WEALTH • STOCK - DERIVATIVES

ลงทุนหุ้นไทย-เทศ ธีมผ่านพ้นอุปสรรค เปิดรับ New Normal

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2564 เติบโต 5.5% แต่สำนักอื่นๆ ประเมินกันว่าจะเติบโตสูงกว่า ปัจจัยสนับสนุนจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ของรัฐบาลโจ ไบเดน ที่ถือว่าเป็นการผ่านงบประมาณออกมามากกว่าที่คาด ภาพรวมปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจยุโรป -7.2% เพราะมีการล็อกดาวน์เกือบทั้งปี ขณะที่เศรษฐกิจจีนเติบโต 2.3% ภาพรวมการฟื้นตัวเป็นไปได้ดี

 

เงินเฟ้อ ไม่น่ากังวล

สำหรับเศรษฐกิจไทยอาจจะเติบโตได้ไม่มาก โดยคาดว่าจะขยายตัว 3.3% จากปีก่อน เนื่องจากเศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวในสัดส่วนที่สูง โดยการเติบโตทั้งหมดเกิดจากฐานปีที่ผ่านมาที่ต่ำเนื่องจากปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทย หดตัว -6.1%

ส่วนเงินเฟ้อยังไม่ใช่ประเด็นที่น่ากลัว เพราะปีนี้มีเรื่องการอุดหนุนค่าไฟด้วย คาดว่าเงินเฟ้อทั้งปีน่าจะไม่เกิน 1% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยคงไม่ปรับขึ้น สำหรับเงินบาท คาดการณ์ว่าสิ้นปี 2564 นี้จะอยู่ในช่วง 29.5-31.0 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ

ประเด็นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) ปรับขึ้น ในมุมมองของเรา มองว่าบอนด์ยีลด์ ที่ระดับ 2-3% ถือเป็นระดับปกติที่เป็นไปได้ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ 0% ส่วนอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี จาก 0.7-0.8% ปรับขึ้นไปเป็น 1.5-1.6% ถือเป็นกระบวนการปกติ

อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ถ้าปรับขึ้นไปเป็น 2.5-2.6% ก็ไม่ได้ดูน่ากลัว เพราะเฟดบอกตั้งแต่ปีก่อนแล้วว่า ถ้าเงินเฟ้อจะเกินเป้าหมาย 2-3% ก็รับได้ สะท้อนว่าเฟดมีความต้องการให้เงินเฟ้อทะลุเป้าหมายอยู่แล้วเพราะไม่เห็นเงินเฟ้อมานานแล้ว

โดยรวมอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลายสำนักก็มองตรงกันว่า ปีหน้าจะยังไม่ปรับขึ้น ขณะที่บอนด์ยีลด์ ปรับขึ้นมาถือว่าเป็นการกลับไปสู่ระดับปกติเดิม

 

บอนด์ยีลด์พุ่ง อาจทำเงินไหลออกจากตลาดหุ้น

อย่างไรก็ตามหากบอนด์ยีลด์ปรับขึ้น 2-3% จะทำให้เงินไหลออกจากตลาดหุ้นก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เพราะว่ามีทางเลือกในการซื้อตราสารหนี้ ขณะที่ความตกใจย่อมมีอยู่แล้ว ก็อาจจะดึงเงินกลับจากที่เคยลงทุนในหุ้นบ้างเป็นปกติทั้งนี้ถ้าถามว่า มีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ที่บอนด์ยีลด์ จะปรับขึ้นไป 2-3% ปลายปีนี้ ก็ตอบว่า มีโอกาสแต่สำหรับกองทุนบัวหลวงเราไม่ได้มองว่าจะปรับขึ้นไปถึงระดับนั้น ซึ่งการที่ บอนด์ยีลด์ ปรับขึ้นไปอาจทำให้ตลาดผันผวน แต่ก็เป็นโอกาสสำหรับบางคน เมื่อหุ้นลงมาก็ซื้อ

หากบอนด์ยีลด์ ปรับขึ้นไปอยู่ที่ 2% ปลายปีนี้ สินทรัพย์แต่ละประเภทจะเป็นอย่างไร ต้องย้อนไปในปี2013 ที่เบอร์นันเก้ เป็นประธานเฟดออกมาบอกว่าจะซื้อสินทรัพย์น้อยลง ไม่ซื้อมากเหมือนเดิม ผลปรากฏว่าตอนนั้นหุ้นปรับตัวลงไม่เกิน 5% แทบไม่มีผลให้หุ้นปรับตัวลงเลย โดยรวมแล้วคือ การปรับฐาน

ดังนั้นมองว่าในรอบนี้ถ้าบอนด์ยีลด์ไปอยู่ที่ 2% มีผลกระทบต่อหุ้นหรือไม่ ตอบยาก แต่มองว่า ไม่น่าจะทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงแรง อาจเป็นเพียงการปรับฐาน โดยมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำในตลาด หากหุ้นสหรัฐฯ ไม่ได้ปรับลงมากจากบอนด์ยีลด์ที่ปรับขึ้นมา หุ้นไทยก็คงไม่ปรับลงมากเช่นกัน ซึ่งความหมายของการปรับฐานนั้น ก็คือ การปรับตัวลงที่ไม่เกิน 10%

ปัจจุบันมีการกล่าวถึงประเด็นอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยกันมาก แต่จากประวัติศาสตร์อัตราดอกเบี้ยขึ้น หุ้นก็ปรับขึ้นได้ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อแม้จะเป็นเรื่องที่กังวลกัน แต่เราไม่เห็นมานานแล้ว หลักๆ เหตุผลมาจากสังคมสูงวัย ทำให้คนใช้จ่ายน้อยลง อี-คอมเมิร์ซเข้ามาทำให้ราคาสินค้าไม่ปรับขึ้นเทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านราคาได้

ประเมินจากสัญญาณของเฟดแล้ว Tapering หรือการลดซื้อสินทรัพย์ น่าจะเกิดขึ้นก่อนเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดย Tapering เป็นการชะลอการซื้อสินทรัพย์จากปัจจุบันที่เข้าซื้อทุกเดือน สิ่งนี้เป็นไปได้แต่ต้องรอให้เศรษฐกิจที่แท้จริงดีก่อน ซึ่งก็ต้องรอดูอัตราการจ้างงานให้อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจก่อน ส่วนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย น่าจะอีกนาน เพราะการขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุนการเงินสูงขึ้น

 

มุมมองการลงทุนหุ้นไทย

สำหรับมุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ประเด็นเรื่องอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล โดยหุ้นกลุ่มที่เราให้ความสนใจลงทุน เป็นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากการกลับมาเปิดประเทศ เช่น กลุ่มโภคภัณฑ์อย่าง ปิโตรเคมี พลังงาน รวมไปถึงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวมาก กลุ่มนี้เมื่อกลับมาเปิดประเทศจะได้ประโยชน์

การลงทุนในหุ้นไทย เราจะใช้วิธีการมองแบบ Top down คือ ดูจากภาพรวมเศรษฐกิจ ลงมาที่อุตสาหกรรมแล้วลงมาดูรายตัวอีกครั้ง สำหรับดัชนีหุ้นไทยปีนี้ปรับขึ้นมากว่า 10% แล้วนับจากต้นปี ซึ่งหลังจากนี้ก็ยังมีมุมมองบวก คาดว่า ดัชนีสิ้นปีนี้ก็น่าจะยังเป็นบวกจากจุดนี้ได้ ส่วนปัจจัยที่นักลงทุนต้องระวัง คือ ถ้าอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อปรับขึ้นมากกว่าที่คาดไว้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเพราะถือเป็นความเสี่ยง

 

ธีมลงทุน ผ่านพ้นอุปสรรค เปิดรับ New Normal”

หุ้นที่เราชอบคือ กลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากการกลับมาเปิดประเทศ ซึ่งมองว่าเมื่อมีการฉีดวัคซีนจนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่เมื่อไร การกลับมาเปิดประเทศก็ทำได้ และเป็นไปได้ที่จะเกิดในช่วงต้นปีหน้านอกจากนี้หุ้นที่มี ESG เป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญทุกปี รวมถึงสนใจหุ้นกลุ่มที่มีแพลตฟอร์ม เพราะบริษัทที่มีแพลตฟอร์มเป็นกลุ่มที่มีความได้เปรียบ โดยบริษัทเหล่านี้ได้ประโยชน์มากในช่วงที่มีโควิด สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการมีแพลตฟอร์มทำให้ธุรกิจเติบโตแข็งแรงได้

การลงทุนตามธีม ผ่านพ้นอุปสรรคก็ต้องดูหุ้นที่ผ่านพ้นอุปสรรคจากโควิดและ Digital Disruptionได้ บริษัทไหนที่มีอุปสรรคจากเรื่องเหล่านี้น้อย คนยังจำเป็นต้องใช้อยู่ แม้จะมีสิ่งอื่นมาทดแทนก็ยังใช้ เช่นร้านสะดวกซื้อข้างบ้านก็ยังอยู่ได้ มีคนเดินใช้บริการอยู่ ส่วน เปิดรับ New Normal” ก็ต้องดูว่าเขาปรับตัวหรือไม่ ถ้าไม่ได้เข้าไปสู่ตลาดออนไลน์เลย ก็ถือว่าไม่เตรียมความพร้อม เราต้องดูบริษัทที่เตรียมความพร้อม ปรับตัวเข้ากับดิจิทัล

 

หุ้นเทคโนโลยี ยังลงทุนได้หรือไม่

หุ้นเทคโนโลยีแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ราคาไม่ได้แพงมาก โดยรวมแล้วบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ราคาไม่แพง เติบโตได้ดีเพียงแต่อาจจะมีปัญหากับหน่วยงานกำกับต่างๆ ที่กำลังเผชิญอยู่บ้าง

ส่วนหุ้นเทคโนโลยีอีกกลุ่มคือ ผลประกอบการยังไม่มีกำไร เป็นการซื้ออนาคต กลุ่มนี้ต้องอาศัยความเชื่อมั่นในการลงทุน ต้องมีมุมมองว่าบริษัทจะสามารถส่งมอบสินค้าได้ตามเป้าหมายในระยะเวลาที่มองไว้ ซึ่งนักลงทุนที่ซื้อหุ้นประเภทนี้จะต้องจับตาดูอย่างดี ผู้จัดการกองทุนต้องพิจารณาว่าสามารถทำเรื่องต่างๆ ได้จริงหรือไม่ เป็นไปอย่างที่คาดหรือไม่ และต้องดูว่าแพงเกินไปหรือไม่ และพฤติกรรมผู้บริโภคตอบรับกับสิ่งที่ออกมาแค่ไหน กลุ่มนี้เป็นการซื้ออนาคต จึงมีความไม่แน่นอนมาก สำหรับกลุ่มเฮลธ์แคร์ก็ยังไปได้ เพราะสังคมสูงวัยเป็นธีมใหญ่ที่มาแน่นอน จึงยังน่าสนใจลงทุน


โดย สันติ ธนะนิรันดร์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน (CIO) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด



Related keywords:

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง