WEALTH • STOCK - DERIVATIVES

เปิด 20 อันดับหุ้นกู้เอกชนไทย อสังหาฯไม่ติดกลุ่ม

กรณีเอเวอร์แกรนด์บริษัทอสังหาฯของจีนที่มีหนี้สินก้อนโตหนึ่งในนั้นมีหนี้หุ้นกู้อยู่ด้วย หันมาดูบ้านเราเมื่อเปิดรายชื่อท็อป 20 หุ้นกู้เอกชนระยะยาวที่มีมูลค่าคงค้างสูงสุดไม่มีหุ้นกู้อสังหาฯ นักวิเคราะห์ชี้ ดีเวลล็อปเปอร์ไทยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ฐานะการเงินแข็งแกร่ง

ปัญหาการขาดสภาพคล่องของบริษัท เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป หรือ Evergrande ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อันดับ 2 ของจีนได้สร้างความหวั่นวิตกไปทั่วโลกเพราะมีหนี้สินสูงที่สุดในโลกถึง3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10 ล้านล้านบาทแบ่งเป็นหนี้ซัพพลายเออร์ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ หนี้จากยอดจอง (พรีเซล) มูลค่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ เจ้าหนี้ธนาคาร และหุ้นกู้9 หมื่นล้านดอลลาร์

ในปีที่แล้ว รัฐบาลจีนได้บังคับใช้กฎเกณฑ์ใหม่ในการควบคุมปริมาณหนี้ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ มาตรการใหม่นี้ ทำให้เอเวอร์แกรนด์ต้องขายอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทออกไปในราคาต่ำ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเงินไหลเข้ามาในการดำเนินธุรกิจต่อไปได้

 

20 อันดับหุ้นกู้เอกชนไทยมูลค่าคงค้างสูงสุด ไร้อสังหาฯ

ตลาดตราสารหนี้ไทยมีหุ้นกู้อสังหาริมทรัพย์มากน้อยแค่ไหนจากรายงานมูลค่าคงค้างตราสารหนี้ขึ้นทะเบียนในสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2564 (ไม่รวมตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศ) มีมูลค่าคงค้างรวมทั้งสิ้น 14.43 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นตราสารหนี้ภาครัฐ 10.57 ล้านล้านบาท ตราสารหนี้ภาคเอกชน 3.77 ล้านล้านบาท และหุ้นกู้ต่างประเทศ (Foreign Bond) 78,361.10 ล้านบาท

สำหรับ 20 อันดับแรกของหุ้นกู้เอกชนระยะยาวที่มีมูลค่าคงค้างสูงสุด พบว่าไม่มีหุ้นกู้ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ โดยมีกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มสื่อสารและโทรคมนาคม กลุ่มพลังงาน และกลุ่มธุรกิจการเงิน และส่วนใหญ่มีอันดับเครดิตที่แข็งแกร่ง ตั้งแต่ระดับ A- จนถึง AAA

มูลค่าคงค้างของผู้ออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว 20 อันดับสูงสุด


ปัญหาอสังหาฯจีน กระทบไทยวงจำกัด

บมจ.หลักทรัพย์กสิกรไทย คาดว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของไทยได้รับผลกระทบจำกัด จากปัญหาอสังหาฯในจีน เนื่องจากฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยมาตรการดูแลเชิงป้องกันของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ถูกนำมาใช้ในปี 2562 ทำให้ความเสี่ยงทางการเงินและสัดส่วนงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) ลูกค้าต่างชาติของบริษัทอสังหาฯ ลดลงต่อเนื่อง

โดย ณ สิ้น ไตรมาส 2/64 สัดส่วนลูกค้าต่างชาติใน Backlog ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน11 แห่งอยู่ที่ 18% การระบาดของโควิด-19 ทำให้กลยุทธ์การพัฒนาสินค้ามีความระมัดระวังมากขึ้น ส่งผลให้มีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนผู้ถือหุ้นสุทธิ (net IBDE)ในไตรมาส 2/64 ต่ำกว่า 0.9 เท่า และ Backlog สัดส่วนจีนและฮ่องกงลดลงเป็น 12%

 

บล.กสิกรไทย ชู 4 หุ้นเด่น งบแกร่ง

ORI-LH-SPALI และAP

บทวิเคราะห์บล.กสิกรไทย ระบุอีกว่า สำหรับ Backlog ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์จำนวน11 ราย ที่มีมูลค่า 2.52 แสนล้านบาทหากพิจารณา Backlog ที่มีกำหนดโอนอย่างน้อยในกรอบ 2 ปี จะเห็นผลกระทบสูงสุดต่อการคาดการณ์กำไรของฝ่ายวิจัยฯในปี 2565-2566 ไม่เกิน 10% หาก Backlog ทั้งหมดนี้ตัดสินใจไม่โอน และยูนิตที่ขายไปแล้วนั้นไม่สามารถขายให้กับผู้ซื้อรายอื่นได้

ทั้งนี้ปัจจุบันยังมีกิจกรรมการโอนของลูกค้าต่างชาติในไตรมาส 3/64 และบริษัทอสังหาฯยังมีเงินดาวน์ราว 25-30% ของราคาขาย เป็นส่วนชดเชยความเสียหายหากลูกค้าต่างชาติเลือกที่จะไม่โอนกรรมสิทธิ

ดังนั้นจึงคงมุมมอง เป็นกลางต่อหุ้นอสังหาฯทั้งกลุ่ม โดยเลือก บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI)บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH ) บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) (AP) บมจ.ศุภาลัย (SPALI) และบมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) เป็นหุ้นเด่น ด้วยงบดุลที่โดดเด่นและยอดขายล่วงหน้าของอสังหาฯแนวราบ ที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยชดเชยยอดขายคอนโดมิเนียมที่ลดลง

รวมถึงแนวโน้มการทำกำไรที่ปรับตัวดีขึ้น ตลอดจนแนวโน้มการฟื้นตัวของธุรกิจที่มีรายได้ประจำเป็นปัจจัยสนับสนุนหลักในหุ้นที่เราเลือก โดยปัจจัยดังกล่าวยังจะช่วยต้านทานผลกระทบจากปัญหาอสังหาฯ ของจีนในปัจจุบันได้ในระดับหนึ่ง เว้นแต่ปัญหาดังกล่าวจะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมและความต้องการที่อยู่อาศัยทั่วไป

 

ADB เชื่อไม่ซ้ำรอยเลห์แมนบราเธอร์ส

นายมาซัตซูกะ อาซากาวะ ประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB)กล่าวว่า จีนมีทุนสำรองและเครื่องมือด้านนโยบายที่เพียงพอในการป้องกันไม่ให้การผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทไชน่า เอเวอร์แกรนด์ ส่งผลกระทบจนกลายเป็นวิกฤตการเงินโลก

ประธาน ADB ยังกล่าวด้วยว่า ทางการจีนได้แสดงความพร้อมที่จะควบคุมไม่ให้การล้มละลายของเอเวอร์แกรนด์ต้องบานปลาย และธนาคารกลางจีนก็อัดฉีดสภาพคล่องจำนวนมากเข้าสู่ระบบ นอกจากนี้ เอเวอร์แกรนด์ยังมีสินทรัพย์ที่ถือครองอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาภาระหนี้สินของบริษัทได้

อย่างไรก็ดี นายอาซากาวะกล่าวว่า การล่มสลายของตลาดอสังหาริมทรัพย์อาจส่งผลกระทบต่อรัฐบาลในระดับภูมิภาคของจีน และภาคครัวเรือนที่ต้องพึ่งพาการถือครองอสังหาริมทรัพย์ในรูปของตราสารหนี้ทางการเงิน

"เราต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลกระทบที่มีต่อสถานะการเงินของรัฐบาลในระดับภูมิภาคของจีนและภาคครัวเรือนนั้น เป็นสิ่งที่น่ากังวลมาก" นายอาซากาวะกล่าว

 

เปิดมาตรการคุมอสังหาฯรัฐบาลจีน

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี จำกัด มีมุมมองว่า เอเวอร์แกรนด์ซึ่งมีปัญหาสภาพคล่องเกิดจากการที่มีหนี้อยู่ในระดับสูงมากอยู่แล้ว แต่เมื่อมาเผชิญกับการควบคุมหนี้ที่เข้มงวดขึ้นของจีนจึงทำให้ขาดสภาพคล่องรุนแรง ไม่ได้เกิดจากภาพอุตสาหกรรมที่ไม่ดีทั้งระบบ

ส่วนผลกระทบของเอเวอร์แกรนด์ ต่อภาพเศรษฐกิจโดยรวมมีจำกัด กรณีที่บริษัทผิดนัดชำระหนี้จะส่งผลกระทบต่อเจ้าหนี้ ทั้งธนาคาร ผู้ถือหุ้นกู้ และซัพพลายเออร์ในวงกว้าง รวมทั้งอาจทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นๆ กู้เงินได้ยากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม คาดว่ารัฐบาลจีนจะเข้ามาช่วยเหลือบางส่วนเพื่อให้มีผู้ได้รับผลกระทบต่างๆ น้อยที่สุด ทางการจีนพยายามจัดการปัญหาหนี้มาโดยตลอด ในอดีตที่ผ่านมามีการปล่อยให้บริษัทล้มละลาย แต่ก็อยู่ภายใต้การประเมินว่าจะต้องไม่ส่งผลกระทบในวงกว้าง

ขณะที่ภาคธนาคารกลางจีนมีความแข็งแกร่ง มีอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งหมดต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR Ratio) สูงที่ 14.5% ณ สิ้นปี 2020 และตราสารอนุพันธ์ป้องกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้ - CDS (Credit Default Swap) 5 ปี ของธนาคารจีน ไม่ได้เคลื่อนไหวไปกับความกังวลเกี่ยวกับข่าวดังกล่าว

ทั้งนี้ จีนออกนโยบาย 3 Red Lines” เพื่อควบคุมนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Property Developers) เพื่อให้ลดหนี้ และมีงบดุล (Balance Sheet) ที่ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีความแข็งแกร่งในอนาคต แต่สิ่งที่แลกมาคือบริษัทที่มีหนี้สูงอยู่แล้ว จะไม่สามารถหาสภาพคล่องในระยะสั้น และอาจจะต้องล้มละลายไปด้วย

สำหรับความหมายของ 3 Red Lines Policy คือ มาตรการควบคุมสถานภาพทางการเงิน 3 ข้อ โดยมุ่งเน้นให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในจีนมีสถานะทางการเงินที่เข้มแข็ง