WEALTH • STOCK - DERIVATIVES

เปิดท็อป 10 ไฮยีลด์บอนด์ อสังหาริมทรัพย์ติดกลุ่มมากสุด

ตลาดหุ้นกู้ฮอต รอบ 9 เดือน ภาคเรียลเซ็กเตอร์ระดมเงินกว่า 6.8 แสนล้านบาท อสังหาฯติดท็อป 10 มีมูลค่าคงค้างไฮยีลด์บอนด์สูงสุด สมาคมตลาดตราสารหนี้ ชี้เอกชนเร่งตุนเงินช่วงโค้งท้ายปีก่อนเฟดขึ้นดอกเบี้ย

ตลาดตราสารหนี้ไทย เติบโตต่อเนื่องแม้ว่าจะยังมีการระบาดของโควิด-19 สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยมูลค่าการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนระยะยาวสำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 มียอดการออกหุ้นกู้รวมทั้งสิ้น 817,556 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54% จากช่วงเดียวกันปีก่อน กลุ่มธุรกิจที่ออกหุ้นกู้สูงสุด 5 กลุ่มแรกยังมีสัดส่วนคงเดิม ได้แก่ กลุ่มพลังงาน มีสัดส่วน 20.6% อสังหาริมทรัพย์ 15.1% กลุ่มการเงิน 13.6 % พาณิชย์ 12.8% และอาหาร 11.8%

 

อสังหาฯ ติด 10 อันดับ ออกไฮยีลด์บอนด์สูงสุด

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผย 10 อันดับมูลค่าคงค้างของหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับลงทุน (Non-Investment Grade) หรือไฮยีลด์บอนด์ ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 มีมูลค่ารวม 43,554.36 ล้านบาท โดยมีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวน 7 บริษัท ตามด้วยกลุ่มธุรกิจการเงิน

สำหรับ 5 อันดับแรก บริษัทที่มีมูลค่าคงค้างไฮยีลด์บอนด์สูงสุด ประกอบด้วย 1.บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มีมูลค่าคงค้าง 13,531.60 คิดเป็น 28.0% 2.บมจ.อารียา พรอพเพอร์ตี้ 7,817.76 คิดเป็น 16.2% 3.บมจ.แกรนด์ แอสเสท โฮเทลล์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ 5,471.20 คิดเป็น 11.3% 4.บมจ.เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ 5,167.60 คิดเป็น 10.7% และ 5.บจก.ไทยแอร์เอเชีย มีมูลค่าคงค้าง 2,800.00 คิดเป็น 5.8% โดยมีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ที่ระดับ BB+ BB- BB และ B

ทั้งนี้ ตราสารหนี้ Investment Grade (อินเวสต์เมนต์ เกรด) หมายถึง “กลุ่มระดับลงทุน" เรตติ้งตั้งแต่ AAA จนถึง BBB- เป็นหุ้นกู้ที่ออกโดยบริษัทที่มั่นคง ผลประกอบการดี อยู่ในกลุ่มที่น่าลงทุน ผลตอบแทนไม่สูงมาก

Non-Investment Grade (นัน-อินเวสต์เมนต์ เกรด) หมายถึง “กลุ่มต่ำกว่าระดับลงทุน" เรตติ้ง ตั้งแต่ BB+ ลงมา จนถึง D เป็นหุ้นกู้คุณภาพปานกลางถึงคุณภาพต่ำ จึงให้ผลตอบแทนสูงกว่า

 

เอกชนเร่งออกหุ้นกู้ ก่อนเฟดขึ้นดอกเบี้ย

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยว่า มูลค่าการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนช่วง 9 เดือนแรก มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ด้วยมูลค่า 131,988 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 59% จากกลุ่มภาคการผลิต (เรียลเซ็กเตอร์) มูลค่า 685,568 ล้านบาท ล่าสุดจนถึงเดือนตุลาคม (ข้อมูล ณ วันที่ 7 ต.ค.) มียอดออกหุ้นกู้ไปแล้วราว 30,000 ล้านบาท มีมูลค่ารวม 840,000 ล้านบาท

สำหรับไตรมาส 4 ปี 2564 คาดว่าบริษัทเอกชนออกหุ้นกู้ประมาณ 218,930 ล้านบาท แบ่งเป็น หุ้นกู้ออกใหม่ 111,930 ล้านบาท และอีกประมาณ 107,000 ล้านบาท เป็นการออกเพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนด (โรลโอเวอร์)

นอกจากนี้ คาดว่าการออกหุ้นกู้ของภาคเอกเชน มีโอกาสแตะ 1 ล้านล้านบาท ในสิ้นปี 2564 สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 900,000 ล้านบาท หลังจากเห็นการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้ (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้วประมาณ 100,000 ล้านบาท

"การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนปี 64 คาดว่าจะกลับไปทำนิวไฮเดิมปี 2562 ที่ทะลุ 1 ล้านล้านบาท เนื่องจากภาคเอกชนคาดว่าหากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุนการออกหุ้นกู้สูงขึ้น ดังนั้น จึงใช้จังหวะช่วงที่เหลือปีนี้ออกหุ้นกู้อย่างต่อเนื่อง" นางสาวอริยา กล่าว

 

บอนด์ยีลด์ดีด ไม่กระทบต้นทุนเหตุสภาพคล่องสูง

นางสาวอริยา กล่าวถึงทิศทางตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงที่เหลือของปี 2564 แม้ผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ว่า มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามทิศทางในตลาดโลก แต่ส่วนชดเชยความเสี่ยง (Credit Spread) ของหุ้นกู้ที่ปรับลดลง ประกอบกับสภาพคล่องในระบบ ทำให้ต้นทุนของผู้ออกตราสารหนี้ภาคเอกชนไม่ได้เพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปี ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการออกหุ้นกู้ ดังนั้น การออกหุ้นกู้ระยะยาวของปีนี้จะไม่ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้

การเงินธนาคาร รวบรวมความเคลื่อนไหวการออกหุ้นกู้ เช่น บมจ.แกรนด์แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ (GRAND) ยื่นไฟลิ่งออกหุ้นกู้มีประกัน 2 ชุด เสนอขายผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือผู้ลงทุนรายใหญ่ โดยชุดที่ 1 เสนอขายไม่เกิน 230 ล้านบาท อายุ 2 ปี ครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2566 อัตราดอกเบี้ยคง 7.5% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ เสนอขายวันที่ 26-27 ตุลาคมที่ผ่านมา นำเงินไปชำระคืนหนี้หุ้นกู้ระยะสั้น

ชุดที่ 2 เสนอขายไม่เกิน 1,000 ล้านบาท อายุ 1 ปี 6 เดือน ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2566 มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ 7% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ โดยเสนอขายต้นเดือนพฤศจิกายน นำเงินไปชำระคืนหนี้เดิม 200-400 ล้านบาท ใช้ลงทุน และ/หรือให้กู้ยืมแก่บริษัทย่อย และ/หรือ บริษัทร่วมค้า จำนวน 150 ล้านบาท และใช้เป็นทุนหมุนเวียนในกิจการ และ/หรือ พัฒนาโครงการในปัจจุบันของบริษัท จำนวน 450 ล้านบาท

หุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ "BB-" แนวโน้มอันดับเครดิต "Negative" โดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด

บมจ.ไมโครลิสซิ่ง (MICRO) เสนอขายหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกันจำนวน 2 ชุด อัตราดอกเบี้ย 5.25-5.50% ต่อปี เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หุ้นกู้ดังกล่าวจ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน เสนอขายผู้ลงทุนสถาบัน และผู้ลงทุนรายใหญ่ จัดอันดับความน่าเชื่อถือโดยทริสเรทติ้ง เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2564 อันดับเครดิตองค์กรอยู่ที่ BB+ แนวโน้มอันดับเครดิต Stable ส่วนหุ้นกู้ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

บริษัทมีวัตถุประสงค์ที่จะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการขยายธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อของบริษัท จำนวน 700 ล้านบาท และชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 150 ล้านบาท

บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เสนอขายหุ้นกู้ 2 ชุด แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ ซึ่งหุ้นกู้ดังกล่าว ค้ำประกันโดย บริษัท ดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประกอบด้วย ชุดที่ 1 อายุ 2 ปี ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ.2566 อัตราดอกเบี้ย 6.75% ต่อปี และชุดที่ 2 อายุ 3 ปี ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ.2567 อัตราดอกเบี้ย 7.10% ต่อปี หุ้นกู้ดังกล่าวไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ) ยื่นไฟลิ่งออกและเสนอขายหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน อายุ 3 ปี 8 เดือน อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป และ/หรือ ผู้ลงทุนสถาบัน จัดอันดับความน่าเชื่อถือโดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2564 อันดับความน่าเชื่อองค์กร อยู่ที่ BBB+ แนวโน้มอันดับเครดิต “Negative” ส่วนหุ้นกู้มีความน่าเชื่อถืออยู่ที่ BBB แนวโน้มอันดับเครดิต “Negative” บริษัทมีวัตถุประสงค์ที่จะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้ เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน

บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) ยื่นไฟลิ่งออกและเสนอขายหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไปเปิดให้จองซื้อในเดือนพฤศจิกายน หุ้นกู้ดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ชุด อัตราดอกเบี้ย 3.13- 3.70% ต่อปี

ทริสเรทติ้ง ให้อันดับความน่าเชื่อถือองค์กรที่ระดับ BBB+ แนวโน้ม "คงที่" และอันดับหุ้นกู้ที่ BBB+ แนวโน้ม "คงที่" บริษัทมีวัตถุประสงค์ที่จะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้เพื่อคืนหุ้นกู้ชุดเดิมที่ครบกำหนดชำระ และที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน