WEALTH • STOCK - DERIVATIVES

หุ้นเด่นครึ่งปีหลังจาก 4 โบรกเกอร์ โรงไฟฟ้า ส่งออกอาหาร สถาบันการเงิน

นักวิเคราะห์เผยมุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลัง เผชิญความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยขาขึ้น บล.กสิกรไทย คาด SET ไม่ใช่ขาขึ้นระยะยาว อาจเห็นตลาดหมีเข้าจำศีลบางช่วง บล.เอเซีย พลัส ลดเป้า SET เหลือ 1,570 จุด บล.ไทยพาณิชย์ คาดไตรมาส 3 หุ้นไทยถึงจุดต่ำสุด เปิดโผหุ้นเหมาะสอยเข้าพอร์ต กลุ่มโรงไฟฟ้า ส่งออกอาหาร สถาบันการเงิน โรงแรม ท่องเที่ยว

 

บล.กสิกรไทย ชี้ครึ่งปีหลัง

เงินเฟ้อยังกดดันตลาดหุ้น


นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ นักวิเคราะห์ บมจ.หลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย คาดการณ์เศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 มีปัจจัยหนุนจากการเปิดประเทศ อย่างไรก็ตามมีปัจจัยกดดันจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังต้องติดตามว่าจะยืดเยื้อและไปในทิศทางไหน รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่สูงกดดันกำลังซื้อ และอัตรากำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก ที่ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเพิ่มขึ้น

สำหรับทิศทางเศรษฐกิจฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว ด้านฝั่งยุโรป คาดว่าจะชะลอตัวเนื่องจากผลกระทบโดยตรงจากสงคราม ด้านฝั่งสหรัฐอเมริกา จะชะลอลงจากผลกระทบของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ปรับขึ้นต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2565 ส่วนฝั่งเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีนคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวได้ดีเมื่อเทียบกับฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว และเศรษฐกิจจีนได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงไตรมาส 2 และคาดว่าจะเห็นการเติบโตตั้งแต่งวดไตรมาส 3 เป็นต้นไป

 อีกทั้งการเปิดประเทศอาจเป็นกุญแจสำคัญ แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์โควิด-19 และพัฒนาการของวัคซีนด้วย นอกจากนี้ มีปัจจัยหนุนอีกด้าน คือ การเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่คาดว่ายังมีช่องว่างในการกระตุ้น เนื่องจากเงินเฟ้อยังต่ำเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ยุโรป รวมถึงฝั่งนโยบายการคลังที่รัฐบาลจีนเดินหน้ากระตุ้นทุกภาคส่วน

 สำหรับทิศทางเศรษฐกิจของไทย คาดว่าสามารถฟื้นตัวต่อจากฐานที่ต่ำในปีที่แล้วด้วยปัจจัยหนุนจากเดินหน้าเปิดเมืองเปิดประเทศ ในเดือนมิถุนายนที่คาดว่าจะหนุนเศรษฐกิจทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว แม้ไทยเผชิญปัจจัยกดดันคล้ายๆ ต่างประเทศ คือ อัตราเงินเฟ้อที่แนวโน้มยังสูงในช่วงไตรมาส 3 ทั้งผลจากราคาพลังงานที่สูงและค่าแรงขั้นต่ำที่มีโอกาสขยับขึ้น คาดว่าจะหนุนให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำเป็นต้นขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมช่วงไตรมาส 3 นี้

 

หุ้นไทย บางช่วงอาจเห็นตลาดภาวะหมี

นายฐกฤต กล่าวว่า สำหรับทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลังอาจยังไม่ใช่ขาขึ้นระยะยาว และอาจเห็นตลาดหมีเข้าจำศีล (Bear Market Rally) เล็กน้อยในบางช่วง โดยทิศทางการลงทุนตลอดไตรมาส 3 จะยังเผชิญกับผันผวนสูงต่อคาดตลาดยังแกว่งตัวลง (Sideway Down) และจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในช่วงไตรมาส 4 หลังจากสถาการณ์ต่างๆ คลี่คลาย

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ด้านปัจจัยบวกมองว่ามาจากการเดินหน้าเปิดประเทศทั่วโลกรวมไทย นอกจากนี้ หุ้นโลกได้ปรับฐานลงมามากแล้ว จนมูลค่าหุ้น (Valuation) ในบางตลาดอยู่ในระดับต่ำ อาทิ จีน เวียดนาม ฯลฯ เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS Growth) ที่ยังเห็นการเติบโต

ด้านปัจจัยลบ มองว่าเป็นเรื่องของสภาพคล่องในระบบที่ลดลง โดยเฉพาะฝั่งสหรัฐฯที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และตลาดคาดว่าจะปรับขึ้นต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2565นี้ รวมถึงโอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น อีกทั้งผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยืดเยื้อ ตลอดจนอัตราดอกเบี้ยและราคาพลังงานที่สูง การปรับคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียน และการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2565 ที่ยังมีโอกาสปรับประมาณการลดลงได้อีก หากสถานการณ์ต่างๆ ยืดเยื้อ

สำหรับคำแนะนำการลงทุนในหุ้นไทยครึ่งปีหลัง บล.กสิกรไทย แนะนำลงทุนระยะสั้นและระยะกลาง ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า (Utility) ได้ประโยชน์จากความกังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ปรับลง กลุ่มส่งออกอาหาร ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ Food Shortage และเงินบาทอ่อนค่า เป็นต้น ส่วนกลุ่มที่แนะนำหลีกเลี่ยง คือ กลุ่ม Global Play หรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่อิงเศรษฐกิจโลก อาทิ กลุ่มพลังงาน ปิโตรเครมี และกลุ่มยานยนต์

 

บล.เอเซีย พลัส ลดเป้า SET เหลือ 1,570 จุด


นายชาญชัย พันทาธนากิจ รองผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ บล.เอเซีย พลัส ได้คาดการณ์เป้าหมายดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 2565 ไว้ที่ 1,800 จุด แต่ กนง.ยังมีการประชุมอีก 3 ครั้งในปีนี้ โดยมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในทุกๆ ครั้ง คาดว่าจะอยู่ที่อัตรา 0.25% ส่งผลให้ปรับลดเป้าดัชนีหุ้นไทยเหลือเพียง 1,570 จุด ซึ่งเป็นความเสี่ยงจากนโยบายการเงินตึงตัว

 “กลยุทธ์การลงทุนในครึ่งปีหลังว่าหากดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงต่ำกว่า 1,570 จุด แนะนำนักลงทุนใช้จังหวะนี้ในการทยอยสะสมหุ้น แต่หากดัชนีปรับตัวมากกว่า 1,570 จุด หุ้นที่สามารถทำกำไรได้อาจจะขายทำกำไร หรือหาจุดล็อกกำไรในหุ้นที่มีกำไรอยู่”

นายชาญชัยกล่าวว่า ปัจจัยบวกที่ส่งผลต่อการลงทุนคาดว่าจะเป็นความต่อเนื่องจากการเปิดประเทศทั้งในประเทศและต่างประเทศ การใช้ชีวิตเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ด้านปัจจัยลบ มองว่า เป็นเรื่องของเงินเฟ้อและนโยบายทางการเงินที่ตึงตัวมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ของนักลงทุนต่างชาติ ที่คาดว่ามีโอกาสไหลออกได้ในระยะนี้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของไทยมีส่วนต่างจากดอกเบี้ยสหรัฐค่อนข้างมาก อาจส่งผลให้เงินไหลออกไปสหรัฐมากกว่า และเศรษฐกิจโลกที่ตึงตัวอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยได้เช่นเดียวกัน

สำหรับหุ้นแนะนำมี 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มธุรกิจประกัน กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศ เช่น กลุ่มโรงแรม และกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า เช่น กลุ่มส่งออกอาหาร

 

บล.ไทยพาณิชย์

คาดไตรมาส 3 หุ้นไทยถึงจุดต่ำสุด


นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ คาดการณ์ว่า การลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงครึ่งหลังของปีนี้ยังไม่สดใส โดยได้รับผลกระทบจาก Sentiment ด้านลบของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และจีน อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยแข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ เนื่องจากแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนในภาพรวมยังมีการเติบโตได้จากอานิสงส์ของการเปิดประเทศ ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบด้านลบจากเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยมีสัดส่วนในตลาดไม่มาก

ทั้งนี้ ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหลักทรัพย์ฯในปี 2565-2566 ยังคงดี โดยคาดว่า Earnings Per Share (EPS) เติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 10% ต่อปี กลุ่มที่ EPS ฟื้นตัวไปที่ระดับก่อนเกิดโควิด ได้แก่ กลุ่มธนาคาร กลุ่มพลังงาน กลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มพาณิชย์ และกลุ่มท่องเที่ยว เป็นต้น ส่วนปัจจัยเสี่ยงต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนในครึ่งหลังของปี 2565 คาดมาจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบโดยจะกระทบกลุ่มขนส่ง และวัสดุก่อสร้าง รวมถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกนง. อาจกระทบกลุ่มท่องเที่ยว อาหาร พาณิชย์ และโรงไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม คาดว่าตลาดหุ้นไทยจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 3/2565 เนื่องจากผ่านช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยแรง อีกทั้งจีนเริ่มคุมสถานการณ์โควิดในประเทศได้ แนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนชัดเจน ตลาดได้รับปัจจัยหนุนจากการเปิดประเทศ และเงินเฟ้อมีแนวโน้มทรงตัว ส่วนความเสี่ยงอื่นๆ ที่ต้องติดตาม ได้แก่ การเคลื่อนย้ายของเงินทุนต่างชาติ การเปิดประเทศของจีนที่ล่าช้า และสงครามรัสเซีย-ยูเครน

นายสุกิจกล่าวว่า ได้ประเมินราคาเป้าหมายของ SET Index อยู่ที่ 1,650 จุด จากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยกลุ่มที่มองว่ามี Upside เมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ กลุ่มธนาคาร กลุ่มสื่อสาร กลุ่มอาหาร ส่วนกลุ่มที่มี Downside ได้แก่ กลุ่มขนส่ง การแพทย์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อสังหาริมทรัพย์ และท่องเที่ยว โดยมองกรอบดัชนีฯอยู่ที่ 1,550-1,750 จุด

 

บล.บัวหลวง ชูกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง


นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า การประเมินเป้าหมายดัชนีในช่วงครึ่งหลังปี 2565 ที่ระดับ 1,700 จุด ยังคงเป็นไปได้ ส่วนกรอบล่างอาจมี Downside อยู่ที่ 1,550-1,570 จุด โดยรับอานิสงส์จากการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว และผ่อนปรนมาตรการให้ร้านอาหารกลับมาเปิดได้ ซึ่งหัวใจสำคัญอยู่ที่มาตรการต้องไม่เปลี่ยนไปมาเพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น รวมถึงกำไร บจ.ในปี 2565 เป็นปีแรกที่เห็นการฟื้นตัวของกำไร เพราะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและการจับจ่ายใช้สอยดีขึ้น ส่งผลให้กำไร บจ.ไตรมาส 1 เติบโตได้ดี และแนวโน้มไตรมาส 2 คาดกำไรบจ.จะเติบโต 9% จากไตรมาสแรก

อย่างไรก็ตาม ดัชนีอาจไม่ถึงเป้าหมายหากสถานการณ์สงครามรัสเซียและยูเครนขยายวงไปยังภูมิภาคอื่นๆ สำหรับอัตราเงินเฟ้อของไทยยังไม่ถึงจุดพีคอาจได้เห็นในช่วงไตรมาส 3-4 โดย กนง.คาดว่าในปี 2566 เงินเฟ้อจะต่ำกว่าปี 2565 ที่เงินเฟ้อแตะระดับสูงสุด และจะค่อยๆ ลดลงในปีหน้าเช่นกัน อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยคาดว่า กนง.จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปี 2565 ส่งผลให้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจาก 0.5% เป็น 1-1.25% และปี 2566 อาจเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้ง หรืออาจไม่ขึ้นก็ได้ขึ้นอยู่กับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ และทิศทางเงินเฟ้อประเทศไทยที่ กนง.คาดการณ์ไว้

นายชัยพรกล่าวต่อว่า กลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังคงแนะนำให้จัดพอร์ตแบบเน้นกระจายการลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวน โดยให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นสัดส่วน 60%, กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์, กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานสัดส่วน 20% เนื่องจากมองว่าอสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัว และมีการจ่ายเงินปันผลที่น่าสนใจ นอกจากนี้ ควรมีการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ ทองคำ และน้ำมันสัดส่วน 10% ที่เหลือแนะนำให้ถือเป็นเงินสดและตราสารหนี้ระยะสั้นสัดส่วน 10%

สำหรับกลุ่มหุ้นแนะนำเป็นกลุ่มที่ดีอยู่แล้วและคาดว่าจะดีต่อเนื่อง คือ กลุ่มโภคภัณฑ์, น้ำมัน, ถ่านหิน และกองเรือ คาดการณ์กำไรยังเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนั้น ยังแนะกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เช่น กลุ่มสถาบันการเงิน รวมถึงหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่อาจมีกำไรเติบโตโดดเด่นกว่าโรงพยาบาลขนาดกลางและเล็ก เพราะได้รับผลกระทบไม่มากนักจากภาวะอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยขึ้น สำหรับกลุ่มอาหารส่งออกไก่ หมู น่าจะดีต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้จากภาวะขาดแคลนอาหาร และค่าเงินบาทอ่อนเทียบค่าเงินสหรัฐฯ (USD) ส่วนหุ้นโรงไฟฟ้า, คอนซูเมอร์ไฟแนนซ์, อิเล็กทรอนิกส์ และอสังหาริมทรัพย์ ยังไม่แนะนำในช่วงนี้จนกว่าจะเห็นภาพราคาก๊าซ และอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้เริ่มลดลง