WEALTH • PERSONAL FINANCE

G7 Historic Agreement การเก็บภาษีบริษัทข้ามชาติของกลุ่ม G7 ใครได้? ใครเสีย?

โดย : วยุลดา เหมบัณฑิต Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์

 


“These seismic tax reforms are something the UK has been pushing for and a huge prize for the British taxpayer - creating a fairer tax system fit for the 21st century. This is a truly historic agreement and I’m proud the G7 has shown collective leadership at this crucial time in our global economic recovery.”
 
Rishi Sunak, UK Chancellor of the Exchequer (5 มิถุนายน 2021)

 

 

ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์นี้มีรายละเอียดอย่างไร

 

Group of Seven หรือ G7 คือ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1975 อันได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี แคนาดา อิตาลี และ ญี่ปุ่น ร่วมกับกลุ่มสหภาพยุโรป โดยกลุ่มประเทศเหล่านี้ถือเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย โครงการ หรือข้อตกลงใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการประชุมของกลุ่ม G7 ล้วนส่งผลกระทบต่อทั้งประเทศที่เป็นสมาชิก และไม่ได้เป็นสมาชิก กลุ่ม G7 มีการจัดการประชุมขึ้นเป็นประจำทุกๆ ปี เพื่อจัดการปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มีความสำคัญต่อประเทศสมาชิก และปัญหาระหว่างประเทศอื่นๆ โดยเน้นไปที่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจมหภาค

 

จากการประชุมที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2021 กลุ่ม G7 ได้ตกลงที่จะสนับสนุนข้อตกลงระหว่างประเทศครั้งประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการปฏิรูประบบภาษีทั่วโลกหลังจากมีการหารือกันมานานหลายปี เนื่องจากทุกวันนี้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น Google, Facebook และ Amazon มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว การปฏิรูปภาษีจึงมีความจำเป็น เพราะจะทำให้เหล่าบริษัทต่างชาติยักษ์ใหญ่ต้องจ่ายส่วนแบ่งภาษีที่ยุติธรรมแก่ประเทศที่พวกเขาเหล่านั้นเลือกไปทำธุรกิจ ไม่ใช่เพียงแค่จ่ายภาษีแก่ประเทศที่จัดตั้งสำนักงานใหญ่หรือสาขาอยู่ โดยการเรียกเก็บภาษีจะแบ่งเป็น 2 ส่วน  ได้แก่

 

         เรียกเก็บภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำ (Global Minimum Corporation Tax) 15% จากบริษัทข้ามชาติที่มีอัตรากำไรอย่างน้อย 10%

       

         เรียกเก็บภาษีอย่างน้อย 20% จากอัตราผลกำไรในส่วนที่สูงเกิน 10% 


ภาษีทั้ง 2 ส่วนดังกล่าวจะถูกนำมาเรียกเก็บแทนภาษีบริการดิจิทัล (Digital Service Taxes) ซึ่งเก็บจากเหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ในอัตราที่ต่ำ อีกทั้งระบบนี้ไม่มีการกำหนดอัตราภาษีขั้นต่ำ ทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างประเทศในการลดภาษีลง ดังนั้น การเปลี่ยนระบบการจัดเก็บภาษีนี้จะทำให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีของระบบเศรษฐกิจโลกในยุคโลกาภิวัตน์และดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น และช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการแข่งขันเรื่องการตัดอัตราภาษีกันระหว่างประเทศ สร้างความเป็นธรรมสำหรับธุรกิจ ปราบปรามการเลี่ยงภาษี และส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันระหว่างประเทศในแง่บวก 



 

ฝ่ายเสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีใครบ้าง


แน่นอนว่าผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากข้อตกลงครั้งนี้คือ เหล่าบริษัทข้ามชาติที่มีอัตรากำไรอย่างน้อย 10% ซึ่งบริษัทข้ามชาติที่ได้รับการกล่าวถึงส่วนใหญ่เป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Alphabet Inc. ที่เป็นเจ้าของ Google Youtube และ Android หรือบริษัทที่มีชื่อเสียงด้านฮาร์ดแวร์ (Hardware) อย่าง Apple Inc. บริษัทที่มีชื่อเสียงด้านซอฟต์แวร์ (Software) อย่าง Microsoft เจ้าของเว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาอย่าง Amazon.com Inc. และผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่อย่าง Facebook ทุกบริษัทที่กล่าวมานี้ล้วนทำรายได้จากผลิตภัณฑ์และบริการของตนเป็นจำนวนมหาศาล

 

 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาที่ยิ่งผลักดันให้โลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลมากขึ้นเนื่องจากความจำเป็นในการเว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อลดการระบาดของเชื้อไวรัส และต้องพึ่งพาการใช้เทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น ในช่วงแรกของการระบาดมูลค่าของเหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ลดลงเล็กน้อย แต่หลังจากนั้น 4 เดือนมูลค่าก็ปรับตัวสูงขึ้น 


หากพิจารณาในรูปที่ 2 จะเห็นว่ามูลค่าตลาดของบริษัทจากปี 2019 ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 53% ในปี 2020 และมีความเป็นไปได้ว่าเหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่จะมีรายได้และกำไรเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม บริษัทเหล่านี้ก็ออกมาให้การสนับสนุนกับการปฏิรูประบบภาษีในครั้งนี้ เพื่อแสดงจุดยืนว่าสนับสนุนให้ระบบภาษีโลกให้เป็นธรรมมากขึ้น

 

อีกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบหากข้อตกลงด้านภาษีครั้งนี้ถูกนำมาปรับใช้คือกลุ่มประเทศ Tax Haven หรือดินแดนแห่งการเลี่ยงภาษี คำจำกัดความนี้หมายถึงเหล่าประเทศที่มีระบบกฎหมายภาษีพิเศษที่เอื้อต่อการโยกย้าย หรือกักเก็บเงินทุนของกลุ่มทุนต่างชาติ เพื่อประโยชน์ในการหลีกเลี่ยงภาษีระหว่างประเทศ หรือเป็นประเทศที่ไม่เรียกเก็บภาษีนิติบุคคล หรือเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำมาก โดยประเทศเหล่านี้จะได้รับประโยชน์จากระบบอัตราภาษีเช่นนี้ผ่านการจ้างงานในประเทศ เช่น บริการทางบัญชีและกฎหมาย และค่าธรรมเนียมในการตั้งบริษัทจากนักลงทุนแทน 


ในระยะต่อไป หากข้อตกลงด้านภาษีนี้ถูกนำมาปรับใช้ในทุกประเทศทั่วโลกตามที่ G7 คาดหวังไว้ เหล่าประเทศ Tax Heaven จะสูญเสียประโยชน์ในส่วนนี้ เนื่องจากแต่ละประเทศจะถูกกดดันให้เลือกใช้อัตราภาษีตามข้อตกลง ทำให้ไม่เกิดความแตกต่างด้านอัตราภาษี ซึ่งจะทำให้เหล่านักลงทุนอาจเลือกลงทุนตามทรัพยากร แรงงาน หรือปัจจัยอื่นๆ ในแต่ละประเทศแทน 

นอกจากนี้ ประเทศขนาดเล็กก็ยังอาจเลือกที่จะใช้มาตรการภาษีในระดับต่ำเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศ เข้ามา ซึ่งการปรับขึ้นภาษีนั้น ถึงแม้จะทำให้ได้รายได้ภาษีเพิ่มขึ้น แต่ก็อาจไม่สามารถทดแทนรายได้ที่เสียไปจากการเข้ามาลงทุนที่ลดลงของบริษัทต่างชาติได้ ดังนั้น การนำระบบภาษีตามข้อตกลงนี้มาปรับใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกจึงเป็นไปได้ยาก อย่างที่รัฐมนตรีกระทรวงการคลังไอร์แลนด์ได้กล่าวว่า ประเทศขนาดเล็กควรเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำได้ เนื่องจากไม่ได้มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ใหญ่พอ และยังต้องการการลงทุนจากต่างประเทศเป็นรายได้หลัก

 

 

ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงระบบจัดเก็บภาษีครั้งนี้

 

การเปลี่ยนแปลงระบบภาษี จะทำให้ตลาดมีการแข่งขันที่สมบูรณ์มากขึ้น เนื่องจากจะสามารถลดการแข่งขันเรื่องการตัดอัตราภาษีระหว่างประเทศ สร้างความเป็นธรรมสำหรับธุรกิจ ปราบปรามการเลี่ยงภาษี และทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่จ่ายภาษีสูงขึ้นตามอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้น การเลือกเก็บภาษีโดยยึดหลักผลประโยชน์ที่ได้รับ ในที่นี้คือบริษัทที่มีกำไรสูงกว่าจะต้องจ่ายภาษีสูงกว่าบริษัทที่มีกำไรต่ำกว่า ทาง G7 เชื่อว่าการเปลี่ยนระบบเช่นนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในด้านการเติบโตของบริษัทข้ามชาติได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำที่ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเนื่องมาจากกำไรที่เพิ่มขึ้นในช่วงการระบาดของไวรัสโคโรน่า เพราะผู้คนมีความจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากเหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่เพิ่มสูงขึ้น


การเปลี่ยนแปลงระบบภาษียังส่งผลดีต่อประเทศที่ถูกใช้ในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากประเทศเหล่านั้นจะได้รับรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นจากบริษัทข้ามชาติแทนที่รายได้ภาษีจะไปตกในประเทศที่ตั้งสำนักงานใหญ่และสาขาเท่านั้น การจ่ายภาษีให้ประเทศที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจถือเป็นการชดเชยทรัพยากรของประเทศที่ถูกใช้ไปจากการเข้ามาดำเนินธุรกิจ ประเทศที่เรียกเก็บภาษีจึงสามารถนำรายได้ภาษีไปจัดสรรเป็นสวัสดิการในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศได้ 


ดังเช่นที่ถูกกล่าวถึงในที่ประชุมว่า การเปลี่ยนระบบเช่นนี้ จะทำให้สหราชอาณาจักรมีรายได้ทางด้านภาษีเพิ่มขึ้นจากบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ และสามารถช่วยจ่ายสวัสดิการของประเทศได้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่คาดว่าจะสามารถลดความเหลื่อมล้ำ และกระจายรายได้จากประเทศเจ้าของบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ได้มากขึ้น

 



หากประเทศไทยปรับใช้ระบบภาษีตามกลุ่ม G7 จะเป็นอย่างไร


ประเทศไทยมีนโยบายสนับสนุนและดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศ โดยจะให้สิทธิประโยชน์ตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนหากมาลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษ ซึ่งสิทธิประโยชน์หลักจะเป็นสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่มีทั้งยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล และยังมีการให้สิทธิพิเศษด้านภาษีจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (The Board of Investment of Thailand : BOI)


เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยใช้นโยบายภาษีในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ หากทำการปรับระบบภาษี จะทำให้ประเทศไทยสูญเสียข้อดึงดูดนักลงทุนด้านนี้ไป อย่างไรก็ดี คาดว่าในระยะสั้นผลกระทบต่อไทยอาจยังมีไม่มากเนื่องจากข้อตกลงปัจจุบันครอบคลุมเพียงบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ในขณะที่ทางไทยเน้นสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing) เช่น อุตสาหกรรมการเกษตร เหมืองแร่ และการบริการ ซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบมากนักหากประเทศไทยทำการปรับระบบภาษีตามกลุ่ม G7 แต่ในระยะยาวหากประเทศไทยต้องการดึงดูดกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี ไทยก็ควรเตรียมมาตรการเพื่อดึงดูดการลงทุนนอกเหนือจากการใช้นโยบายภาษี