WEALTH • STOCK - DERIVATIVES

คาดตลาดหุ้นไทยกระเตื้องแนะหุ้นรับอานิสงส์เศรษฐกิจฟื้น

ตลาดหุ้นไทยเดือนกรกฎาคมนี้ คาดว่าดัชนีหุ้นจะค่อยๆ กระเตื้องขึ้นหลังปรับฐานไปในเดือนก่อน จากความกังวลเงินเฟ้อ และตอบรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่รุนแรงของ Fed


อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่เป็นตัวถ่วงตลาด ที่มีแนวโน้มว่าอาจเกิด Recession กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว รวมไปถึงสงครามยูเครน-รัสเซียที่มีความยืดเยื้อ และยังมีการ Sanction กันอยู่ หากสถานการณ์ต่างๆ ผ่อนคลายลงจะทำให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวได้

ส่วนตัวแปรในประเทศ ตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากปัจจัยภายนอก แต่ยังได้อานิสงส์จากการปรับพื้นที่เป็นสีเขียวทุกจังหวัด และกลับมาดำเนินกิจกรรมได้ตามปกติ รวมถึงการท่องเที่ยวในประเทศ เงินบาทที่อ่อนค่าลง อาจจะช่วยหนุนหุ้นกลุ่มส่งออกได้บ้าง

ด้านกลยุทธ์การลงทุน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) แนะนำให้เลือกหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัว หรือราคาปรับตัวลงมามาก หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ


สำหรับหุ้นที่น่าสนใจลงทุนในเดือนกรกฎาคมนี้ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) แนะนำ BBIK, ITEL และ TH บล.ไทยพาณิชย์ แนะนำ AOT, BDMS และ CPALL ด้านการลงทุนต่างประเทศ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส แนะนำ Singapore REITs

 


บล.เคทีบี (ประเทศไทย)

แนะ 3 หุ้นเด่น BBIK, ITEL และ TH

 

บมจ.บลูบิค กรุ๊ป : BBIK ราคาเป้าหมาย 88.00 บาท


อยู่ในธุรกิจที่เป็น Megatrend ของโลก BBIK ประกอบธุรกิจเป็นที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation แบบครบวงจร ซึ่งจะเติบโตสูงในอีกหลายปีข้างหน้า จากการที่แต่ละองค์กรต้องเปลี่ยนผ่านให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น และยังขาดบุคลากรและองค์ความรู้ ทำให้ต้องใช้บริการธุรกิจที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ ทั้งนี้ มีการประเมินของสำนักวิจัยระดับโลกคาดว่าธุรกิจ Digital Transformation ทั่วโลกจะเติบโตเฉลี่ย 17% CAGR ในช่วงปี 2020-2025E รวมถึงในไทยยังมีโอกาสเติบโตสูงเช่นกัน


การแข่งขันไม่รุนแรง มีข้อได้เปรียบด้านราคา และ Track Record ที่ดี โดยคู่แข่งของ BBIK ส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ซึ่งมักมีระดับราคาค่อนข้างสูงเนื่องจากต้องมีค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทแม่ในต่างประเทศ ทำให้ BBIK สามารถเสนอราคาต่ำกว่าคู่แข่งได้ถึง 20-30% ในคุณภาพและบริการที่ไม่ต่างกัน รวมทั้งยังมี % NPM ที่สูงกว่า ซึ่งที่ผ่านมา BBIK มี Track Record ที่ดี ลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ใน SET100 เช่น ธุรกิจธนาคาร, ประกัน, เทคโนโลยี และค้าปลีก เป็นต้น


Backlog ทำ New High ต่อเนื่อง และความสามารถในการรับงานใหม่ได้เพิ่มขึ้น BBIK มี Backlog ณ สิ้น 1Q22 ที่ 458 ล้านบาท ทั้งนี้ Backlog ที่สูงขึ้นสะท้อนความต้องการของตลาด และยังเป็นผลจากแผนการเพิ่มพนักงานใหม่เป็น 300 คน (+50% YoY) ซึ่งโดยเฉลี่ยพนักงานต่อคนจะสร้างรายได้ปีละ 2-3 ล้านบาท ทำให้แนวโน้มการเติบโตในการรับงานในอนาคตจะยิ่งสูงขึ้น


กำไรจะเติบโตสูงเฉลี่ย +51% CAGR ในช่วง 3 ปีข้างหน้า จาก 1) ธุรกิจหลักที่ยังเติบโตสูง และงานบางส่วนยังสามารถเป็น Recurring ได้ในภายหลัง 2) การเติบโตของบริษัทร่วมทุน ORBIT และ 3) มีโอกาส Upside เพิ่มได้อีกจากหากแผนการเข้าลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ประสบความสำเร็จ สำหรับปี 2022E เราประมาณการกำไรที่ 113 ล้านบาท เติบโตสูง +70% YoY


ส่วนปี 2023E จะเพิ่มเป็น 169 ล้านบาท +50% YoY จากทั้งธุรกิจหลักที่เติบโต มีรายได้ Recurring ที่เพิ่มขึ้น และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก ORBIT ที่สูงขึ้น นอกจากนั้น ยังได้ผลบวกจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI ที่จะทำให้ Effective Tax Rate ลดลงเหลือ 5% จากปี 2022E ที่จะอยู่ที่ 15%


แนะนำ ซื้อราคาเป้าหมาย 88.00 บาท อิง PEG ที่ 1.5 เท่า (เทียบเท่า 2022E PER ที่ 77 เท่า ทั้งนี้ BBIK มีอัตราการเติบโตกำไรปี 2021-24E เฉลี่ย 51.2% CAGR และมี 2022E EPS ที่ 1.13 บาท/หุ้น) ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเป็นที่ปรึกษาด้าน IT, Digital Transformation และบริษัทผู้ผลิต Software ที่เกี่ยวข้อง ทั้ง Global และไทย


ทั้งนี้ เราประเมินว่า BBIK ควรเทรดที่ระดับ 2022E PER ที่สูงกว่าค่า Peer จากอัตราการเติบโตของกำไรที่สูงกว่ากลุ่มที่เติบโต +22% CAGR รวมทั้งกำไรของ BBIK ยังมีโอกาส Upside ได้อีกหากดีลใหม่ๆ ประสบความสำเร็จ


                 

 

บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม : ITEL  ราคาเป้าหมาย 6.80 บาท


ITEL เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการเข้าสู่ยุค Digital Economy โดย 1) คาดรายได้ธุรกิจ Data Service (Fiber Optic) จะขยายตัว +12% 2021-23E CAGR จากการเข้าสู่ยุค 5G ที่ปริมาณการใช้ Data ในช่วงแรกมีมากว่า 4G ถึง 2.7x, 2) ธุรกิจ Data Center แห่งที่สองอยู่ระหว่างขยายจาก 0.6MW เป็น 4.0MW และกำลังศึกษาเพิ่มเติมอีก 20MW ที่มีเป้าหมายในการดึงลูกค้าใหม่เข้ามาใช้บริการในอนาคต โดยการสนับสนุนของ Partner ใหม่ ETIX Everywhere ผู้ให้บริการ Data Center ระดับโลก และ 3) ธุรกิจ Installation ยังคงมีงานอย่างต่อเนื่อง จากโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการเข้าสู่ยุค Digital Economy


ผลประกอบการเติบโตโดดเด่น ประเมินกำไรสุทธิปี 2022E ที่ 324 ล้านบาท (+29% YoY, EPS +16% จากสมมติฐานแปลง ITEL-W3 ทั้งหมด ณ สิ้นปี 2022E) โดยรายได้รวมประเมินที่ 3.2 พันล้านบาท (+29% YoY) หนุนโดยการเติบโตของทุกสายงานผลักดันจากธีม Digital Economy ในขณะที่ GPM คาดที่ 21% (-40bps YoY) จากสัดส่วนรายได้งาน Installation (GPM ต่ำ) ที่มากขึ้น ในขณะที่ SG&A อยู่ที่ 139 ล้านบาท (+23% YoY) ตามการขยายตัวของธุรกิจ (SG&A to sales ที่ 4% (-20bps YoY) ประโยชน์จาก economy of scale)


แนะนำ ซื้อราคาเป้าหมายที่ 6.80 บาท อิงวิธี DCF (WACC 6.4%, TG 3%) หรือเทียบเท่า Implied PER 29X (ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี +0.25SD) และใกล้เคียงค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่เทรดราว 30X Key Catalyst คือการเข้าสู่ Digital Economy หนุนความต้องการบริการของบริษัทให้สูงขึ้น

 



 

บมจ.ตงฮั้ว โฮลดิ้ง : TH  ราคาเป้าหมาย 8.00 บาท


น้องใหม่ธุรกิจ AMC ที่มีโอกาสเติบโตที่สูง จาก 1) NPL ในระบบที่จะทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้น จาก i. การสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในปี 2021 โดยเฉพาะ NPL กลุ่มบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล (กลุ่มเป้าหมายการซื้อ NPL ของบริษัท) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 5.3% ใน 1Q22 ii. ระดับ Supply ในอุตสาหกรรมที่ยังสูงกว่าความสามารถซื้อในปัจจุบัน และ 2) อยู่ระหว่างการเจรจา และจัดตั้ง JV AMC กับสถาบันการเงิน


ฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีเงินทุนในการเข้าซื้อ NPL มาบริหารสูง โดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกู้เงิน หรือออกหุ้นกู้ ทำให้บริษัทไม่มีต้นทุนทางการเงินเหมือนบริษัทอื่น จาก 1) 2022E D/E ที่ต่ำเพียง 0.1x, 2) บริษัทมีเงินทุนที่สูง จากเงินสด และเงินลงทุนในตราสารทุน และตราสารหนี้ที่อยู่ในความต้องการของตลาด และ 3) คาดได้รับเงินจากการใช้สิทธิ TH-W3 จำนวน 241 ล้านบาทในปี 2022E


กำไรจะเข้าสู่ New S-Curve เราประเมินกำไรสุทธิปี 2022E ที่ 218 ล้านบาท (+126% YoY) และขยายตัวต่อเนื่องปี 2023E ที่ 352 ล้านบาท (+62% YoY) หนุนโดย 1) รายได้เพิ่มขึ้น +219%/+57% YoY โดยเฉพาะธุรกิจ AMC ที่จะขยายตัวสูงคิดเป็น 2022E-2024E AMC revenue CAGR +53% จากการเข้าซื้อ NPL ที่มูลหนี้ 6.0 พันล้านบาท/ปี, 2) Gross Profit เพิ่มขึ้นเป็น 82%/83% ขณะที่ 3) จะเริ่มรับรู้ค่าใช้จ่ายสำรองสำหรับ NPL ที่บริษัทเข้าซื้อคิดเป็น Credit Cost ที่ 286 และ 145 bps


แนะนำ ซื้อราคาเป้าหมาย 8.00 บาท อิงวิธี GGM ได้ 2023E PBV ที่ 4.6x เทียบเท่า 2023E PEG ที่ 1.0X อิง 2023E-2025E EPS CAGR ที่ 28% เราประเมินว่า TH ควรที่จะปรับตัวขึ้นมาเทรดใกล้เคียงกับผู้ประกอบการ AMC รายอื่น จากผลการดำเนินงานในระยะยาวที่จะขยายตัวสูง และทำให้ 2023E ROE เพิ่มขึ้นเป็น 18.5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 11.2%


                         


บล.ไทยพาณิชย์ แนะ 3 หุ้นดัง AOT-BDMS-CPALL

 

บมจ.ท่าอากาศยานไทย : AOT ราคาเป้าหมาย 75.00 บาท

 

มุมมองของ AOT ต่อแนวโน้มจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศ : ปีนี้ช้าแต่ยังอยู่บนเส้นทางฟื้นตัว จำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศในระหว่างวันที่ 1-28 พ.ค. ของ AOT อยู่ที่ ~1.4 ล้านคน เพิ่มขึ้น 46% MoM โดยได้รับการสนับสนุนจากการที่ไทยกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง ส่งผลทำให้จำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศในช่วง 8MFY65 (ต.ค. 2564-พ.ค. 2565) อยู่ที่ ~4.7 ล้านคน แต่คิดเป็นสัดส่วนเพียง ~18% ของจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศที่ AOT ตั้งเป้า (ประกาศในเดือน ต.ค. 2564) ไว้ที่ 26 ล้านคนในปี FY2565 (ต.ค. 2564-ก.ย. 2565)


ทั้งนี้ จากการที่เราได้เข้าร่วมประชุมกับ AOT บริษัทกำลังทบทวนเป้าจำนวนผู้โดยสารที่วางไว้ โดยเฉพาะในปี FY2565 เนื่องจากการดำเนินงานได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ Omicron


อย่างไรก็ดี ปีที่จำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศจะฟื้นตัวกลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดโควิด-19 มีแนวโน้มที่จะยังคงเป็นปี FY2567 โดยได้รับการสนับสนุนจากการฟื้นตัวของปริมาณจราจรทางอากาศทั่วโลก ปัจจุบัน AOT ตั้งเป้าจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศไว้ที่ 66 ล้านคนในปี FY2566 และ 87 ล้านคนในปี FY2567

 

อัตราการใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น สืบเนื่องมาจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยและปริมาณผู้โดยสารที่ปรับตัวดีขึ้น AOT พบว่า อัตราการใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์ในท่าอากาศยานของบริษัทปรับเพิ่มขึ้นสู่ ~70% ในปัจจุบัน จากระดับแย่ที่สุดที่ ~50% ปัจจุบัน AOT ยังคงกรอบเวลาของมาตรการให้ความช่วยเหลือสายการบินและผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์ที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 มี.ค. 2566 ไว้เช่นเดิม

 

เดินหน้าเพิ่มรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน โครงการ Airport City จะมีการพัฒนาใน 2 พื้นที่: 1) ที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ AOT (~500 ไร่) ซึ่ง AOT กำลังรออนุมัติจาก ครม. ให้ทำการบริหารจัดการพื้นที่ และ 2) ที่ดินสิทธิการเช่า (~700 ไร่) ภายใต้สัญญาที่ทำไว้กับกรมธนารักษ์ซึ่งมีการปรับระยะเวลาตามเงื่อนไขการใช้ทรัพย์สินของทางราชการ AOT คาดว่าจะทำการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในปี FY2565-2567 โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุน ~1.9 พัน ลบ. รายละเอียดโครงการยังไม่มีการเปิดเผย แต่โครงการที่มีศักยภาพจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจโลจิสติกส์ ศูนย์จัดเก็บสินค้าที่เน่าเสียง่ายและกระจายสินค้า และธุรกิจโรงแรม

 

คงประมาณการผลประกอบการไว้เหมือนเดิม เรายังคงประมาณการของเราไว้ว่าขาดทุนปกติของ AOT จะลดลงสู่ 1.0 หมื่น ลบ. ในปี FY2565 (จากขาดทุนปกติ 1.53 หมื่น ลบ. ในปี FY2564) และจะพลิกกลับมามีกำไรปกติที่ 1.38 หมื่น ลบ. ในปี FY2566 โดยอิงกับสมมติฐานว่าจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้นสู่ 9 ล้านคนในปี FY2565 (จาก 0.95 ล้านคน ในปี FY2564) จากนั้นจะเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดสู่ 50 ล้านคน ในปี FY2566 และฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนเกิดโควิด-19 ในปี FY2568

 

ปัจจัยเสี่ยงต่อประมาณการของเรา เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น โรคระบาดใหญ่ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะทำให้ความต้องการเดินทางลดลง และนักท่องเที่ยวจากจีนฟื้นตัวช้า

 



 

บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ : BDMS  ราคาเป้าหมาย 30.00 บาท


รายละเอียดโครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 2.35 หมื่น ลบ. ประกอบด้วย: 1) 9.1 พัน ลบ. สำหรับค่าเช่าที่ดินระยะเวลา 30 ปี และต่อสัญญาเช่าได้อีก 30 ปี ตั้งอยู่บนถนนหลังสวน (ตรงข้ามสวนลุมพินี) และ 2) 1.44 หมื่น ลบ. สำหรับก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้าง เครื่องมือทางการแพทย์ และทรัพย์สินอื่นๆ เพื่อการดำเนินโครงการ โครงการ BDMS Silver Wellness & Residence เป็นโครงการ mixed-use ที่ประกอบด้วยคลินิก โรงแรม และที่พักอาศัย


ซึ่งตั้งเป้าไปที่กลุ่มผู้บริโภค กลุ่ม Sliver Age (อายุ 55 ปีขึ้นไป) และชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศไทยระยะยาวที่มีความตระหนักในกระแสรักสุขภาพด้วยการทำกิจกรรมที่นำไปสู่ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ดีขึ้น การก่อสร้างจะใช้เวลา 6.5 ปี และจะเริ่มดำเนินการในปี 2572

 

การเติบโตระยะยาวสำหรับธุรกิจด้านส่งเสริมสุขภาพ สำหรับ BDMS Wellness Clinic ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมสุขภาพในปัจจุบันของ BDMS ในปี 2564 รายได้อยู่ที่ ~800 ลบ. (1% ของรายได้ของ BDMS) โดยมี EBITDA เป็นบวกแล้วหลังจากเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบในปี 2562 ในขณะที่สัดส่วนรายได้น้อยมาก แต่เรามองว่าธุรกิจด้านส่งเสริมสุขภาพมีโอกาสเติบโตในระยะยาว

 

จากข้อมูลของ Global Wellness Institute มูลค่าตลาดด้านการส่งเสริมสุขภาพรวมอยู่ที่ US$4.4 ล้านล้านในปี 2563 ซึ่งครอบคลุมหลายกลุ่มอุตสาหกรรมหรือกิจกรรมด้านส่งเสริมสุขภาพ เนื่องจากการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ทำให้ผู้คนหันมาตระหนักด้านสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ทำให้คาดว่าตลาดด้านการส่งเสริมสุขภาพรวมจะเติบโตที่ CAGR 10% ในปี 2563-68 โดยกลุ่มท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Tourism) จะเติบโตมากที่สุดที่ CAGR 20% ในปี 2563-68 (Figure 3)

 

ฐานะการเงินไม่น่าเป็นห่วง แหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดภายในของบริษัทและการกู้ยืม ถ้าการลงทุนครั้งนี้ใช้แหล่งเงินทุนทั้งหมดจากการกู้ยืม อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนของ BDMS จะเพิ่มขึ้นสู่ 0.3 เท่า (จาก 0.02 เท่า ณ วันที่ 31 มี.ค. 2565) และต่ำกว่า Debt Covenant ที่ 1.75 เท่าอย่างมาก ซึ่งชี้ให้เห็นว่า BDMS ยังสามารถกู้ยืมได้อีก ~1.34 แสน ลบ. สำหรับโอกาสในการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต

 

คงประมาณการผลประกอบการ เนื่องจากข้อมูลในปัจจุบันมีจำกัด เราจึงมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบต่อผลประกอบการจากโครงการนี้ อย่างไรก็ดี เรามองว่าการลงทุนครั้งนี้เป็นพัฒนาการที่ดีสำหรับ BDMS ในการขยายธุรกิจสู่ธุรกิจส่งเสริมสุขภาพ โดยจะเปิดโอกาสให้บริษัทเติบโตตามเทรนด์โลกที่หันมาให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดี ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการใช้บริการศูนย์เวชศาสตร์ป้องกันและส่งเสริมสุขภาพปรับตัวเพิ่มขึ้น

 



 

บมจ.ซีพี ออลล์ ราคาเป้าหมาย 77.00 บาท


ยอดขายธุรกิจ CVS เติบโตอย่างแข็งแกร่ง SSS growth หลังจากเติบโต 13% YoY (เติบโตดีที่สุดนับตั้งแต่ 4Q55) ใน 1Q65 SSS น่าจะเติบโตมากกว่า 10% ใน 2Q65TD โดยได้รับการสนับสนุนจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว การกลับมาของนักท่องเที่ยวในประเทศ และการกลับมาเปิดโรงเรียนอีกครั้ง


ทั้งนี้ จาก SSS Growth ใน 1Q65 (+13% YoY) ของ CPALL การเติบโต 3% YoY เกิดจากจำนวนลูกค้าที่ 871 คน/สาขา/วัน (-27% เมื่อเทียบกับก่อนเกิด COVID ในปี 2562) และการเติบโต 9% YoY เกิดจากยอดซื้อต่อบิลที่ 84 บาท/บิล (+20% เมื่อเทียบกับก่อนเกิด COVID ในปี 2562)

 

การกลับมาเปิดร้านอีกครั้งและสาขาใหม่ CPALL ปิดร้าน CVS ชั่วคราวจำนวนไม่ถึง 500 สาขา ณ สิ้น 1Q65 (ไม่ถึง 4% ของสาขาทั้งหมด) สาขาในโรงเรียนและสำนักงานทยอยกลับมาเปิดอีกครั้ง แต่สาขาในย่านที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากยังคงปิดชั่วคราวอยู่ โดย CPALL วางแผนทยอยกลับมาเปิดทำการจนถึงสิ้นปี 2565 การกลับมาเปิดร้านเหล่านี้จะช่วยสนับสนุน SSS growth ของบริษัท CPALL ยังคงแผนเปิดสาขาเพิ่มเฉลี่ย 700 สาขาต่อปี (หลังจากหักสาขาที่ปิด) ในปี 2565 และในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า

 

อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจ CVS แข็งแกร่ง อัตรากำไรขั้นต้นของ CPALL มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากยอดขายสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ (ยา หน้ากากอนามัย และ ATK) และของใช้ส่วนตัวซึ่งให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงที่เพิ่มขึ้น และยอดขายสินค้าอาหารใหม่ๆ ซึ่งให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงที่เพิ่มขึ้น จะช่วยชดเชยยอดขายอาหารราคาประหยัดและสินค้าอาหารแพ็คใหญ่ซึ่งให้อัตรากำไรขั้นต้นต่ำที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

สำหรับอัตรากำไรขั้นต้น (เฉพาะกิจการของ CPALL) บริษัทจะยังคงบันทึกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ COVID เช่น ค่าใช้จ่ายในการป้องกันสำหรับพนักงานและร้านค้า แต่จะต่ำกว่าใน 2H64 ซึ่งบริษัทมีการบันทึกค่าใช้จ่ายจากการจัดการระบบขนส่งเพื่อเติมสินค้าให้ร้านในช่วงที่มีการประกาศเคอร์ฟิวช่วงกลางคืน ค่าขนส่ง ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายพนักงาน (ค่าใช้จ่ายพนักงานไม่ถึง 20% ของบริษัทเชื่อมโยงกับค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2562) คิดเป็นสัดส่วน 1-2%, 2% และ 1% ของรายได้ CPALL


การขยายสาขาในต่างประเทศ หลังจากเปิดร้าน CVS สาขาแรกในเดือน ส.ค. 2564 CPALL มีสาขาในกัมพูชาเกือบ 10 สาขาแล้วนับถึงปัจจุบัน โดยยอดขายดีกว่าคาดจากยอดซื้อต่อบิลที่สูงกว่าแต่จำนวนลูกค้าต่ำกว่าร้านในประเทศไทย บริษัทวางแผนเปิดสาขาใหม่ประมาณ 10 สาขา ในกัมพูชา และเปิดร้าน CVS สาขาแรกในลาวในปีนี้

 

 

 


บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส

แนะลงทุน Singapore REITs

 

กลุ่ม Hospitality REIT จะได้รับดีมานด์ที่ถูกอั้นไว้ หรือ pent-up demand ของการเดินทางที่มาจากทั้งในกลุ่มท่องเที่ยวและธุรกิจ ตามรายงานของ DBS ชี้ว่า การที่ประเทศต่างๆ ได้เริ่มลดข้อจำกัดในการเดินทางระหว่างประเทศ การเพิ่มเที่ยวบิน จะเป็นปัจจัยหนุนการฟื้นตัวของกลุ่มที่พักและโรงแรมต่อเนื่องไปจนถึงปี 2566 แม้ว่าภาพเศรษฐกิจโลกโดยรวมจะแผ่วลงจากปัจจัยต่างๆ ที่มากระทบ เช่นเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นแรงก็ตาม


DBS เห็นว่า ตลาดออฟฟิศในสิงคโปร์มีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยได้ปัจจัยหนุนทั้งฝั่งดีมานด์และซัพพลาย ผู้เช่ารายปัจจุบันกำลังมีความต้องการขยายพื้นที่สำนักงานเพื่อตอบสนองกับธุรกิจที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกัน การขยายตัวของบริษัทข้ามชาติเข้ามายังสิงคโปร์เพื่อใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติงานในภูมิภาคก็กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยส่วนหนึ่งก็เป็นบริษัทที่ย้ายหรือเปลี่ยนเป้าหมายจากฮ่องกงมาที่สิงคโปร์

 

ตัวอย่างบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีฐานปฏิบัติงานที่สิงคโปร์ เช่น DHL Express (Singapore) ซึ่งเป็นบริษัทโลจิสติคส์สัญชาติเยอรมนี, Cisco Systems บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติสหรัฐฯ, Salesforce บริษัทซอฟต์แวร์สหรัฐฯ, รวมถึง Micron Technology, Boston Scientific, HP Inc, Microsoft Singapore เป็นต้น

 

โดยการเข้ามาของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ส่วนหนึ่งเป็นผลงานของรัฐบาลสิงคโปร์ที่พยายามสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดีให้กับบริษัทข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยหนุนตลาดออฟฟิศอีกด้านหนึ่งที่สำคัญคือ ซัพพลายของพื้นที่ออฟฟิศคุณภาพในใจกลางเมืองย่านธุรกิจมีจำกัด ทำให้ตลาดออฟฟิศมีความตึงตัวมากขึ้นเรื่อยๆ และก็จะเป็นปัจจัยหนุนให้ค่าเช่าพื้นที่ออฟฟิศเพิ่มขึ้น เป็นบวกต่อรายได้ของ Office REIT

 

ปัจจัยลบสำคัญของกลุ่ม REIT คือดอกเบี้ยขาขึ้น โดย DBS คาดว่า Yield พันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปี จะเพิ่มขึ้นไปที่ประมาณ 3.4% ในปลายปี 2565 และคาดว่าจะแผ่วลงไปที่ประมาณ 2.9% ในปลายปี 2566 ในขณะเดียวกันก็คาดว่า Yield พันธบัตรสิงคโปร์ 10 ปีจะขึ้นไปที่ 2.95% ในปลายปี 2565 และลดมาที่ 2.55% ในปลายปี 2566

 

นักลงทุนมักใช้ Yield พันธบัตร 10 ปี เป็นตัวเปรียบเทียบเบื้องต้นกับ dividend Yield ที่ได้จากการลงทุนใน REIT โดยหากส่วนต่างของ Yield (Yield REIT - Yield พันธบัตร 10ปี) สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ก็จะทำให้การลงทุนใน REIT มีความน่าสนใจ และหากส่วนต่างต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ก็จะทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนใน REIT ลดลง ซึ่งจากการศึกษาของ DBS พบว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางลบมากที่สุดสำหรับดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในรอบนี้คือ REIT กลุ่ม Industrial, Healthcare, และ Retail ในขณะที่ผลกระทบจากดอกเบี้ยขึ้นต่อกลุ่ม Office มีน้อยมาก แต่ผลกระทบต่อกลุ่ม Hospitality กลับเป็นบวก

 

บทวิเคราะห์ของ DBS ยังชี้ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับกลุ่ม REIT สิงคโปร์คือ ในช่วงที่ Yield Curve มีลักษณะแบนราบ (Flatten) ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงของการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ข้อมูลในอดีตบ่งชี้ว่า ในภาวะเช่นนี้ กลุ่ม REIT สิงคโปร์ กลับมีผลงานที่ดีกว่าตลาด ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ของการลงทุน โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่ามีโอกาสที่อุตสาหกรรม REIT สิงคโปร์จะชนะตลาดเช่นกันในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

 

REIT สิงคโปร์ กำลังเร่งลดผลกระทบที่มาจากต้นทุนสาธารณูปโภคและดอกเบี้ย จากการวิเคราะห์ผลประกอบการในช่วงไตรมาส 1/2565 พบว่า กลุ่ม REIT ในสิงคโปร์ได้มีการบริการจัดการหลายด้านเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว


        1. การรีไฟแนนซ์ (Refinance) และการลดปริมาณหนี้ที่กำลังจะครบกำหนดชำระในช่วงปี 2565-2566 โดย ณ. ไตรมาส 1/2565 สัดส่วนหนี้ที่จะครบกำหนดในปี 2565-2566 ลดลงมาที่ 11% และ 17% ตามลำดับ เทียบกับสัดส่วนดังกล่าว ณ ปลายปี 2564 ซึ่งมีหนี้ที่ครบกำหนดในปี 2565-2566 อยู่ที่ 13% และ 16% ตามลำดับ ซึ่งจะเห็นได้ว่า แม้ว่าดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น แต่ผลกระทบที่มีต่อต้นทุนการเงินของกลุ่ม REIT สิงคโปร์โดยรวมจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และค่อยเป็นค่อยไป


        2. การเพิ่มการป้องกันความเสี่ยงด้านดอกเบี้ย (Interest Rate Hedging) ซึ่งเป็นการลดผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้น โดยในไตรมาส 1/2565 สัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 77% จากที่เคยอยู่ที่ 75% ในปลายปี 2564


        3. การจัดการเพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนด้านสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น - REIT จำนวนมากได้ทบทวนสัญญาด้านสาธารณูปโภค ซึ่งจะมีการต่ออายุสัญญาในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ทำให้สามารถลดผลกระทบที่มาจากราคาสาธารณูปโภคที่สูงขึ้นในปี 2565 แต่ต้นทุนด้านสาธาณูปโภคของกลุ่ม REIT ในสิงคโปร์มีสัดส่วนเพียง 1-3% ของรายได้

ยกเว้นกรณีของ Hospitality REIT ซึ่งมีสัดส่วนที่ประมาณ 3-5% ของรายได้ อย่างไรก็ดี ต้นทุนด้านสาธารณูปโภคของกลุ่ม Industrial และ Office ส่วนใหญ่เป็นภาระของผู้เช่า ทำให้ผลกระทบโดยตรงต่อ REIT มีไม่มากนัก


คำแนะนำลงทุน : DBS คาดว่าอัตราการเติบโตของเงินปันผลกลุ่ม Office REIT ในช่วง 2 ปีข้างหน้าจะอยู่ที่ประมาณ 6% CAGR และของกลุ่ม Hospitality REIT อยู่ที่ประมาณ 30% โดยแนะนำลงทุน

 

        1. กลุ่ม Office REIT คือ CapitaLand Integrated Commercial Trust (CICT) และ Keppel REIT (KREIT)

 

        2. กลุ่ม Hospitality REIT แนะนำ Ascott Residence Trust (ART) และ CDL Hospitality Trust (CDLHT)

 

        3. กลุ่ม Retail REIT เลือก Frasers Centrepoint Trust (FCT) และ LendLease Global Commercial REIT (LREIT)

 

       4. กลุ่ม Industrial REIT แนะนำ Mapletree Industrial Trust (MINT) และ Frasers Logistics & Commercial Trust (FLT)