THE GURU • INVESTMENT

เมื่อ FED จัดหนัก QE ตลาดหุ้น-ทองคำ จะเป็นอย่างไรต่อ?

บทความโดย: ณพวีร์ พุกกะมาน (เปโดร)

           ถือเป็นเซอร์ไพร์สครั้งใหญ่ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯหรือ FED ประชุมฉุกเฉินเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2563 และมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยฉุกเฉินลง 1.00% และเข้าซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) วงเงิน 7 แสนล้านดอลลาร์ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯตอนนี้เหลือเพียง 0-0.25% ถือเป็นระดับต่ำที่สุดหลังจากเคยกดดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับดังกล่าวในช่วงซับไพร์มไครซิส

          นอกจากนี้ยังเป็นการลดดอกเบี้ยรวดเดียวกว่า 1.5% ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ หลังก่อนหน้านี้ FED เพิ่งลดดอกเบี้ยไป 0.5% ในวันเดียว เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีหลังพบว่าไวรัสโควิด19ได้แพร่ระบาดในประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว

          แต่ที่เซอร์ไพร์สยิ่งกว่าคือการประกาศนำนโยบายอัดฉีดสภาพคล่องหรือว่า QE (Quantitative Easing) กลับมาใช้อีกครั้งเพราะเครื่องมือนี้เพิ่งจะยุติไปไม่กี่ปีมานี้เอง ในที่สุดก็ต้องงัดกลับมาใช้อีกครั้ง แถมล่าสุดเมื่อวันที่ 23 มีนาคมนี้ FED ประกาศทำ QE ในวงเงินไม่จำกัด  เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของตตลาด และความีประสิทธิภาพในการใช้นโยบายการเงิน ถือเป็นการดำเนินการแทรกแซงตลาดรั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่ FED เคยดำเนินการมา

          หากจะอธิบายเรื่องนี้แบบง่ายๆสั้นๆ การทำ QE คือการเพิ่มปริมาณเงินเข้าไปในระบบให้มีสภาพคล่องมากขึ้น อาจจะใช้วิธีการเข้าซื้อตราสารหรือพันธบัตรต่างๆ เช่นช่วงซับไพร์ม FED ได้เข้าซื้อตราสารที่มีสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์หนุนหลัง

          บนโลกนี้มีเพียงธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางญี่ปุ่น ที่จะสามารถทำ QE ได้เพราะสกุลเงินของพวกเขาได้รับการยอมรับทั่วโลก (พูดง่ายๆว่ามีเครดิตดี) ขณะที่ประเทศอื่นๆจะพิมพ์เงินเพิ่มได้ตามระดับทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีเท่านั้น

          QE ครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2008 หลังจากดัชนี S&P500 ปรับตัวลดลงกว่า 46% ธนาคารกลางสหรัฐฯได้อัดฉีด QE ครั้งแรกวงเงิน 600,000 ล้านผลคือตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวขึ้น 37% จากนั้นได้ขยายวงเงินต่ออีกดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

บวกได้ถึง 51%

          พฤศจิกายน 2010 เบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟดตอนนั้นเริ่มออกมาใบ้ว่าจะใช้นโยบาย QE อีกรอบทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวขึ้นมาก่อน 18% พอประกาศใช้อย่างเป็นทางการก็บวกขึ้นอีก 11%

          หลังจากนั้นก็มีปฎิบัติการ Operation Twist เป็นเครื่องมือเสริมจากการทำ QE โดยเป็นการปรับสัดส่วนการถือครองพันธบัตรของเฟดให้เป็นตราสารระยะยาวมากขึ้น และลดการถือครองตราสารระยะสั้น หรือก็คือการยืดอายุการชำระหนี้ออกไป ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯบวกไปอีก 33%

          ส่วนราคาทองคำเริ่มออกตัวตั้งแต่ระดับ 715 เหรียญต่อออนซ์ในเดือนตุลาคม 2008 หลังจากที่มีการประกาศทำคิวอีครั้งแรกไปทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ระดับ 1920 เหรียญ ในเดือนกันยายน 2011 หรือปรับตัวเป็นขาขึ้นเกือบสามปีเต็ม

          ขณะที่ตลาดหุ้นไทยลงไปแตะระดับต่ำสุด 383 จุดในเดือนตุลาคม 2008 แต่หลังจากที่ได้เม็ดเงินจากการทำ QE เข้ามาทำให้ตลาดหุ้นไทยเป็นขาขึ้นยาวนานเกือบ 5 ปีและขึ้นไปแตะระดับ 1600 จุดในเดือนพฤษภาคมปี 2013

          เห็นได้ว่าการทำ QE ทำให้ทุกสินทรัพย์ปรับตัวขึ้นหมด รวมถึงราคาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ๆของโลกอย่างฮ่องกง สิงคโปร์ แม้จะขัดกับวัตถุประสงค์หลักของการใช้มาตรการนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริงมันคือการเพิ่มสภาพคล่องให้สามารถเก็งกำไรได้สะดวกขึ้นเท่านั้น และพอหมดการทำ QE ทุกสินทรัพย์ก็เป็นขาลงหมดยกเว้นหุ้นสหรัฐฯที่ยังเป็นขาขึ้นต่อจนกระทั่งเจอวิกฤตโควิด19

          อย่างไรก็ตามหลังจากประกาศทำ QE ในยุค 2.0 ปรากฎว่าตลาดหุ้นกับทองคำไม่ได้ตอบรับในเชิงบวก กลับทิ้งดิ่งหนักกว่าเดิม โดยทองคำได้หลุดระดับ 1,500 เหรียญ (ราคา คืนวันจันทร์ที่ 15 มีนาคม) และตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวลดลงเกือบ 3,000 จุด ต้องใช้ Circuit Breaker อีกครั้ง

          แต่ในตอนที่เกิดวิกฤตซับไพร์ม หลังประกาศทำ QE แล้วตลาดหุ้นและทองคำก็ไม่ได้ปรับตัวขึ้นแรงทันทีในวันแรก (อาจจะเพราะตลาดยังไม่เข้าใจ QE ) แต่หลังจากนั้นก็เป็นขาขึ้นที่ยาวนาน รอบนี้ก็อาจเป็นเช่นนั้นได้คือตลาดลงก่อนแล้วค่อยปรับตัวขึ้น

          อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าสิ่งที่เกิดในอดีตจะเกิดขึ้นอีกครั้งเสมอไปและสิ่งที่น่ากังวลคือรอบนี้ FED จัดหนักลดดอกเบี้ยเหลือ 0% ในครั้งเดียวเท่ากับว่าเครื่องมือทางการเงินได้หมดลงไปแล้ว อีกทั้งวิกฤตรอบนี้เกิดขึ้นกับ Real Sector ไม่ใช่ภาคการเงินอย่างเดียว การอัดฉีดเงินเข้าระบบเพิ่มอาจจะไม่ตอบโจทย์ที่แท้จริงก็ได้

          ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หลังวิกฤตจะมีเศรษฐีใหม่เสมอ ดังนั้นใครที่พอมีเงินสดเหลือขอให้เก็บไว้ใช้เมื่อตลาดมีความชัดเจนแล้วเท่านั้น ไม่ต้องรีบร้อนเพราะผลกระทบในภาคเศรษฐกิจจริงคงจะมีอยู่สักระยะ ยังไม่สามารถมั่นใจได้จนกว่าการระบาดของไวรัสโควิด19จะบรรเทาลงอย่างชัดเจน

เกี่ยวกับนักเขียน

ณพวีร์ พุกกะมาน (เปโดร) นักลงทุนหนุ่มรุ่นใหม่ ที่เติบโตใช้ชีวิตในต่างแดนจากพื้นฐานครอบครัวนักการทูต ทำให้หลงไหลการลงทุนในสินค้าต่างประเทศ ปัจจุบันเป็นผู้ก่อตั้ง creative investment space พื้นที่แชร์ประสบการณ์ และข้อมูล นวัตกรรมการลงทุนรูปแบบใหม่ ที่มีความหลากหลาย

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน