WEALTH • PERSONAL FINANCE

จัดพอร์ตลงทุนนอก รับ 3 เมกะเทรนด์ Digital Lifestyle Aging Society Sustainability

การลงทุนต่างประเทศ ช่วยกระจายความเสี่ยงทั้งความเสี่ยงทางการเมือง ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทน นอกจากนี้ ได้ลงทุนในธุรกิจที่เป็นเมกะเทรนด์ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยไม่มีหมวดอุตสาหกรรมที่โลกมี เช่น อินโนเวทีฟ เทคโนโลยี และบริการทางการแพทย์ ส่วนตลาดหุ้นต่างประเทศมีธุรกิจเหล่านี้ซึ่งสามารถสร้างรายได้จากทั่วโลก


เมกะเทรนด์ (Megatrend) หรือกระแสการเปลี่ยนแปลงระดับมหภาค ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม ธุรกิจ วัฒนธรรม และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน สำหรับ 3 เมกะเทรนด์ ที่มาแรงระยะยาว และบริษัทจัดการลงทุนทั่วโลกได้มีการออกกองทุนเพื่อลงทุนในธุรกิจเหล่านี้ ได้แก่ Digital Lifestyle, Aging Society และ Sustainability 



 

ทำความรู้จัก 3 เมกะเทรนด์ 


เมกะเทรนด์แรก Digital Lifestyle หรือวิถีชีวิตในยุคดิจิทัล โดยตั้งแต่ก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้บริโภคทั่วโลกมีการใช้ชีวิตเกี่ยวข้องกับดิจิทัลอยู่แล้ว แต่หลังการแพร่ระบาด ไลฟ์สไตล์ที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลก็ยิ่งเร่งตัวมากขึ้น ทั้งการทำงาน และการใช้ชีวิตที่บ้าน เป็นแรงขับเคลื่อนธุรกิจหลายอย่างให้มีแนวโน้มเติบโตได้รวดเร็ว ซึ่งในอนาคตถ้าการใช้งานเครือข่าย 5แพร่หลาย เทรนด์นี้จะยิ่งมาแรง


เช่น อี-คอมเมิร์ซ (E-Commerce) ซึ่งก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 กระแสนี้ก็เริ่มมาแล้ว แต่หลังการแพร่ระบาด ภาพก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ผ่าน อี-คอมเมิร์ซมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มความบันเทิงออนไลน์ ทั้งเกมออนไลน์ ไลฟ์สตรีม วิดีโอออนไลน์ ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ไปแล้ว ขณะที่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการทำงานออนไลน์ ส่งผลให้มีความต้องการอุปกรณ์ดิจิทัล ทั้งแท็บเล็ตและสมาร์ตโฟน 


เทรนด์ต่อมา ที่น่าจับตาไม่แพ้กันคือ Aging Society หรือหรือสังคมผู้สูงอายุ จะทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพทั่วโลกจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ดังนั้น การลงทุนในหุ้นเมกะเทรนด์ ควรเน้นไปยังบริษัทที่มีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ รวมถึงเภสัชกรรม โรงพยาบาล ผู้ผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ เพราะจะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาลทั่วโลก


ในส่วนของเทรนด์สุดท้าย Sustainability หรือความยั่งยืน ถือว่ามาแรง เนื่องจากเป็นเทรนด์ที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญมาก โดยในปี 2016 สมาชิกองค์การสหประชาชาติ มีการทำความตกลงปารีสร่วมกัน เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2050 รักษาอุณหภูมิโลกให้ปรับเพิ่มขึ้นต่ำกว่าระดับ 2 องศาเซลเซียส ในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม และจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้ร้อนขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยมีระดับประเทศ ภูมิภาค เมือง และบริษัทที่เข้าร่วมเทรนด์นี้ช่วยสร้างโอกาสให้กับธุรกิจที่มีโซลูชั่นช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ เช่น พลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า การกำจัดขยะ การรีไซเคิล รวมถึงการผลิตอาหารจากพืช เป็นต้น 


 

กลุ่ม เทคโนโลยี-เฮลธ์แคร์

ระยะกลาง-ยาว เติบโตสูง




นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า กลุ่มเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากความต้องการนวัตกรรมทางการแพทย์มาช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะในช่วงที่โควิด-19 แพร่ระบาด อีกทั้งหุ้นกลุ่มนี้ยังเป็นการผนวกกลุ่มธุรกิจ เทคโนโลยี” และ เฮลธ์แคร์” ซึ่งทั้งสองกลุ่มจัดว่าเป็นเมกะเทรนด์ของโลก ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงในระยะกลางถึงระยะยาวจากกระแสสังคมผู้สูงอายุทั่วโลกอีกด้วย


ตัวอย่างกองทุนเปิด ทิสโก้ โกลบอล ดิจิตอล เฮลธ์ อิควิตี้ (TGHDIGI) ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นที่ลงทุนในต่างประเทศ เน้นลงทุนในบริษัทที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการทางการแพทย์ (Digital Health) ทั่วโลก 


ตัวอย่างหุ้นที่กองทุนหลักเข้าไปลงทุน 4 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท Teladoc ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มให้คนไข้สามารถพบแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ และรับใบสั่งยาจากแพทย์เพื่อนำไปซื้อยาต่อได้ทันที นอกจากนี้ กองทุนหลักยังเข้าไปลงทุนในบริษัท Bio Telemetry ผู้ผลิตอุปกรณ์แปะติดกับร่างกายเพื่อเก็บข้อมูลตรวจวัดหัวใจ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา บริษัท Medidata Solution บริษัทรับทำงานวิจัยให้กับบริษัทยาชั้นนำ และบริษัท Dexcom ผู้ผลิตอุปกรณ์วัดน้ำตาลสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน รายงานผลแบบ Realtime บนหน้าจอมือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น


สำหรับเมกะเทรนด์เทคโนโลยี นายสาห์รัชกล่าวว่า เทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในขณะนี้ อาจกำลังถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีคลื่นลูกใหม่ที่ดีกว่า ดังนั้น ด้วยแนวคิดดังกล่าว บลจ.ทิสโก้ จึงมองว่านวัตกรรมเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตแห่งอนาคต (Next Generation Internet) จะกลายเป็นสิ่งที่เข้ามาพลิกโฉมผลิตภัณฑ์ และบริการที่ตอบโจทย์กว่าเทคโนโลยีดั้งเดิม โดยนวัตกรรมนี้ สามารถจำแนกออกเป็น 6 ประเภทธุรกิจ






ปัจจุบัน ธุรกิจเหล่านี้ได้เข้ามาอยู่ทุกช่วงจังหวะชีวิตของผู้บริโภคแทรกซึมไปตั้งแต่เรื่องง่ายๆ เช่น การดูหนัง ฟังเพลง การติดต่อสื่อสารผ่านแอปพลิเคชั่น ซื้อสินค้าออนไลน์ ไปจนถึงธุรกรรมทางการเงิน การเรียนหนังสือ แม้กระทั่งรถยนต์อัจฉริยะ


 

กองทุนระดับโลกคาด 

เทคโนโลยีขั้นสูงในกลุ่ม AI โต 21% ต่อปี


จากข้อมูลของ ARK Investment Management (ARK) ระบุว่า มูลค่าตลาดของ Deep Learning ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงในกลุ่ม AI ปัจจุบันถูกนำมาใช้ในหลากธุรกิจ เช่น รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติของ Tesla และแอปพลิเคชั่นเพื่อความบันเทิงอย่าง Tiktok จะเติบโตเป็น 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2580 หรือเติบโต 21% ต่อปี 


ขณะที่การรับชมและรับฟังสื่อต่างๆ ผ่านระบบ Streaming ทาง Social Platforms อย่าง Youtube, Netflix และ Spotify นั้น ARK คาดว่ารายได้จากการให้บริการของอุตสาหกรรม Streaming จะเติบโตเป็น 390,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเติบโต 35% ต่อปี ภายในปี 2567 และรายได้ของบริษัทผู้ให้บริการย่อมมีโอกาสเติบโตไปตามอุตสาหกรรม


 

เปิดโผ หุ้นพลังงานสะอาด” 

เหมาะกระจายความเสี่ยงให้พอร์ต


สำหรับเมกะเทรนด์ Sustainability หรือความยั่งยืน บลจ.ทิสโก้ มองว่า ธุรกิจพลังงานสะอาด (New Energy) เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตอย่างโดดเด่นในระยะยาว ตามความต้องการใช้งานของผู้บริโภคทั้งจากภาคอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น เพราะด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้ราคาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดลดลงอย่างมาก


อีกทั้งรัฐบาลทั่วโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯ จีน และยุโรป ต่างสนับสนุนการลงทุนและพลังงานรูปแบบใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากประเด็นดังกล่าวทำให้รายได้และกำไรของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานสะอาดมีโอกาสเติบโตอย่างมาก

โดยธุรกิจที่จะได้รับอานิสงส์ในครั้งนี้ครอบคลุมตั้งแต่ 1.กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด เช่น บริษัทที่ถือครองโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด ผู้ผลิตโซลาร์เซลล์ที่ใช้ในบ้านเรือน 2. กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 3.ผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เช่น ผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงบริษัทที่ทำเหมืองลิเทียมที่ใช้ทำแบตเตอรี่ และบริษัทในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ 


นอกจากหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาดจะเป็นกลุ่มหุ้นที่เติบโตได้ดีแล้ว นักลงทุนยังได้กระจายความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอการลงทุนอีกด้วย เพราะหุ้นกลุ่มนี้มีปัจจัยเฉพาะตัวที่แตกต่างกับหุ้นในเมกะเทรนด์อื่นๆ เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์” นายสาห์รัช กล่าว 


สำหรับตัวอย่างบริษัทที่กองทุนเปิด ทิสโก้ New Energy (TNEWENGY) เข้าไปลงทุนผ่านกองทุนหลักในต่างประเทศ เช่น บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Tesla รวมถึงบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่จากจีนอย่าง Nio และผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติน้องใหม่อย่างXPeng และบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ขนส่งไฟฟ้าอย่าง Workhouse ซึ่งตั้งเป้าจะเข้ามาพลิกโฉมวงการรถยนต์ขนส่งประเภทรถตู้ให้มาใช้พลังงานสะอาด ในฝั่งของบริษัทสถานีชาร์จที่กองทุนเข้าไปลงทุน เช่น บริษัท Blink ที่เป็นผู้ให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยปัจจุบันได้เปิดให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแล้วทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา


นอกจากนี้ ในส่วนบริษัทที่เป็นผู้ผลิตพลังงาน และบริษัทผู้ให้บริการในการแปลงพลังงาน New Energy ในรูปแบบต่างๆ ที่กองทุนเข้าไปลงทุน เช่น Solar Edge บริษัทที่ให้บริการและติดตั้งอุปกรณ์ในการช่วยแปลงพลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานที่สามารถนำมาใช้ได้จริงทั้งในภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน และบริษัท Canadian Solar ที่เป็นผู้ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์โดยปัจจุบันมีลูกค้ากว่า 150 ประเทศทั่วโลกและผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอกับการใช้งานได้มากถึง 13 ล้านครัวเรือน



 

TMBAM Eastspring เจาะหุ้นเทคฯจีนตัวเล็ก




นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย (TMBAM Eastspring) และบลจ.ธนชาต (Thanachart Fund Eastspring) กล่าวว่า สำหรับธีมการลงทุนเพื่อโอกาสของผลตอบแทนในครึ่งปีหลัง บริษัทให้ความสนใจกับโอกาสการลงทุนในหุ้นนวัตกรรมเทคโนโลยีขนาดเล็กแต่มีโอกาสเติบโตสูงของจีน


ทั้งนี้ แม้ว่าหุ้นจีนค่อนข้างได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงครึ่งปีแรกจากนโยบายของภาครัฐ ตัวอย่างเช่น การสั่งระงับการเปิดเสนอขายหุ้นครั้งแรก (IPO) ของ Ant Group บริษัทในเครือ Alibana แบบกะทันหัน หรือการเพิกถอนแอปพลิเคชั่นบริการแท็กซี่อย่าง Didi ที่มีการทำ IPO ที่สหรัฐอเมริกาเมื่อต้นกรกฎาคมที่ผ่านมา สำหรับประเด็นเหล่านี้ บริษัทเชื่อว่าเป็นขั้นตอนการปฏิรูปโครงสร้างที่สำคัญและประเทศที่มีศักยภาพระดับโลกอย่างจีนจะสามารถก้าวผ่าน มีความเข้มแข็งและเกิดเสถียรภาพได้ในระยะยาว การแบนบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ทั้ง Facebook และ YouTube ต่างก็เคยถูกควบคุมและการฟ้องร้องเช่นกัน








ประกอบกับเมื่อดูปัจจัยพื้นฐานของจีนแล้วพบว่าเศรษฐกิจมีการขยายตัวที่แข็งแกร่งและก้าวพ้นสถานการณ์โควิด-19 เรียบร้อยแล้ว ทั้งในแง่อัตราการฉีดวัคซีนและอัตราการติดเชื้อ ซึ่งยิ่งทำให้มั่นใจในหุ้นจีนมากยิ่งขึ้น 


ปัจจุบัน TMBAM Eastspring มีกองทุนภายใต้การบริหาร คือ TMB-ES-STARTECH ซึ่งเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนKraneShares SSE STAR Market 50 Index ETF ซึ่งเป็นกองทุนหลักเพียงกองทุนเดียว โดยกองทุนหลักจะลงทุนใน STAR Market ที่รัฐบาลจีนออกแบบให้บริษัทของจีนที่ยังมีขนาดเล็ก แต่มีอนาคตเติบโต สูงสามารถเข้ามาจดทะเบียนและมีน้ำหนักในการคำนวณดัชนีได้ โดยมุ่งหวังให้ตลาดนี้เป็นเหมือน Nasdaq ทำให้ตลาดนี้ค่อนข้างจะได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลน้อยกว่า


 

ข้อควรรู้ก่อนลงทุน Thematic Theme


อย่างไรก็ตาม กองทุนที่ลงทุนใน Thematic Theme หรือ การลงทุนตามธีม จัดเป็นกองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรมที่มุ่งลงทุนเฉพาะเจาะจงในหมวดอุตสาหกรรม และเป็นกองทุนที่มีการลงทุนกระจุกตัวสูง อีกทั้งยังมีความผันผวนมากกว่ากองทุนทั่วไป จึงจัดเป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงมาก 


ทั้งนี้ นายบดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน TMBAM Eastspring แนะนำหลักการจัดพอร์ตลงทุนต่างประเทศว่า ควรมีกองทุนที่เน้นลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกเป็นสัดส่วนหลัก ส่วนการลงทุน Thematic Fund ควรมีสัดส่วนประมาณ 10% ของการจัดพอร์ตลงทุนหุ้นต่างประเทศ 


นางสาวชญานี จึงมานนท์ นักวิเคราะห์ อาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) กล่าวว่าการเลือกลงทุนในกองหุ้นทั่วไปนั้นจะมีความปลอดภัยมากกว่า แต่หากนักลงทุนอยากจะลงทุนในกอง Thematic Funds ก็ต้องยอมรับความผันผวนที่สูงมากกว่าปกติได้เช่นกัน โดยหลีกเลี่ยงการลงทุนในธุรกิจที่เป็นที่นิยมในช่วงสั้นๆ ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงลงได้


นายเสกสรร โตวิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนทางการเงิน บลจ.บัวหลวง (กองทุนบัวหลวง) แนะนำว่า สำหรับใครที่สนใจการลงทุนตามธีม ก่อนอื่นให้กลับมาพิจารณาจากตัวเองก่อนว่ามีเป้าหมายจะลงทุนแบบไหน เป็นการลงทุนระยะสั้น หรือระยะยาวเพียงใด สอดคล้องกับช่วงเวลานิยมของธีมหรือไม่ เพราะในบางธีมอาจได้รับความนิยมเพียงช่วงเดียว หรือไม่ค่อยมีความชัดเจน พุ่งแรง มาไวแล้วก็จบไว แต่อาจไปต่อระยะยาวไม่ได้ 


ในขณะที่บางธีมเป็นแนวโน้มระยะยาว ดังนั้น จึงต้องศึกษาข้อมูลให้ดีในช่วงเวลาที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนต่างๆ นำเสนอว่า เรื่องราวของธีมการลงทุนนั้นจะรองรับการลงทุนในระยะสั้น หรือยาวแค่ไหน หากลงทุนระยะยาว 5-10 ปีข้างหน้า จะดีอยู่หรือไม่


ยกตัวอย่าง เช่น ธีมเรื่องเทคโนโลยี หากเชื่อว่าบริษัทที่ทำธุรกิจด้านนี้ดีและมีอนาคตก็เลือกลงทุนในบริษัท ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่างๆ หรือเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี หรือนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งการกำหนดธีมการลงทุนไว้ชัดเจนเป็นหมวดหมู่อุตสาหกรรม เช่น กลุ่มเฮลธ์แคร์ กลุ่มเทคโนโลยี ก็จะลงทุนได้ง่ายขึ้น

สุดท้ายนี้ สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในต่างประเทศเพื่อเกาะกระแส 3 เมกะเทรนด์ดังกล่าว ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มการลงทุนให้เลือกหลายช่องทาง ขึ้นอยู่กับความรู้เกี่ยวกับการลงทุนและจำนวนเงินที่จะลงทุน เช่น ลงทุนโดยตรงในตลาดหุ้นต่างประเทศ ลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมกองทุนรวมในประเทศไทย มีกองทุนที่ครอบคลุมการลงทุนทั้ง 3 เมกะเทรนด์ 


นอกจากนี้ สามารถลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคล หรือไพรเวตฟันด์ ได้ด้วย โดยปัจจุบัน จิตตะ เวลธ์ ได้เปิดให้บริการด้วยเล็งเห็นว่า การลงทุนตามเมกะเทรนด์โลก จำเป็นต้องกระจายเงินลงทุนไปหลายๆ ประเทศ ทำให้ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูง ค่าธรรมเนียมสูง และขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยาก จึงได้เปิดตัวกองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth Thematic ให้นักลงทุนไทยได้ลงทุนในธุรกิจทั่วโลก ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงตามเมกะเทรนด์ โดยนักลงทุนสามารถเลือกลงทุน (Mix & Match) ได้มากถึง 5 กลุ่มธุรกิจเมกะเทรนด์ในพอร์ตเดียว





 

 

Related keywords:

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง