WEALTH • PERSONAL FINANCE

เศรษฐกิจ-การลงทุน เมื่อเริ่มมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

จากภาพเศรษฐกิจที่ค่อยๆ ดีขึ้น บวกกับดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง การจัดพอร์ตลงทุนนั้น ตราสารหนี้อาจเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับพอร์ต แต่ไม่ได้ช่วยเสริมในด้านผลตอบแทนเท่าใดนัก ดังนั้นการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น น่าจะเป็นสินทรัพย์หลักในการสร้างผลตอบแทน นักลงทุนจึงอาจต้องพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการลงทุนหุ้นในพอร์ตการลงทุน ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่ยังคงยอมรับได้ โดยในภาพระยะยาวยังคงมองการเติบโตในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หรือหุ้นจีน เป็นหลัก

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ในปีนี้ผลักดันให้ทั่วโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยที่รวดเร็วและรุนแรง มาตรการ Lockdown ที่หลายๆ ประเทศนำมาใช้สร้างบาดแผลขนาดใหญ่ให้เกิดขึ้น กิจกรรมเศรษฐกิจที่หยุดชะงักไปกระทบต่อผู้คนจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นับว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นนี้เป็นบททดสอบที่สำคัญให้กับทั้งระดับประเทศและระดับบุคคล อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้น่าจะติดลบกันเป็นการทั่วไป แต่แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เริ่มส่องให้เห็นจากข่าวการพัฒนาวัคซีนต้านโควิดที่สำเร็จ ทำให้ทิศทางการลงทุนในหลายตลาด โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น

อีกทั้งเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาก็ไม่ได้แย่อย่างที่หลายคนเป็นกังวล ตัวเลข GDP ไทยในไตรมาส 3 หดตัวเพียง -6.4% เท่านั้น ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองกันระดับ -8% กว่าๆ โดยเศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการบริโภคที่ดีกว่าที่คาด และการใช้จ่าย-การลงทุนภาครัฐที่เร่งตัวต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 2 นำมาสู่การปรับประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่ส่วนใหญ่มองว่าเศรษฐกิจไทยจะหดตัวประมาณ -7% ถึง -8% ในปีนี้ เหลือระดับ -6% กว่า ส่วนใหญ่ปีหน้า หลายฝ่ายยังมองในระดับประมาณ 3.5-4.5%

สำหรับปัจจัยความไม่แน่นอนหลักของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้าน่าจะเป็นเรื่องการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว เรารู้ว่าเดิมก่อน COVID-19 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาไทยประมาณ 40 ล้านคนต่อปี แต่ปัจจุบันเหลือประมาณศูนย์


แล้วปีหน้าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากน้อยเพียงใด? และเราจะใช้เวลานานเพียงใดกว่าจะกลับมาสู่ภาวะปกติ? คงเป็นคำถามหลักในใจหลายคน แม้ว่าข่าวดีในการพัฒนาวัคซีนสำเร็จได้เกิดขึ้นแล้ว แต่เรามองว่าขั้นตอนในการอนุมัติรับรอง ขั้นตอนการผลิต และการให้วัคซีนแก่ประชาชน ยังอาจจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง

อีกทั้ง อย่าลืมว่า การที่คนออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศ เท่ากับเม็ดเงินที่รั่วไหลออกนอกประเทศ ในขณะที่หลายประเทศยังพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศอยู่ ก็อย่างแปลกใจว่าประเทศต่างๆ จะพยายามกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศด้วย โดยเฉพาะนโยบายที่ต้องระวังคือ จีนเที่ยวจีนทำให้เรามองว่าการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในปีหน้าจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่หากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวกลับมาได้เร็วก็น่าจะเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทย

แม้ว่าภาคการท่องเที่ยว (รวมถึงโรงแรม, ร้านอาหาร, การเดินทาง หรือสันทนาการต่างๆ) ยังคงย่ำแย่ แต่ภาคการผลิตอื่นๆ เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น หรือบางอุตสาหกรรมการปรับตัวดีขึ้นกว่าก่อนการแพร่ระบาดของโควิดเสียด้วยซ้ำ ในด้านอุตสาหกรรมการผลิตมีสัญญาณที่ดีขึ้นจากการส่งออกที่ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น หรืออย่างภาคการก่อสร้างก็ปรับตัวดีขึ้นชัดเจนจากเม็ดเงินลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ที่เข้าสู่เศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ภาคการเกษตรก็มีผลผลิตที่ดีขึ้นกว่าปีก่อนจากสภาวะอาการที่เริ่มมีฝนตกลงมามากขึ้นในช่วงฤดูฝนปีนี้ อีกทั้งราคาสินค้าทางการเกษตรก็ปรับดีขึ้นในหลายรายการ ส่งผลดีต่อรายได้ของผู้ที่ทำงานในภาคการเกษตรนี้ ซึ่งนับว่าเป็นโชคที่ดีเพราะแรงงานที่ย้ายออกจากภาคการท่องเที่ยวได้มุ่งสู่ภาคการเกษตรไม่น้อยเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ภาคการเกษตรยังน่าจะเผชิญความท้าทายต่อเนื่องในช่วงต้นปีหน้า เนื่องจากฝนที่ตกลงมาในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เติมน้ำในเขื่อนให้เพิ่มขึ้นมากนัก หรือเพียงพอที่จะทำการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง ภาคการเกษตรในช่วงต้นปีจึงอาจจะแย่ใกล้เคียงกันปีก่อนในช่วงต้นปี ก่อนจะดีในช่วงครึ่งหลังของปีเมื่อเศรษฐกิจในปีหน้ายังคงมีบางเครื่องยนต์ที่ยังคง เย็นอยู่

ดังนั้น มาตรการช่วยเหลือจึงยังคงมีความจำเป็นในการช่วยผลกัดันให้เศรษฐกิจภาพรวมยังเดินหน้าต่อไปได้ การใช้จ่ายภาครัฐที่เป็น พระเอกในปีนี้ ยังน่าจะอยู่ในระดับที่สูงต่อเนื่อง

ในด้านเม็ดเงินลงทุนถือว่ายังคงเหลืออยู่พอประมาณ การเบิกจ่ายตาม พ.ร.บ.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ยังทำได้ค่อนข้างต่ำเพียง 3 แสนกว่าล้านบาทเท่านั้น นั่นหมายความว่ายังมีวงเงินเหลือเพียงพอให้ดำเนินมาตรการอื่นๆ เช่น การเติมเงินให้กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อเนื่อง, มาตรการคนละครึ่งเฟส 2 , มาตรการเที่ยวด้วยกันเฟส 2หรือ มาตรการช้อปดีมีคืนเฟส 2 ในช่วงปลายปีหน้าหากยังมีความจำเป็น ซึ่งน่าจะพอเป็นแรงส่งให้กับเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้บ้างในปีหน้า

แต่จากที่บางภาคส่วนของเศรษฐกิจเริ่มกลับมาดีแล้ว จึงอาจจะไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือภาคส่วนเหล่านี้มากนัก แต่มาตรการอาจจะต้องมุ่งเน้นไปยังภาคที่ได้รับกระทบรุนแรงจากวิกฤติโควิดในรอบนี้ ทั้งภาคการท่องเที่ยวและภาคแรงงานที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่นโยบายการเงินที่มีผลกระทบในวงกว้าง อาจจะนั่งใจเย็นเป็น กองหลังไว้ก่อนได้ ดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ก็ถือว่าต่ำเป็นประวัติศาสตร์ และน่าจะต่ำเพียงพอในการดูแลเศรษฐกิจ แต่หน้าที่สำคัญคือการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ แม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้น แต่งบดุลของหลายธุรกิจยังคงอ่อนแอ และมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย

อีกทั้ง การแข็งค่าของค่าเงินบาทที่เกิดขึ้นก็เป็นโจทย์ใหญ่ เรายังคงมองเห็นถึงแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง จากกระแสเม็ดเงินไหลเข้า-ออกที่ไม่สมดุล ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว และหากภาคการท่องเที่ยวดีขึ้นก็จะมีเม็ดเงินไหลเข้าเพิ่มขึ้น สร้างแรงกดดันให้บาทแข็งขึ้นไปอีก การเข้าแทรกแซงอาจช่วยลดแรงกดดันได้ในระยะสั้นๆ แต่ก็ไม่ได้ปัญหาระยะยาวเท่าใดนัก

ดังนั้น ด้วยภาพเศรษฐกิจที่ค่อยๆ ดีขึ้นนี้ บวกกับดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ทำให้เรามองว่าในการจัดพอร์ตการลงทุนนั้น ตราสารหนี้อาจเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับพอร์ต แต่ไม่ได้ช่วยเสริมในด้านของผลตอบแทนเท่าใดนัก การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ เช่น หุ้น น่าจะเป็นสินทรัพย์หลักในการสร้างผลตอบแทน นักลงทุนจึงอาจต้องพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการลงทุนหุ้นในพอร์ตการลงทุน ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่ยังคงยอมรับได้ โดยในภาพระยะยาวเรายังคงมองการเติบโตในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หรือหุ้นจีน เป็นหลักครับ

 

 โดย ดร.สมชัย อมรธรรม

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและลูกค้าสัมพันธ์ บลจ.กรุงไทย

 

Related keywords:

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง