562 ซึ่งก็มีการเติบโตในอัตราต่ำมากอยู่แล้วที่ระดับเพียง 0.9%


 

        

   

       2. ธนาคารโลก (World Bank) ณ เมษายน 2563 World Bank ยังไม่เผยแพร่คาดการณ์เศรษฐกิจโลกโดยรวมฉบับใหม่ (ยังเป็น ณ มกราคม 2563 ซึ่งไม่เป็นปัจจุบันในบริบทนี้) แต่ได้เผยแพร่รายงานรายภูมิภาคแล้ว โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยุโรปโดยรวมและเอเชียกลาง (ส่วนใหญ่คือกลุ่มประเทศที่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียต) จะหดตัว2.8% ก่อนที่จะกลับมาขยายตัว 5.6% ในปีหน้า ส่วนกรณีที่แย่ลง เศรษฐกิจจะหดตัว 4.4% ก่อนจะกลับมาขยายตัว 6.1% ในปีถัดไป

ด้านภาพรวมของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (East Asia and Pacific) World Bank คาดการณ์แบบ Baseline ว่า เศรษฐกิจปีนี้ยังสามารถขยายตัวในระดับ 2.1% นำมาโดยเวียดนามที่คาดว่าจะขยายตัว 4.9% และจีนก็จะยังสามารถขยายตัวได้ในระดับ 2.3% อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ COVID-19 ยังรุนแรง การคาดการณ์แบบ Lower Case เชื่อว่าเศรษฐกิจภูมิภาคจะพลิกเป็นหดตัว 0.5% โดยเศรษฐกิจจีนจะขยายตัวเพียง 0.1%


 

        

       3. FitchRatings ณ เมษายน 2563 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะหดตัว 1.9% ขณะที่สหรัฐอเมริกาและยุโรปจะหดตัว 3.3% และ 4.2% ตามลำดับ ขณะที่จีนจะเติบโตต่ำกว่า 2.0% 

สรุปประมาณการเศรษฐกิจไทย 

       1. IMF คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะหดตัว 6.7% ก่อนจะกลับมาขยายตัว 6.1% ในปี 2564 ซึ่ง IMF พิจารณาเศรษฐกิจไทยจะหดตัวรุนแรงที่สุดในบรรดากลุ่ม ASEAN-5 ซึ่งประกอบด้วยไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะยังขยายตัวได้ 2.7% ในปีนี้ 

       2. World Bank คาดการณ์ในกรณีฐานว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะหดตัว 3.0% และจะหดตัวถึง 5.0% ในกรณีแย่ ซึ่งนับเป็นการหดตัวรุนแรงที่สุดในบรรดาประเทศกลุ่มอาเซียนและคาดว่าในปี 2564 จะกลับมาขยายตัว 4.0% และ 3.0% ในกรณีฐานและกรณีแย่ ตามลำดับ 

        3. ธนาคารแห่งประเทศไทย คาดการณ์ไว้ ณ มีนาคม 2563 ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะหดตัว 5.3% ก่อนที่จะฟื้นตัว 3.0% ในปีถัดไป พร้อมคาดการณ์ด้วยว่า อัตราเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยในปีนี้ก็จะติดลบเช่นกัน


 



สรุปสถานการณ์ COVID-19 และภาวะการลงทุน

ยอดผู้ติดเชื้อใหม่รายวันจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ทำระดับสูงสุดไว้ที่ 89,657 รายต่อวัน เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2563 แม้ยอดติดเชื้อใหม่รายวันหลังจากนั้นมาจะยังคงอยู่ในระดับสูง แต่ก็เพิ่มในอัตราที่ต่ำกว่าวันดังกล่าว




ด้านการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์การเงินนับจากวันที่ 31 มีนาคม 2563 ส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 5.9% ดัชนี DAX เยอรมนีเพิ่มขึ้น 3.2% SET Index เพิ่มขึ้น 11.3% ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 6.9% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ลดลง 24.9% ส่วนอัตราผลตอบแทนแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ปรับลดลงจาก 1.48% ต่อปี เหลือ 1.27% ต่อปี สะท้อนราคาตราสารที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลบวกจากการออกกฎหมายสนับสนุนการออกตราสารหนี้เอกชนในตลาดแรก

 แนวทางจัดแผนลงทุนในระยะนี้

แม้ภาวะการลงทุนโดยรวมในช่วงที่ผ่านมาจะมีการฟื้นตัวในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในตลาดหุ้น แต่ความผันผวนในตลาดการเงินยังคงอยู่ในระดับสูง และภาวะเศรษฐกิจในระยะต่อไปยังคงได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ COVID-19

ผู้ที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ จึงยังคงแนะนำให้รักษาสัดส่วนหุ้นไทยไว้ไม่เกิน 15% ส่วนผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูง แนะนำให้มีหุ้นไทยไม่เกิน 30% ของมูลค่าการลงทุนโดยรวม ส่วนที่เหลือสามารถกระจายไปในกองทุนตราสารหนี้ รวมถึงกองทุนทองคำ

 

ข้อมูลอ้างอิง:

       • www.imf.org/en/Publications

       • www.worldbank.org/en/region/eap

       • www.fitchratings.com/research

       • www.bot.or.th/Thai/MonetaryPolicy

       •  www.who.int/emergencies

       •  www.thaibma.or.th

       •  Aspen by ThaiQuest

ทีมงานช่วยค้นคว้าข้อมูลและเรียบเรียงเนื้อหา:

        • รวีโรจน์ เจียมศิริกาญจน์ ผู้แนะนำการลงทุนรับอนุญาตฯ

       • นิติกร สุทธิมูล ผู้แนะนำการลงทุนรับอนุญาตฯ




 


เกี่ยวกับนักเขียน

ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เทรเชอริสต์ จำกัด ผู้ให้บริการ Treasurist.com ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหาร Thailand Investment Forum นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และผู้แนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อนประเภท 1 รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. และ นักแปลอาสาของ TED.com

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน