WEALTH • PERSONAL FINANCE

ทิศทางตลาดหุ้นไทยปี 2564

ตลาดหุ้นไทยปี 64 มีแนวโน้มสดใสกว่าปีที่ผ่านมา หากเงินลงทุนของต่างชาติยังไหลเข้าต่อเนื่อง มีโอกาสที่ SET Index จะปรับตัวขึ้นถึงระดับ 1,600 จุด ได้อีกครั้ง คาดว่ากำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มเติบโต 38% ส่วนการระบาดรอบใหม่ของโควิด ไม่น่าส่งผลกระทบรุนแรงต่อตลาดหุ้น


หลังจากในปี 2563 ที่โลกได้ผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คาดว่าในปี 2564 นี้ มนุษย์จะมีวัคซีนป้องกัน สำหรับในประเทศไทยนั้น รัฐบาลได้มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในฝั่งนโยบายการเงิน เชื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำต่อไป เนื่องจากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดี และหากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นรวดเร็วเกินไป อาจเห็นแทรกแซงค่าเงินจาก ธปท. ได้ในระยะสั้น

ตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในไตรมาส 3 ปี 2563 ที่หดตัว -6.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก จากการลงทุนของภาครัฐ การส่งออก และการบริโภคในประเทศที่ดีกว่าคาด ทำให้ตลาดมีการปรับคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2563 ขึ้นเป็น -6% และปี 2564 เป็น +3.5% ถึง +4.5% เนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มฟื้นตัวจากอานิสงส์จากมาตรการภาครัฐดังที่ได้กล่าวไป ซึ่งน่าจะมีต่อเนื่องจนถึงกลางปี 2564

ด้านการบริโภคภาครัฐจะขยายตัวได้จากงบประมาณรายจ่ายที่มากขึ้น การเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐ และบางส่วนจาก พ.ร.ก. เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ส่วนภาคการส่งออก จะมีแนวโน้มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจและการค้าโลก แต่อาจได้รับปัจจัยกดดันจากการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ในช่วงต้นปี และจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่วนภาคการท่องเที่ยว มีแนวโน้มซบเซาต่อในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 แต่จะเริ่มเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มเดินทางมาในช่วงปลายปีเดียวกัน หลังจากที่วัคซีนมีการกระจายกันอย่างแพร่หลายแล้ว

เช่นเดียวกับกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย ที่ได้ทำจุดต่ำสุดไปในไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 และไตรมาส 3 ฟื้นตัว 25% จากไตรมาส 2 ขณะที่มีจำนวนบริษัทที่ประกาศผลกำไรดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ถึง 52% ทำให้นักวิเคราะห์เริ่มหยุดปรับลดประมาณการกำไรสุทธิของปี 2563 และปี 2564 ลง และมีโอกาสที่จะกลับมาปรับประมาณการเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย ที่มีแนวโน้มถูกปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ จากการตั้งสำรองหนี้เสียที่ลดลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวดีขึ้น กลุ่มพลังงาน จากราคาน้ำมันดิบที่คาดการณ์จะทรงตัวในระดับปัจจุบันได้ เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อการเดินทางระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น และกลุ่มพาณิชย์ จากการฟื้นตัวของกำลังซื้อภายในประเทศ โดยคาดว่ากำไรสุทธิของบจ.มีแนวโน้มจะเติบโต 38% ในปี 2564

ด้านภาพรวมตลาดหุ้นไทยเริ่มเห็นกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ไหลกลับเข้ามาอีกครั้งตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2563 หลังจากที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยนักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยแล้วกว่า 4 หมื่นล้านบาท

การกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติรอบนี้ น่าจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนระยะยาว เนื่องจากเริ่มเห็นการปรับคำแนะนำของบริษัทหลักทรัพย์ต่างชาติที่เริ่มมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยมากขึ้น เนื่องจากแม้ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) จะปรับตัวขึ้นมากในเดือนพฤศจิกายน 2563 แต่ตลาดหุ้นไทย ณ ระดับปัจจุบันยังต่ำกว่าตอนต้นปี 2563 ที่ระดับ 1,580 จุด

ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ดัชนีหุ้นในปัจจุบันสูงกว่าระดับตอนต้นปี 2563 ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าปัจจุบันราคาหุ้นไม่ได้ถูกมาก อัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี เรโช) ของตลาดหุ้นไทยในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 19 เท่า แต่การที่นักลงทุนยอมรับราคาหุ้นที่สูงขึ้นนั้น มาจากการคาดหวังการฟื้นตัวของผลประกอบการ อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ และสภาพคล่องในตลาดการเงินที่ยังมีอยู่สูง ทำให้นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนการลงทุนสูงมีทางเลือกในการลงทุนลดลง และจำเป็นต้องลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น

มาที่ค่าเงินบาทที่เคยขึ้นไปแตะระดับบริเวณ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเดือนเมษายน 2563 กลับแข็งค่าอย่างรวดเร็วมาอยู่บริเวณ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อมีฟันด์โฟล์วไหลเข้าปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็ว อีกทั้งเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องในปี 2564 จากทิศทางของฟันด์โฟลว์ที่ไหลออกจากประเทศพัฒนาแล้วเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย นอกจากเม็ดเงินที่จะไหลเข้ามาในตลาดหุ้นแล้ว เรายังได้ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง ทำให้ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่า และมีแนวโน้มที่จะได้เห็นเงินบาทกลับไปอยู่บริเวณ 28-29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อีกครั้ง


ในส่วนของราคาน้ำมัน หลังจากที่ราคาได้ปรับลงไปทำระดับต่ำสุดที่ระดับประมาณ 15 ดอลลาร์สหรัฐในเดือนเมษายน 2563 ก็มีการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) มาอยู่ในระดับ 51 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ขณะที่ฝั่งกำลังการผลิตน้ำมันยังคงไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมากนัก หลังกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส มีมติจากการประชุมในวันที่ 3 ธันวาคม 2563 ให้เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีกเล็กน้อยเพียง 5 แสนบาร์เรลต่อวันในเดือนมกราคม 2564 น้อยจากแผนเดิมที่จะขึ้นถึง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้จากระดับปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นไปมาก อุปทานน้ำมันจาก Shale Oil จะกลับเข้าสู่ตลาดและ กลุ่มโอเปกพลัส น่าจะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก ทำให้ราคาน้ำมันไม่น่าจะปรับตัวขึ้นสูงมากๆ ได้ ดังนั้น จึงคาดว่าราคาน้ำมันในปี 2564 จะอยู่ที่ระดับประมาณ 45-55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

กรณีการกลับมาระบาดใหม่ของโควิด-19 ในประเทศไทย แม้ว่ามีแนวโน้มสูงที่ผู้ติดเชื้อในรอบใหม่นี้จะสูงกว่าในรอบแรก แต่จากการที่กลุ่มผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อยู่เป็นกลุ่มก้อน คนไทยมีความตื่นตัวและระมัดระวังต่อการแพร่เชื้อสูง รวมทั้งความคาดหวังวัคซีนที่น่าจะเริ่มมีใช้ในปี 2564 มาตรการล็อกดาวน์ที่ภาครัฐจะใช้ก็น่าจะเป็นการล็อกดาวน์บางพื้นที่หรือบางธุรกิจ ไม่ได้ล็อกดาวน์เต็มที่เหมือนในช่วงการระบาดรอบแรก และนักลงทุนมีประสบการณ์จากการระบาดรอบแรกแล้ว ทำให้ผลกระทบจากการระบาดรอบนี้ต่อตลาดหุ้นไม่น่าจะรุนแรงมากนัก ซึ่งไม่แตกต่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ที่ตลาดจะปรับตัวลงประมาณ 5% ในช่วงสัปดาห์แรกที่มีข่าวการระบาดรอบสอง หลังจากนั้น ก็ค่อยๆ ปรับตัวขึ้นอีกครั้ง

โดยภาพรวมแล้ว การลงทุนในปี 2564 น่าจะมีแนวโน้มสดใสขึ้นมากกว่าปี 2563 และหากเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง ก็มีโอกาสที่ SET Index จะปรับตัวขึ้นถึงระดับ 1,600 จุดได้อีกครั้ง

สำหรับหุ้นของบริษัทที่มีการเติบโตดี มีการฟื้นตัวอย่างชัดเจนจากปี 2563 น่าจะเป็นหุ้นกลุ่มที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากที่สุด แต่นักลงทุนควรระมัดระวังในการเลือกลงทุน โดยเลือกลงทุนในหุ้นที่มีการฟื้นตัวแล้วผลประกอบการมีกำไร ไม่ว่าจะเป็นจากขาดทุนแล้วกลับมามีกำไรหรือมีกำไรน้อยแล้วกำไรเติบโตขึ้นมาก มากกว่าลงทุนในหุ้นที่มีการฟื้นตัวจากขาดทุนมากเป็นขาดทุนน้อย เพราะบริษัทเหล่านี้อาจจะยังมีความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่องทางการเงิน โดยเฉพาะหากมีวิกฤติที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น หรืออาจจะต้องใช้เวลามากขึ้นกว่าผลประกอบการจะกลับมาเป็นกำไร และหากตลาดมีความผันผวน หุ้นกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงได้มากกว่าหุ้นกลุ่มที่ผลประกอบการมีกำไร


 โดย : ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์  ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทาลิส จำกัด



Related keywords:

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง