WEALTH • STOCK - DERIVATIVES

เอเซีย พลัส แนะจัดพอร์ตปลอดภัย หุ้นไทย 7 ตัว เสริมธีมเทคฯจีน-สหรัฐ

สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) ในกลุ่มบริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASP ประเมินภาพรวมการลงทุนในช่วงไตรมาส 3 เผชิญความเสี่ยงรอบด้านทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ สำหรับหุ้นไทย ( SET ) ให้แนวรับสำคัญที่ระดับ 1,510 จุด 

ภายใต้ความเสี่ยงดังกล่าว บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนว่าจำเป็นต้อง "Selective Buy" เพื่อค้นหาหุ้นที่เป็นเป้าหมายของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์ )  ส่วนแนวรับสำคัญของดัชนี ประเมินไว้ที่ 1,510 จุด สำหรับหุ้นแนะนำมี 7 ตัว และคาดว่าเป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติ อาทิเช่น BLA, BDMS, TFG, MCS, GPSC, BJC และ CENTEL


เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3 ปี 2564 ยังเผชิญความเสี่ยงจากต่างประเทศ และความเสี่ยงจากในประเทศ 

-ปัจจัยเสี่ยงสำคัญในไตรมาส 3 

ปัจจัยต่างประเทศ : การเดินหน้าส่งสัญญาณลดระดับการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม เพราะหากเฟดเริ่มส่งสัญญาณปรับลดวงเงินการเข้าซื้อพันธบัตร (QE Tapering) ตลาดคาดหมายว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลาย ส.ค.64 หากเกิดขึ้น จะสร้างแรงกดดันต่อตลาด และผลักให้กระแสเงินทุน (ฟันด์โฟลว์) ไหลออกได้ในบางจังหวะ

ความเสี่ยงในประเทศ : จีดีพีไตรมาส 2-3 เสี่ยงติดลบ จากการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ สายพันธุ์เดลตา (Delta) ที่แพร่ระบาดได้รวดเร็ว กดดันรัฐบาลกลับมาดำเนินมาตรการควบคุมโรคอีกครั้งระยะเวลา 1 เดือน (ปลาย มิ.ย – ปลาย ก.ค.64) เช่น ปิดสถานที่เสี่ยง (ร้านอาหาร, สถานบันเทิง) เป็นประเด็นที่ต้องติดตามว่าจะยืดเยื้อยาวนานเพียงใด 

บล.เอเซีย พลัส คาดว่าจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2- 3 ของปี 2564  ชะลอตัวลงในและมีโอกาสติดลบทั้ง % qoq และ % yoy ก่อนที่จะฟื้น 4Q64 แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า GDP ทั้งปี 2564 คงคาดที่ 1.7 % น่าจะไม่ชะลอไปมากเท่าปี 2563 เนื่องจากในปีนี้ภาคส่งออกมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจน เห็นได้จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  คาดการณ์ทั้งปี 2564 การส่งออกจะขยายตัวที่ 17% รวมถึงการเร่งกระจายวัคซีนของรัฐบาลในช่วงไตรมาส 3 น่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น 


-กำไรบจ. คาดผ่านจุดพีคแล้วในไตรมาส 1/64 

บล.เอเซีย พลัส มีมุมมองต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ว่า น่าจะผ่านจุดสูงสุด (Peak) มาแล้วในงวดไตรมาส 1/64 โดยช่วง 9 เดือนที่เหลือของปี คาดว่าบจ.จะมีกำไรสุทธิรวม 5.45 แสนล้านบาท เติบโต 11.7% ซึ่งน้อยกว่าไตรมาสแรกที่เติบโต 135 % 

นอกจากนี้ มาตรการควบคุม COVID-19  ที่ปัจจุบันดำเนินมาเป็นเวลาถึง 3 เดือนครึ่ง จาก 9 เดือนที่เหลือของปี ทั้งมาตรการแบ่งโซนสี และมาตรการคุมเข้ม 10 จังหวัด น่าจะกดดัน กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาด ที่ปัจจุบัน Consensus คาดไว้ที่ระดับ 83 บาท/หุ้น ให้มีโอกาสการปรับประมาณการลง หากความเสี่ยงต่างๆ ยืดเยื้อนานขึ้น ส่วน ASPS ประเมิน EPS ไว้ที่ 71.2 บาท/หุ้น นับว่าค่อนข้างต่ำกว่าตลาดพอสมควร

ขณะที่ ฟันด์โฟลว์จากต่างชาติ เทอดศักดิ์ กล่าวว่า คาดหวังได้ยากขึ้น จากสถานการณ์ COVID-19 ในปัจจุบัน บวกกับความกังวลเรื่องการถอนคิวอีของเฟดที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่จะเข้ามาปกคลุมตลาดหุ้นอยู่เป็นระยะ 

อีกทั้งค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่า กดดันให้ต่างชาติมีโอกาสเผชิญการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุน ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยต้องหวังพึ่งเม็ดเงินลงทุนจากในประเทศเป็นหลัก เห็นได้จากเม็ดเงินใหม่จากการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยช่วงเดือน ม.ค. - พ.ค.64 มียอดเปิดบัญชีสูงถึง 1.03 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 231% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน


-แนะกระจายความเสี่ยงลงทุนหุ้นจีน-สหรัฐฯ

สำหรับกลยุทธ์ การจัดพอร์ตไตรมาส 3 นั้น ภาดร สุขสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การลงทุนและผลิตภัณฑ์ บล.เอเซีย พลัส แนะนำธีมจัดพอร์ตการลงทุนไตรมาส 3/64 ยังคงแนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังประเทศที่เห็นสัญญาณชัดเจน อย่างสหรัฐฯ และจีน เพื่อสร้างทางเลือกการลงทุนในกลุ่มประเทศที่มีแนวโน้มฟื้นตัวได้เร็ว 

"แนะนำให้กระจายความเสี่ยงบางส่วนออกจากหุ้นไทย ที่ยังคงเผชิญกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 รอบใหม่ และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในระยะข้างหน้านี้" 



-มองบวกหุ้นเทคฯ เชียร์ "Tencent -Alibaba"

นอกจากนี้ บล.เอเซีย พลัส ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และจีน ที่หุ้นเติบโตดีของฝั่งสหรัฐฯ ได้ปรับตัวลดลงตั้งแต่กลางเดือน ก.พ. 64 ที่ผ่านมา เนื่องมาจากความกังวลเรื่องอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เร่งตัวขึ้นสะท้อนเศรษฐกิจฟื้นตัวจากการกระจายวัคซีนและการเปิดเมืองแต่เริ่มเห็นการเปลี่ยนกลุ่มจากหุ้นคุณค่าไปยังหุ้นเติบโตดี ตั้งแต่เดือน พ.ค.2564 

โดยดัชนี Nasdaq ที่ประกอบด้วยหุ้นเทคโนโลยี ปรับตัวฟื้นขึ้น 6% ตั้งแต่เดือนต้นเดือน มิ.ย. ขณะที่ดัชนี Dow Jones ที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยหุ้นคุณค่า ทรงตัวในแดนลบราว 1% เพราะตลาดคลายความกังวลเรื่องการเร่งตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร เงินเฟ้อ และนโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ

การฟื้นตัวของราคาหุ้นกลุ่มเติบโตดีกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะบริษัทที่เติบโตกับเมกาเทรนด์ และฟื้นตัวไปกับเศรษฐกิจหลังวิกฤติ COVID-19 อย่างโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ Google, Facebook, Twitter, Pinterest เห็นได้จากค่าใช้จ่ายโฆษณาออนไลน์ ปี 2563 อยู่ที่ 378.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปี 2562 แต่เริ่มฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา 

ส่วนแพลตฟอร์มครบวงจรของจีน WeChat, Taobao, Lazada และ Meituan Dianping ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมหาศาล และการเข้ามาทุ่มเม็ดเงินทำการตลาดในแพลตฟอร์มเหล่านี้ของบริษัทระดับโลก อย่าง Coca-Cola, Nestle, P&G, Estee Lauder เป็นต้น ทำให้เห็นการฟื้นตัวของโฆษณาออนไลน์และการเติบโตที่ดีในระยะยาว ดังนั้น Tencent และ Alibaba จึงเป็นหุ้นกลุ่มเทคจากฝั่งจีนที่น่าสนใจ