THE GURU • CRYPTOCURRENCY

ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน การโอน-รับเงินระหว่างประเทศของไทย กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป

บทความโดย: จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา

        เศรษฐกิจในโลกยุคไร้พรหมแดนนั้น การติดต่อซื้อขายสินค้ารวมไปถึงการโอนเงินให้กันแบบข้ามโลกถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา  แต่สิ่งที่ค่อนข้างกวนใจและเป็น 1 ในเหตุผลสำคัญให้ทำให้ผู้คนมีความกังวลในการทำธุรกรรมก็คือ ‘ค่าธรรมเนียม’  นั่นเอง

        ยกตัวอย่างเช่น บางคนมีธุระต้องโอนเงินอย่างเร่งด่วนไปให้ครอบครัวที่ค่างประเทศ แต่การจะโอนเงินไปได้นั้นต้องมีการติดต่อกับธนาคารและใช้ระยะเวลาในการดำเนินอย่าง อย่างน้อย 2-4 วันทำการ ซึ่งมีค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างแพงมาก ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างเรทค่าธรรมเนียมในการโอนเงินไปต่างประเทศกับธนาคารต่างๆ ในประเทศไทย เริ่มจาก

        1. PayPal เป็นระบบการชำระเงินอีกหนึ่งรูปแบบที่ทั้งง่ายและสะดวกรวดเร็ว เพียงแค่เราใช้ E-mail และจำนวนเงินที่ต้องการจ่ายเท่านั้น แต่ระบบการชำระเงิน Paypal ต้องมีบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตและต้องโอนให้ได้เฉพาะคนที่มีบัญชีกับทาง Paypal เหมือนกันเท่านั้น ค่อนข้างสะดวกแต่ก็มีข้อแม้อยู่

และเมื่อซื้อสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศ อาจมีการคิดค่าธรรมเนียมในการแปลงสกุลเงิน โดยทาง Paypal จะแสดงอัตราแลกเปลี่ยนให้ทราบทุกครั้ง ซึ่งค่าธรรมเนียมตรงส่วนนี้ทางร้านค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าธรรมเนียมให้เรา แต่ถ้าเป็นการชำระเงินที่มีการ “แลกเปลี่ยนเป็นเงินสกุลอื่น” อัตราแลกเปลี่ยนจะรวมค่าธรรมเนียมนี้แล้วก่อนจะบวกเข้ากับยอดที่ซื้อ

แต่ทั้งนี้ผู้ใช้ก็ยังไม่สามารถโอนเงินก้อนให้ใครได้แบบเปล่าๆ ด้วยระบบของ Paypal ปัจจุบันเครือข่ายการชำระเงินชื่อดังนี้ยังคงรองรับแค่การโอนจ่ายเงินระหว่างผู้ซื้อกับร้านค้า หรือ โอนจากบัญชี Paypal ของคุณเข้าบัญชีธนาคารที่ผูกกับบัตร Visa ของคุณไว้เท่านั้น  

2. บริการโอนเงินเวสเทิร์น ยูเนี่ยน เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการโอนเงินไปต่างประเทศที่ค่อนข้างได้รับความนิยมจากคนไทย โดยเวสเทิร์น ยูเนี่ยน ได้มีการเคลมบริการไว้ว่า “สามารถโอนเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมงพร้อมค่าธรรมเนียมเริ่มต้นเพียง 99 บาท” โดยระยะเวลาทำการนั้นอยู่ที่ 0-2 วันเท่านั้น”

ในที่นี้ผมได้ทดลองกรอกข้อมูลจริงๆเลย ซึ่งจากรูปจะเห็นว่า

1. หากโอนเงินให้ปลายทางโดยการโอนเข้าบัญชีธนาคารของผู้รับโดยตรง ระบบจะต้องใช้ระยะเวลาในการทำการถึง 1-3 วัน ขณะที่หากโอนเข้าบัญชี Western union ของผู้รับและให้ผู้รับไปรับเงินสดด้วยตัวเองที่สำนักงานตัวแทน จะได้ระยะเวลาในการทำการแค่ไม่กี่นาที

2. ผมได้ทำการทดลองกรอกยอดเงินในการโอนไปที่ 300,000 บาทถ้วน จะเห็นว่าค่าธรรมเนียมในการโอนจะอยู่ 99.00 บาท หากเลือกโอนผ่านบัตรเครดิต/เดบิต หรือชำระเงินที่ตัวแทนของ WU ทุกสาขา (โดยหากคุณเลือกโอนเงินผ่านทางโอนผ่านเคาท์เตอร์บัญชีธนาคารจะมีค่าทำธุรกรรมออนไลน์เพิ่มขึ้นอีก 16.05 บาท)

3. เรทค่าเงินที่จะโอนแปลงไปจะเป็นเรทของ Western Union ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามราคาตลาด โดยคุณผู้อ่านสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเองก่อนการทำธุรกรรม

        3. โอนเงินระบบ "SWIFT" กับธนาคาร ระบบนี้ถือว่าเป็นระบบมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกต่างยอมรับ เพราะมีการใช้ SWIFT Code หรือ IBAN (International Bank Account Number) ที่มีรูปแบบมาตรฐานของรหัสธนาคาร ที่ใช้ในการโอนเงินระหว่างประเทศประกอบอยู่ด้วย โดยส่วนใหญ่จะมีให้บริการที่ธนาคารเพราะต้องโอนเข้าบัญชีเท่านั้น จึงทำให้ระบบการโอนเงินนั้นค่อนข้างมีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ นอกจากจะโอนไปบัญชีบุคคลแล้ว ยังสามารถโอนไปบัญชีนิติบุคคลได้ด้วย เช่น เวลาจ่ายค่าเทอมเข้ามหาวิทยาลัย หรือจ่ายค่าสินค้าไปยังบริษัทโดยตรง เป็นต้น

ส่วนค่าธรรมเนียมในการโอนจะถูกหรือแพงก็ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละธนาคารนั้นๆ บางธนาคารยังมีระบบ Online Baking ให้ลูกค้าสามารถโอนผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วย ค่าธรรมเนียมก็จะถูกกว่าการโอนผ่านเคาน์เตอร์สาขา แต่อาจจะจำกัดวงเงินในการโอน เช่น ไม่เกิน 50,000 USD หรือเทียบเท่า แต่ถ้าต้องการโอนมากกว่านั้นก็สามารถทำได้ที่สาขาธนาคารโดยไม่มีการจำกัดวงเงิน จะโอนมากเท่าไรก็ได้ ไม่มีผลต่อค่าธรรมเนียม (ยกเว้นสกุลเงิน JPY) ส่วนระยะเวลาในการดำเนินการอยู่ที่ประมาณ 2 - 3 วันทำการ ขึ้นอยู่กับการดำเนินงานของแต่ละธนาคาร

4. ระบบโอนเงิน "MONEYGRAM" ระบบโอนเงินแบบ MoneyGram เป็นระบบการโอนเงินคล้ายๆ กับ Western Union  โดยมีสาขาที่ให้บริการมากกว่า 300,000 แห่งทั่วโลก

การโอนเงินแบบ MoneyGram มีวิธีการโอนที่ง่าย สะดวกและรวดเร็ว สามารถรับเงินโอนได้เร็วสุดภายใน 10 นาที เหมาะกับการโอนเงินจำนวนไม่มาก เช่น จำนวนเงินไม่เกิน 10,000 USD (หรือประมาณ 303,400 บาท) เพราะในบางประเทศผู้รับเงินจะมีเงื่อนไขจำกัดเรื่องวงเงินในการรับเงินอยู่ รวมถึงค่าธรรมเนียมการโอนเงินด้วยระบบ MoneyGram นั้นถือว่าค่อนข้างแพง สืบเนื่องมาจากเรทค่าเงินที่ให้บริการแลกเปลี่ยนในเว็บไซต์นั้นมีส่วนต่างเยอะเมื่อเทียบกับราคาของเจ้าอื่นๆ ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ เช่น ราคาของค่าเงินบาทกับดอลล่าร์สหรัฐ (ณ วันที่ 11/11/2019) มีเรทอยู่ที่ 30.34 บาท แต่อัตราการแลกเปลี่ยนในหน้าเว็บไซต์ของ Moneygram โดยตรงมีเรทที่ 28.8515 บาทต่อดอลลาร์เท่านั้น 

ทีนี้มาดูในส่วนของค่าธรรมเนียมกันบ้าง หากโอนเงินผ่านทางช่องทางของธนาคารค่าธรรมเนียมจะอยู่ที่ 1.99 ดอลล่าร์ (60.38 บาท) จะใช้ระยะเวลา 3-4 วันทำการโดยประมาณในการโอนเงิน แต่หากโอนเงินโดยใช้เดบิต/เครดิตการ์ดโอนให้โดยตรง ค่าธรรมเนียมจะอยู่ที่ 104.99 ดอลล่าร์ (3,185.9 บาท) แต่จะใช้เวลาในการทำธุรกรรมเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

ถ้าเป็นคริปโตเคอเรนซี่ล่ะ? เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2019 มีข้อมูลจาก Whale Alert ซึ่งเป็นผู้ใช้งานทวิตเตอร์ที่คอยตรวจสอบการโอนธุรกรรมจำนวนมหาศาลเผยว่า มีเหรียฐ XRP เคลื่อนย้าย XRP จาก Wallet สำหรับ OTC ของ Ripple ไปยังลูกค้าระดับสถาบันที่ได้ทำการซื้อไป เป็นการทำธุรกรรมจำนวนทั้งหมด 7 ครั้งด้วยกัน โดยจำนวนมี XRP ทั้งหมด 2,133,569,088 XRP ถูกเคลื่อนย้ายไประหว่างวอลเล็ต  ซึ่งมีมูลค่าโดยรวมกว่า 755,702,929 ดอลลาร์ หรือประมาณ 24,454,546,782 บาท  ใช้เวลาทำธุรกรรมเพียง 4 วินาทีเท่านั้น

        เรียกได้ว่าทั้งอัตราค่าธรรมเนียมและระยะเวลาในการทำธุรกรรมนั้นสามารถตบคู่ต่อสู้ทางด้านบนตกขอบเวทีได้อย่างได้อย่างขาดลอยเลยทีเดียว นอกจากนี้บล็อกเชนของเหรียญดิจิทัลที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการธุรกรรมจำนวนมหาศาล เช่น XLM หรือ Ripple blockchain ของ XRP นั้น ค่อนข้างขึ้นชื่อเรื่องความรวดเร็วเที่ยงตรงพร้อมกับค่าธรรมเนียมที่ต่ำติดดินสุดๆ อยู่แล้ว ธนาคารหลายแห่งทั่วโลกก็เริ่มเล็งเห็นถึงศักยภาพของระบบบล็อกเชนประเภท Payment เหล่านี้และเริ่มนำมาปรับใช้กับระบบธนาคารของตัวเองบ้างแล้ว

โดยเริ่มต้นมักจะเป็นการนำระบบบล็อคเชนเหล่านี้มาปรับใช้กับการโอนเงินระหว่างธนาคารในเครือสาขาต่างๆ ของตน  และเริ่มมีการพัฒนามากขึ้นเป็นการทำธุรกรรมข้ามประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ข่าวของธนาคารไทยพานิชย์ที่เพิ่งมีการประกาศการพัฒนาที่เพิ่งเกิดขึ้นไปอีกก้าว พร้อมโชว์การทดสอบโอนเงินผ่านระบบบล็อกเชนจากแอพ SCB EASY จากไทย-อังกฤษ โดยใช้เวลาเพียงแค่ 40 วินาทีเท่านั้น”

        สิ่งเหล่านี้ล้วนถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับประเทศไทยที่ทางธนาคารเล็งเห็นความสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เข้ากับระบบ ซึ่งในอนาคตหากการพัฒนาประสบความสำเร็จด้วยดีและมีการเปิดให้ผู้ใช้สามารถโอนเงินให้กันได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ย่อมเป็นผลดีต่อผู้ใช้งานทั้งสิ้น รวมถึงการเพิ่มโอกาสในการขยายตัวของธุรกิจที่ไร้พรหมแดนได้ในอนาคต ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีข่าวที่น่าสนใจอะไรเกิดขึ้นอีกในอนาคตสำหรับวงการการเงินบ้านเราหรือไม่


เกี่ยวกับนักเขียน

จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตฯ เทคโนโลยีบล็อกเชน

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน