WEALTH • STOCK - DERIVATIVES

ทำความรู้จักหุ้น Growth & หุ้น Value เมื่อผู้จัดการกองทุนทั่วโลก ชอบทั้ง 2 แบบ

Bank of America Merrill lynch เปิดเผยผลสำรวจผู้จัดการกองทุนทั่วโลกประจำเดือนกันยายน 2564 การเติบโตเศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอ ดอกเบี้ยจะยังทรงตัวระดับต่ำต่อไปอีกยาวนานแต่ยังคงสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงในระดับสูง นักลงทุนลงทุนแบบ Barbell หรือกระจายการลงทุนระหว่างหุ้นกลุ่ม Growth กับหุ้นกลุ่ม Value ด้านนโยบายการเงิน QE Tapering รับรู้ไปมากพอสมควรและคาดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกอาจเริ่มต้นปี 2023 จากเดิมคาดปลายปี 2022 ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ เงินเฟ้อ

บทวิเคราะห์บมจ.หลักทรัพย์กสิกรไทย เปิดเผยผลสำรวจผู้จัดการกองทุนทั่วโลกประจำเดือนกันยายน ที่จัดทำโดย Bank of America Merrill lynch รอบนี้ได้สำรวจผู้จัดการกองทุนทั่วโลกกว่า 258 รายซึ่งบริหารสินทรัพย์กว่า 8.39 แสนล้านดอลลาร์ ได้สาระสำคัญในมิติต่างๆ ดังต่อไปนี้

 

มุมมองด้านเศรษฐกิจ

ผู้สำรวจคาดหวังต่อการเติบโตของเศรษฐกิจลดลงต่ำสุดตั้งแต่เดือนเมษายน 2020 แสดงถึงมุมมองเศรษฐกิจโลกจะเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงในระยะข้างหน้า สิ่งที่น่าสนใจคือน้ำหนักการลงทุนในหุ้นยังไม่ปรับตัวลดลง ตามมุมมองการเติบโตเศรษฐกิจที่หักหัวลง ซึ่งโดยปกติจากการสำรวจที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2008 พบว่าทิศทางความคาดหวังการเติบโตเศรษฐกิจและสัดส่วนการลงทุนในหุ้นของผู้สำรวจจะไปในทิศทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตามการที่เกิดการสวนกันขึ้นในปัจจุบัน อาจแสดงถึงนักลงทุนมองว่าการเติบโตเศรษฐกิจที่ชะลอ อาจส่งผลให้ดอกเบี้ยจะยังทรงตัวระดับต่ำต่อไปอีกยาวนานหรือ lower for longer rates ซึ่งจะทำให้ปรากฏการณ์ “TINA” (There is no alternative) ยังคงอยู่และหนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง จึงส่งผลให้ถึงแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่นักลงทุนก็ยังเลือกที่จะคงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นระดับสูงต่อไปได้

 

มุมมองต่อนโยบายการเงิน

ผู้สำรวจส่วนใหญ่ (66%) คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะเริ่มทำการ Tapering ในไตรมาสที่ 4 ปี 2021 อย่างไรก็ตามสำหรับมุมมองการเริ่มขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกผู้สำรวจส่วนใหญ่มองว่าจะเลื่อนไปจากผลสำรวจเดือนก่อนที่จะเริ่มเดือนพฤศจิกายน 2022 ไปเป็นเดือนกุมภาพันธ์ 2023 แทนในการสำรวจเดือนกันยายน

ทั้งนี้ผู้สำรวจส่วนใหญ่กว่า 49% มองว่าปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เฟดต้องเลื่อนการทำ Taperingออกไปจะมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลต้า ขณะที่ปัจจัยรองลงมาผู้สำรวจ 36% มองว่าเป็นเรื่องการจ้างงาน

สำหรับมุมมองต่อนโยบายการคลังผู้สำรวจส่วนใหญ่มีมุมมองบวกมากขึ้นต่อโอกาสในการผ่านแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยคาดว่าจะสามารถผ่านแผนลงทุนมูลค่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าการสำรวจครั้งก่อนที่ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์

 

มุมมองต่อการลงทุนและความเสี่ยง

ผู้สำรวจมีระดับเงินสดเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนเล็กน้อยจากระดับ 4.2% เป็น 4.3% ส่วนการแบ่งสัดส่วนการลงทุนผู้สำรวจยังให้น้ำหนัก Overweight ในหุ้น, กลุ่มหุ้นวัฏจักรอย่างหุ้นกลุ่มธนาคาร, กลุ่มอุตสาหกรรมและสินค้าโภคภัณฑ์และ Underweight ตราสารหนี้, กลุ่มหุ้นตลาดเกิดใหม่และหุ้นกลุ่มพลังงานเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต ส่วนผลสำรวจกลุ่มที่นักลงทุนซื้อขายมากที่สุด (Most Crowded Trade) คือการซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯและกลุ่ม ESG ขณะที่ขาย Short หุ้นจีน

ความเสี่ยงที่ผู้สำรวจกังวลที่สุดยังเป็นเรื่องเงินเฟ้อ (24%) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ขณะที่ความกังวลต่อเรื่อง Taper Tantrum (19%), การแพร่ระบาดโควิดสายพันธุ์เดลต้า (17%), ฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ (15%)และนโยบายเข้มงวดของจีน (11%) ได้ลดลงจากเดือนก่อน

มาทำความรู้จักในบรรดาสินทรัพย์หลายรูปแบบที่มีอยู่ในท้องตลาด ข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย จำกัด ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ สินทรัพย์คุณค่า (Value) กับสินทรัพย์เติบโต (Growth) ซึ่งมีความน่าสนใจทั้งคู่ และมีจุดเด่นที่น่าลงทุนแตกต่างกัน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ขอใช้หุ้นเป็นตัวแทนสินทรัพย์ทั้ง 2 ประเภทสำหรับการอธิบายในครั้งนี้

 

หุ้นคุณค่า (Value Stock)

จุดเด่นของหุ้น Value คือ มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ซึ่งเกิดจากความมั่นคงของธุรกิจ มีผลการดำเนินงานที่เติบโตแบบสม่ำเสมอ ไม่โตเร็วโตไวเท่าหุ้น Growth เนื่องจากบริษัทมีการเติบโตอยู่ในจุดที่ดีมาเป็นเวลานานแล้ว ทำให้ราคาของหุ้น Value ถูกกว่าหุ้น Growth หรือที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ว่าเป็น #หุ้นดีราคาถูก นั่นเอง

วิธีสังเกตว่าหุ้นไหนคือหุ้น Value ดูไม่ยาก แค่ดูจากราคาตลาดต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E Ratio) ราคาตลาดต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (P/BV Ratio) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แต่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ย (High Dividend Yield) โดยส่วนมากจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงิน พลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภค ฯลฯ

หุ้น Value เหมาะกับคนที่มีเป้าหมายการลงทุนในระยะยาวตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป คาดหวังให้พอร์ตเติบโตได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่จำเป็นต้องก้าวกระโดดชวนตกใจมากนัก และมีสภาพคล่องตลอดระยะเวลาที่ลงทุน เพราะมีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ

 

หุ้นเติบโต (Growth Stock)

ในช่วงหลายปีมานี้ หุ้น Growth ดูจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะมีอัตราการเติบโตสูงสมชื่อหุ้นเติบโต ทั้งจากรายได้และผลกำไรของบริษัท หรือการขยายกิจการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาหุ้น Growth แพงกว่าหุ้น Value หรือที่เรียกกว่าหุ้นดีราคาแพง แม้ราคาจะขึ้นเร็ว แต่ถ้าเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ หุ้น Growth ก็ลงเร็วและแรงเช่นกัน

วิธีดูว่าหุ้นไหนคือหุ้น Growth ง่ายนิดเดียว เพราะตรงข้ามกับหุ้น Value ทุกอย่าง เช่น ราคาตลาดต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E Ratio) และราคาตลาดต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (P/BV Ratio) สูงกว่าค่าเฉลี่ย ขณะที่อัตราการจ่ายเงินปันผลต่ำกว่าค่าเฉลี่ย (Low Dividend Yield) ส่วนมากจะเป็นหุ้นขนาดกลางและเล็กที่อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี

หุ้น Growth เหมาะกับคนที่มีเป้าหมายการลงทุนในระยะสั้น ไม่เกิน 1 ปี เน้นสร้างผลตอบแทนให้พอร์ตแบบหวือหวา เพราะคาดหวังกำไรจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็ต้องรับความเสี่ยงจากราคาหุ้นที่ปรับตัวลงแรงไปด้วย

ส่วนเรื่องผลตอบแทน ความจริงแล้ว หุ้นทั้ง 2 ประเภทให้ผลตอบแทนดีทั้งคู่ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคนมากกว่า ถ้าใครอยากลงทุนระยะยาว เน้นความมั่นคงและมีกระแสเงินสดระหว่างทางก็ไปหุ้น Value แต่หากต้องการลงทุนระยะสั้น คาดหวังกำไรสูงก็ไปหุ้น Growth หรือถ้าชอบทั้ง 2 แบบ สามารถปรับสัดส่วนหุ้นในพอร์ตให้เหมาะสมกับสไตล์และเป้าหมายของตัวเองก็ได้เช่นกัน