THE GURU • MONEY&US

รัฐบาลใหม่กับตลาดหุ้น

บทความโดย: วรวรรณ ธาราภูมิ

                ในระยะสั้น หลังเลือกตั้ง Sentiment จะเป็นตัวผลักดันทิศทางตลาดหุ้นเป็นหลักก่อน แต่ไม่น่าขึ้นลงมากนัก หลังจากนั้น ปัจจัยพื้นฐานจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดหุ้น ซึ่งต้องดูที่ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน

 

              ปัจจัยสำคัญที่จะกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงก่อนเลือกตั้งจนถึงปัจจุบันน่าจะหนีไม่พ้นเรื่องการเมืองในประเทศที่จะมีผลต่อการตัดสินใจลงทุน

              จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้จัดการกองทุนต่างชาติ เขาบอกว่า กำลังจับตาดูผลเลือกตั้งของเราอยู่ เนื่องจากตลอดกว่า 4 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างประเทศส่วนหนึ่งไม่สามารถลงทุนในไทยได้ เพราะกองทุนของเขาห้ามลงทุนในตลาดหุ้นของประเทศที่รัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เมื่อเงินของเขาจะไหลมาในภูมิภาคนี้ จึงไปลงตลาดหุ้นในประเทศอื่นในภูมิภาค ส่วนที่ไหลเข้าไทยก็จะเข้าตลาดพันธบัตร เพราะฐานะการเงินของเราเข้มแข็ง จนทำให้เงินบาทกลายเป็น Safe Haven ให้เขาพักเงินได้อย่างสบายใจ

              สรุปก็คือ กองทุนต่างชาติเขากำลังรอคอยผลการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 โดยจะดูนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะประชานิยมและการขึ้นค่าแรงว่าจะกระทบผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนแค่ไหน มีผลดีผลเสียทางเศรษฐกิจต่อประเทศอย่างไร

              ความเชื่อมั่นที่นักลงทุนสถาบันทั้งไทยและต่างชาติให้ความสำคัญนั้นจะครอบคลุมทั้งมุมมองเชิงเศรษฐกิจและความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ถ้าขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป โอกาสที่จะได้เห็นตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นได้ดีก็จะมีน้อยลง

            และไม่ว่าผลการจัดตั้งรัฐบาลจะออกมาแบบไหน ก็ต้องรออีก 60 วัน กว่า กกต.จะรับรองผล ถ้าหุ้นขึ้นก็ไม่น่าจะขึ้นแรง ยกเว้นไปได้ตัวช่วยจากเศรษฐกิจโลกที่จะเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นจากการผ่อนนโยบายการเงินพร้อมๆ กันของ 4 ธนาคารกลางใหญ่ ได้แก่ FED, ECB, Bank of England และ จีน ดังนั้น ในช่วง 1-2 เดือนหลังเลือกตั้ง ถ้าหุ้นขึ้นแรง ก็น่าจะเป็นเพราะมีปัจจัยภายนอกช่วยสนับสนุน ไม่ใช่จากเรื่องภายในประเทศ   

            ส่วนสถิติที่ว่าก่อนและหลังเลือกตั้งหุ้นจะขึ้นจะลงไปนานแค่ไหนอะไรนั้น ผู้ลงทุนระยะยาวไม่ต้องไปสนใจ เพราะปัจจัยพื้นฐานจะเป็นตัวผลักดันราคาหุ้นในระยะยาว มิใช่สถิติ

เสถียรภาพของรัฐบาล

                ตลาดหุ้นจะตอบรับเชิงบวกหรือลบก็ขึ้นกับว่าจะจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้ขนาดไหน หากได้รัฐบาลที่มีเสียงหนุนอย่างมั่นคงก็จะทำให้บริหารประเทศไปได้ราบรื่น ดังนั้น ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้จึงอยู่ที่การจับมือของแต่ละพรรคการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลผสม การยอมรับผลการเลือกตั้ง ระยะเวลาระหว่างวันเลือกตั้งกับวันที่มีรัฐบาลใหม่ และขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง เช่น วันที่ 23 พ.ค.นี้ จะเป็นวันสุดท้ายที่ กกต.ต้องประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างน้อย 95% อย่างเป็นทางการ และภายใน 7 มิ.ย.จะต้องเปิดประชุมสภาร่วมของ ส.ส.+ส.ว. เพื่อโหวตนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

              อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีได้ภายใน 2 เดือนข้างหน้า แต่โครงการลงทุนจากรัฐบาลก็ไม่น่าจะสะดุด เพราะรัฐบาลชุดปัจจุบันจะยังดำเนินงานต่อไป (ดูได้จากช่วงที่ผ่านมารัฐบาลยังคงอนุมัติโครงการและงบประมาณตามปกติแม้ว่าจะใกล้การเลือกตั้งก็ตาม) แต่หลังจากจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว การอนุมัติโครงการจะไม่รวดเร็วเหมือนกับรัฐบาลปัจจุบันที่เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ

  

นโยบาย

                อย่าแปลกใจถ้านักลงทุนไม่ได้สนใจว่าใครจะเป็นรัฐบาลมากไปกว่าการดูนโยบายเป็นหลักว่าประเทศจะไปได้หรือไม่ ที่นักลงทุนเป็นเช่นนี้ก็เพราะรัฐบาลจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อทั้งภาค Real Sector และตลาดทุน ขณะที่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะอยู่ที่ภาคเอกชน

              ในแง่ของการลงทุนจะไม่มีสีเหลือง สีแดง สีเขียว เพราะนักลงทุนเขาดูความต่อเนื่องในการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจ ดูว่ามาตรการที่รัฐบาลชุดปัจจุบันดำเนินการไปแล้วจะยังอยู่หรือไม่ รวมไปถึงดูทิศทางการบริหาร การปกครอง และการปฏิรูป หากรัฐบาลชุดใหม่สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในเรื่องความสามารถผลักดันเศรษฐกิจและความมีเสถียรภาพของรัฐบาลให้เกิดขึ้นได้ ก็จะส่งผลให้แรงส่งต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยกลับมาเร่งตัวขึ้น และจะทำให้นักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น

                ค่า PE 15 เท่าของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันมีระดับใกล้เคียงกับตลาด Asean ซึ่งถ้าจัดตั้งรัฐบาลได้ราบรื่น จะทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นไทย เพราะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะไม่สะดุดลงหรือล่าช้าซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และค่า PE จะสามารถขยับขึ้นไปได้เพราะความเชื่อมั่นนี้

              แต่อย่าลืมว่า นี่เป็นเพียง Sentiment ที่มีผลเพียงระยะสั้น เพราะสิ่งที่สำคัญคือ ปัจจัยพื้นฐาน ไม่ใช่ Sentiment ดังนั้น ต้องดูการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS Growth) เป็นหลัก

 

นโยบายเศรษฐกิจที่น่าจับตามอง

                ตามกรอบกำหนดการ เราน่าจะเห็นรัฐบาลใหม่ได้ภายในเดือน มิ.ย. (กรณีไม่มี Surprise) สำหรับแนวนโยบายเศรษฐกิจปีนี้ (.ค.-ก.ย. 2562) น่าจะต่อเนื่องจากแผนในปีงบประมาณ 2562 โดยแผนเศรษฐกิจหลักๆ ถ้าอิงไปกับนโยบายที่ออกไปแล้วจะประกอบไปด้วยสองหมวด 1) ประคองการบริโภค และ 2) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

            1)ประคองการบริโภค (งบราว 2.9 แสนล้าน) ส่วนใหญ่จะเป็นในรูป Income Subsidy (ผ่านบัตรคนจน) และ Soft Loans ช่วยเกษตรกร

 

            2)อุดหนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลชุดนี้จะเร่งอนุมัติโครงการลงทุน ราว 1.3 ล้านล้านบาท ประกอบด้วยระบบราง อากาศ ทางน้ำ และอื่นๆ ซึ่งสอดคล้องไปกับแผนเดิมที่มุ่งเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุน S-curve, New S-curve (รวมกัน 10 อุตสาหกรรม 6 คลัสเตอร์) และโครงการ EEC โดยคาดว่าเม็ดเงินการลงทุนในปี 2019 จะอยู่ในกรอบ 2.0-2.5 แสนล้านบาท

 

                สำหรับกรณีฐานคือ รัฐบาลชุดใหม่ยังใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจก็จะไม่ฉีกจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน เนื่องด้วยถูกคลุมด้วยรัฐธรรมนูญปี 2560 ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และ พ..บ.จัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งภายในกรณีฐาน เราคิดว่า GDP ไทยปีนี้จะยังคงวิ่งในกรอบ 3.7-3.9% ได้

แต่ถ้าไม่ใช่กรณีฐาน และรัฐบาลใหม่ไม่ทำตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็จะคาดเดาผลได้ยากหากรัฐบาลชุดใหม่แก้รัฐธรรมนูญ เรื่องที่กล่าวไปข้างต้นก็จะเปลี่ยนไปหมด จนคาดเดาไม่ได้เลย

                แม้รัฐบาลผสมจะทำให้การผ่านกฎหมายหรือการอนุมัติโครงการลงทุนต่างๆ ทำได้ไม่เร็ว แต่การได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เพราะเราจะได้รับการยอมรับจากชาติตะวันตก เช่น สามารถจะเจรจาการค้าเสรี FTA กับยุโรปได้สะดวกขึ้น และจะมีการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจการลงทุนพิเศษ EEC เป็นต้น

                ทั้งนี้ ไม่ว่าใครจะร่วมเป็นรัฐบาล นักลงทุนต่างหวังว่าการผลักดันเศรษฐกิจที่สำคัญคือ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว จะต้องดำเนินต่อไป เพราะจะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจะมี Multipler Effect ในหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะอสังหาริมทรัพย์ การค้า การท่องเที่ยว ทำให้ดึงเม็ดเงินจากภาคเอกชนตามมาได้ และจะเกิดการกระจายความเจริญจากเมืองไปสู่ชนบท

                หากการเลือกตั้งผ่านไปได้ด้วยดีมีการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยมีการส่งต่อนโยบายระหว่างรัฐบาลปัจจุบัน กับรัฐบาลใหม่ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง และคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะเร่งตัวขึ้นตามการลงทุนภาครัฐ มีการกระตุ้นทางการคลังจะช่วยลดทอนผลกระทบด้านลบจากปัจจัยภายนอกได้บางส่วน

 

สรุปผลต่อตลาดหุ้น

                   ในระยะสั้น หลังเลือกตั้ง Sentiment จะเป็นตัวผลักดันทิศทางตลาดหุ้นเป็นหลักก่อน แต่ไม่น่าขึ้นลงมากนัก หลังจากนั้น ปัจจัยพื้นฐานจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดหุ้น ซึ่งต้องดูที่ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน

                    นอกจากปัจจัยในประเทศแล้ว เรายังต้องติดตามปัจจัยต่างประเทศด้วย เพราะสงครามการค้าที่พัฒนาการเป็นสงครามเทคโนโลยียังไม่จบ และการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศหลักก็ยังชะลอลง ถ้า Global Sentiment ไม่ได้แย่ก็คาดว่าตลาดจะซื้อขายในกรอบ Sideways แต่ยังขึ้นไปไม่ได้ไกล เพราะติดที่ EPS Growth ถึงจะลงก็ไม่ได้ลงลึกมากเพราะสภาพคล่องในตลาดที่มีอยู่จำนวนมาก รวมถึงตลาดได้รับรู้ประเด็นการเมืองไปมากแล้ว 





เกี่ยวกับนักเขียน

วรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการบริหาร บลจ.บัวหลวง ประธานกรรมการบริหาร บลจ.บัวหลวง อดีตประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทยและนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน ผู้คร่ำหวอดในแวดวงการเงิน การลงทุน

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน