WEALTH • MUTUAL FUND

เจาะลึก 5 เมกะเทรนด์จีน ส่องท็อป 10 กองทุน China Equity

 จีนเป็นประเทศแรกๆ ที่เผชิญปัญหาเศรษฐกิจจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ก็เป็นประเทศกลุ่มแรกที่มีสัญญาณการฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง เช่นเดียวกับตลาดหุ้นจีนที่มีความโดดเด่น เป็นเป้าหมายการลงทุนจากทั่วโลกรวมถึงนักลงทุนไทย ส่งผลให้อุตสาหกรรมกองทุนรวมไทย มีกองทุนหุ้นจีนมากถึง 85 กองทุน สำหรับ 10 อันดับแรกกองทุนทำผลตอบแทนสูงสุดย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ 8.27-17.33% ต่อปี 

 

เจาะ 5 เมกะเทรนด์จีนกับโอกาสลงทุน


ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจจีนว่า เริ่มฟื้นตัวกลับมาในลักษณะ V Shape อย่างชัดเจน โดยปัจจุบันเริ่มกลับสู่ภาวะใกล้เคียงปกติมากยิ่งขึ้น ขณะที่จีนมองว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในช่วง Recovery แต่อยู่ในช่วง Rebuild ใหม่ทั้งหมด เพราะจีนพยายามสร้างเทรนด์ใหม่ๆ ภาพรวมของเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ในระยะยาวแทนที่จะยึดติดกับจุดแข็งเดิมของตนเอง ดังนั้น 5 เมกะเทรนด์ที่ควรจับตามองในจีนมีดังนี้ 


1. การบริโภคภายในประเทศ จากการประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ฉบับ 5 ปีของจีน ซึ่งมีใจความหลักคือ เน้นการบริโภคภายในเชื่อมโยงเข้ากับเศรษฐกิจภายนอก กล่าวคือ พัฒนาตลาดภายในให้เป็นตัวดึงดูดการลงทุนการค้าจากภายนอก ดังนั้น สิ่งที่จีนให้ความสำคัญที่สุดจึงเป็นเรื่องของการบริโภคภายในประเทศ 


นอกจากนี้ จีนเป็นประเทศขนาดใหญ่ มีขุมพลังการบริโภคจากประชากรอย่างมหาศาล ความยิ่งใหญ่ของตลาดจีนในปัจจุบันนั้นถูกแบ่งออกเป็นสามชั้นทับซ้อนกันอยู่คือ ตลาด Offline ตลาด Online และตลาด Virtual และจีนเป็นประเทศที่มีการใช้จ่ายทางออนไลน์มากที่สุดในโลก ทำให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในจีนได้รับความนิยม และเติบโตอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 


ดร.อาร์มเสริมว่า ในปัจจุบันตลาด Virtual หรือตลาดโลกเสมือนจริงนั้น กลายมาเป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจในจีน เพราะบริษัทขนาดใหญ่ในจีน เช่น Tencent Alibaba และ Pinduoduo เริ่มหันมาลงทุนในการสร้างตลาดในโลกเสมือนจริงมากยิ่งขึ้น ดังนั้น อุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับโลกเสมือนจริง อย่าง เกมออนไลน์ กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ด้วยตลาดภายในจีนที่มีขนาดใหญ่มากจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก


2. China 5.0 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่มีกระแสแรงในปัจจุบัน โดยจีนให้ความสนใจในการพัฒนาเทคโนโลยี 3 ด้าน คือ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอเทคโนโลยี 5G และเทคโนโลยีไอโอที โดยทั้ง 3 เรื่องนี้เป็นเทคโนโลยีที่มีความเกี่ยวพันกัน สามารถพัฒนาไปพร้อมๆ กันได้ จะเห็นได้ว่า การสร้างหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ แม้กระทั่งในรูปแบบการบริการหรือการสร้างธุรกิจต่างๆ ในจีนเริ่มมี 3 เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง กล่าวคือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำงานโดยเอไอและสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต 5G ได้

ที่สำคัญคือ จีนใช้โควิด-19 เป็นตัวเร่งในการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ อีกทั้งจีนยังใช้ 3 เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นตัวเร่งในการผลักดันนโยบาย China 5.0 ในทุกมิติไม่ว่าจะเป็น Smart City, Data Sharing, Health tech, Ed Tech เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในรูปแบบใหม่ให้กับจีน ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เน้นการพัฒนาทางเทคโนโลยีเป็นหลัก เพราะจีนมีโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นลักษณะสิ่งก่อสร้างอยู่ในระดับค่อนข้างสมบูรณ์แล้วในปัจจุบัน


อีกทั้งจีนยังมีแรงงานทักษะอีกมหาศาล เป็นประเทศที่มีโปรแกรมเมอร์มากที่สุดในโลก ดังนั้น การผลิตสินค้าหรือบริการที่มีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และต้องการแรงงานทักษะในต้นทุนที่ต่ำ ก็ไม่มีตลาดไหนในโลกปัจจุบันที่ลงทุนแล้วคุ้มค่าเท่ากับตลาดจีน ซึ่งจะเห็นได้ว่า ทั้งในด้านการผลิตและการบริโภคที่ในอนาคตจะมีความเกี่ยวพันกับเทคโนโลยีทั้ง 3 อย่างที่จีนกำลังพัฒนาอยู่ทั้งสิ้น


3. นโยบายคลายกำเนิด ในปัจจุบันจีนมีความคล้ายคลึงกับญี่ปุ่นในทศวรรษ 1990 ที่โครงสร้างประชากรกำลังก้าวสู่สังคมสูงอายุอย่างรวดเร็ว และเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างประชากรในอนาคตที่จะรองรับกับกระบวนการสร้างเมือง (Urbanization) ของจีนที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน จึงเป็นโอกาสที่จีนจะรอดจากการเข้าสู่วิกฤติติดหล่มทางเศรษฐกิจเช่นที่ญี่ปุ่นเคยเผชิญ


ทั้งนี้ รัฐบาลจีนมีนโยบายการสร้างเมืองเพื่อยกระดับอัตราส่วนประชากรวัยทำงานให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในอนาคต เพราะประชากรในกลุ่มนี้เปรียบสมือนเครื่องจักรของระบบเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมรับกับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว อันเนื่องมาจากนโยบายลูกคนเดียวที่ดำเนินมาหลายทศวรรษ ดังนั้น การใช้นโยบายคลายกำเนิด เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างประชากรในอนาคตที่จะรองรับกับกระบวนการสร้างเมือง (Urbanization) ของจีนที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน จึงเป็นโอกาสที่จีนจะรอดจากการเข้าสู่วิกฤติติดหล่มทางเศรษฐกิจเช่นที่ญี่ปุ่นเคยเจอมา


4. พลังงานสะอาด จีนมีเป้าหมายเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด ตั้งเป้าเป็นประเทศปลอดคาร์บอนในปี 2060 โดยเร่งการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ เศรษฐกิจจากพลังงานไฮโดรเจนและพลังงานแสงอาทิตย์ ดังนั้น ธุรกิจในจีนที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้จึงยึดแนวทางการใช้พลังงานสะอาดเป็นหลัก ทำให้อุตสาหกรรมใดที่เกี่ยวข้องกับการใช้ การผลิต พลังงานสะอาดทั้งหมดได้รับผลดี ในปัจจุบันจึงเปรียบเสมือนจีนกำลังเริ่มเดินเครื่องในด้านพลังงานสะอาดอย่างจริงจังถือเป็นโอกาสให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดได้อีกหลายปี


5. รถยนต์ไฟฟ้า เป็นเมกะเทรนด์ที่ได้รับผลประโยชน์ควบคู่ไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านพลังงานสะอาด จะเห็นได้ว่า ในปัจจุบัน ผู้ผลิตรถยนต์ในจีนหลายค่ายเริ่มรุกหนักด้านการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกมาจัดจำหน่ายหลายรุ่น อีกหนึ่งสิ่งที่น่าจับตาในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของจีนคือ ในปี 2020 ที่ผ่านมา Tesla ได้เข้าไปลงทุนสร้างโรงงานขนาดใหญ่ในเซี่ยงไฮ้ เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla โดยมีเงื่อนไขว่า รถยนต์ที่ผลิตในโรงงานนี้ทุกคันต้องใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในจีนเท่านั้น ทำให้ความรู้และวิทยาการต่างๆ ในการผลิตรถไฟฟ้าของ Tesla จึงถูกถ่ายทอดไปสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของจีนอย่างเลี่ยงไม่ได้

 


ความท้าทายของจีนยุคใหม่ : ลงทุนหุ้นจีน ต้องดูอะไร?


น.ส.มทินา วัชรวราทร CFA® AVP, Portfolio Management กองทุนบัวหลวง กล่าวว่า แม้ว่าตลาดจีนในปัจจุบันจะมีความน่าสนใจและน่าจับตามองเป็นอย่างมาก แต่ที่ผ่านมาการลงทุนในตลาดจีนก็มีความกังวลที่ต้องพิจารณา 3 ประการ ได้แก่ 


สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ที่ในปัจจุบันแม้จะสงบลงบ้างแต่ก็ยังไม่สิ้นสุด และมีทีท่าจะยืดเยื้อและยาวนาน ทำให้นักลงทุนกังวลถึงท่าทีของ ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ที่จะมีต่อจีน แต่ก็ไม่ได้กังวลมากเท่ากับในช่วงที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยมีท่าทีต่อจีน เพราะตลาดรับรู้ประเด็นนี้ไปแล้ว กระทั่งล่าสุดจีนและสหรัฐฯ มีข่าวกลับมาเจรจาการค้ากันอีกครั้งก็ทำให้หุ้นจีนปรับตัวขึ้นตอบรับข่าวดีนี้


อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาพบว่าหุ้นจีนที่เคยมีข่าวจะถูกถอนออกจากตลาดสหรัฐฯ ในวันที่ข่าวออกมา ตลาดหุ้นปรับตัวลง 10% ในสัปดาห์แรก แต่ภายใน 3 เดือนหลังจากนั้น ราคาหุ้นก็กลับมาได้ 10-15% สะท้อนว่า ประเด็นสงครามการค้าเป็นเพียงสิ่งรบกวนระยะสั้นๆ เท่านั้น สุดท้ายแล้วราคาก็จะกลับมาได้ 


นอกจากนี้ ความกังวลสงครามการค้า ทำให้ราคาหุ้นจีนมีมูลค่าลดลงมามากจนถือว่าราคาถูกแล้ว โดยเมื่อพิจารณาจากราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) ของ MSCI China Tech เทียบกับ S&P Tech พบว่า ข่าวสงครามการค้าทำให้ P/E ของหุ้นเทคโนโลยีจีนลดลงไปเหลือแค่ 25 เท่า ซึ่งเท่ากับค่าเฉลี่ย 15 ปีที่ผ่านมา ขณะที่กำไรต่อหุ้น หรือ EPS อยู่ที่ 40% 


 จีนไม่ได้ใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินอีกต่อไป พบว่า จีนเริ่มตั้งแต่หลังตรุษจีนหรือประมาณไตรมาส 1 เป็นต้นมา จีนมีการทยอยดึงสภาพคล่องกลับออกจากระบบเรื่อยๆ พิจารณาได้จากยอดการระดมทุนรวมทั้งระบบที่ลดลง ซึ่งก็ทำให้หุ้นจีนเคลื่อนไหวแบบแกว่งตัวมาตั้งแต่หลังตรุษจีน 


อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่น่ากลัว เพราะตลาดตอบรับกับข่าวการใช้นโยบายการเงินเข้มงวดไปมากแล้ว และตลาดก็ได้เห็นแล้วว่า จีนดูดซับสภาพคล่องแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งการดำเนินการแบบนี้กลับเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นวิธีการที่ทางการจีนเก็บกระสุนไว้รอใช้ในช่วงที่มีวิกฤติ 


อีกทั้งการที่จีนได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ก่อนประเทศอื่น แต่ก็ฟื้นตัวได้เป็นประเทศแรกๆ ทำให้จีนอยู่ในช่วงกลางของวัฏจักรเศรษฐกิจ ซึ่งตามสถิติพบว่า ช่วงกลางวัฏจักรเศรษฐกิจตลาดสามารถให้ผลตอบแทน 10-15% เป็นการเติบโตในระดับปานกลาง ไม่หวือหวา และกระจายไปทุกอุตสาหกรรม กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็เดินหน้าได้เรื่อยๆ เศรษฐกิจไม่หวือหวา แต่มีเสถียรภาพ การเติบโตของสินเชื่อมีอยู่แต่ไม่สูงเกินไป การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนค่อนข้างมั่นคง ความผันผวนก็จะน้อยกว่า ดังนั้น โดยรวมต้องถือว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ดี เพราะปกติแล้วช่วงกลางวัฏจักรมักจะยาวนานที่สุด ซึ่งก็จะทำให้ลงทุนอยู่ในจีนได้ระยะยาว


จีนพยายามเข้มงวดกับบริษัทเทคโนโลยีมากขึ้น โดยจีนมีจุดประสงค์ชัดเจนว่าไม่ต้องการให้มีผู้เล่นรายใหญ่ผูกขาดทางการค้า แต่ต้องการให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องดีที่จีนออกมาจัดระเบียบ เพราะจะทำให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดเล็กแข่งขันได้


อย่างไรก็ตาม น.ส.มทินากล่าวว่า โดยภาพรวมแล้ว ตลาดหุ้นจีนมีนักลงทุนรายย่อยอยู่มาก จึงทำให้ตลาดหุ้นจีนมีความผันผวนได้มากกว่าปกติ ซึ่งการลงทุนในตลาดแบบนี้ควรใช้รูปแบบการลงทุนเชิงรุก หรือ Active Management และใช้ประโยชน์จากผู้จัดการกองทุนในการมองหาโอกาส จากการที่ตลาดปรับฐานลงมา หรือมีสิ่งรบกวนเข้ามาในตลาด เพื่อคัดเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดี 


 

เปิด 10 อันดับกองทุนหุ้นจีนผลงานเด่น


ปัจจุบัน อุตสาหกรรมกองทุนรวมในไทย มีกองทุนที่ไปลงทุนในหุ้นจีนรวม 84 กองทุน (ข้อมูลจากมอร์นิ่งสตาร์ ณ วันที่ 24มิถุนายน 2564) สำหรับ 10 อันดับกองทุนหุ้นจีนทำผลตอบแทนสูงสุดย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ 8.27-17.33% ต่อปี อันดับ 1 คือ กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นจีน (B-CHINE-EQ) ทำผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี ที่ 17.33% ต่อปี ส่วนอันดับ 10 ที่ทำผลตอบแทนได้ 8.27% ต่อปี คือ กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท เกรธเธอร์ ไชน่า (UOBSGC) (File: ผลตอบแทนกองทุนหุ้นจีน.png)


นายสุนิติ ถนัดวณิชย์ CFP® ฝ่ายพัฒนาการให้คำปรึกษาลูกค้า ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า โดยทั่วไป ตลาดหุ้นจีนที่กองทุนไปลงทุนจะมีอยู่ 2 ตลาดใหญ่ๆ คือ A-Share เรียกง่ายๆ คือ ดัชนีหุ้นในจีนแผ่นดินใหญ่ จดทะเบียนในตลาดหุ้นเซียงไฮ้ และตลาดหุ้นเซินเจิ้น เป็นตลาดที่เปิดให้ต่างชาติเข้าไปลงทุน ซึ่งมีโอกาสในการเจริญเติบโตได้สูง เนื่องจากจีนเป็นประเทศมหาอำนาจลำดับต้นๆ ทำให้การบริโภคและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทำได้ในระดับสูง แต่มีความเสี่ยงจากการควบคุมจากภาครัฐ และ H-Share เป็นดัชนีหุ้นจีนในฮ่องกง จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮั่งเส็ง จะได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ ที่เป็นศูนย์กลางด้านการเงิน ทำให้การค้าขายกับต่างประเทศทำได้คล่องตัว ก็มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไป แต่ต้องเลือกให้ได้ก่อนว่าจะเน้นลงทุนในตลาดใดเป็นหลัก


นอกจาก ตลาดหลักนี้แล้ว หากจะลงทุนหุ้นจีนให้ครอบคลุมทั้งหมด ยังต้องมองไปที่โอกาสในการลงทุนผ่านตลาดอื่นๆ เช่น “ADR” ซึ่งเป็นอีกทางเลือกเพื่อการซื้อขายหุ้นจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดสหรัฐฯ อย่าง Alibaba หรือ Pinduoduo ด้วย