WEALTH • MUTUAL FUND

ลดหย่อนภาษีโค้งท้ายปี 64 กับกองทุน SSF-RMF หุ้นต่างประเทศ

บริหารจัดการด้านภาษี พร้อมเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนช่วงโค้งสุดท้ายของปี 64 กับกองทุนหุ้นต่างประเทศ BLS Top Funds แนะกองทุน SSF และ RMF เน้นลงทุน 4 ธีมหลัก กองทุนผสม กองทุนหุ้นเทคโนโลยี กองทุนหุ้นทั่วโลก กองทุนหุ้นเวียดนาม บลจ.เปิดไอพีโอ กองทุนหุ้นยุโรป หุ้นพลังงานสะอาดทั่วโลก

นายเสริมศักดิ์ วงศ์สิทธิโชค ผู้อำนวยการ ฝ่ายค้าตราสารการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2564 แนะนำผู้ที่กำลังวางแผนการลดหย่อนภาษีปี 2564 หรือต้องการสร้างเงินออมจากการลงทุนในระยะยาว หาจังหวะเข้าลงทุน กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) หรือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

 

เช็กก่อนลงทุน SSF- RMF เพราะต้องถือยาว

สำหรับผู้ที่มีอายุไม่เกิน 45 ปี ควรเลือกลงทุนใน กองทุน SSF ให้เต็มที่ก่อน เพราะใช้ระยะเวลาในการลงทุนสั้น 10 ปี อีกทั้งไม่กำหนดขั้นต่ำในการลงทุน ไม่จำเป็นต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี ซื้อปีไหน ลดหย่อนปีนั้น ลงทุนสูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้ทั้งปี แต่ไม่เกิน 2 แสนบาท

ทั้งนี้ เมื่อรวมกับกองทุน RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ประกันบำนาญ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และ กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เป็นต้น ต้องไม่เกิน 5 แสนบาท

สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ควรเลือกลงทุนในกองทุน RMF เนื่องจากจะขายคืนหน่วยลงทุนได้เมื่ออายุ 55 ปี และไม่มีขั้นต่ำในการลงทุน แต่ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี เว้นได้ไม่เกิน 1 ปี เมื่อครบเงื่อนไขสามารถขายได้ทั้งหมดที่ลงทุนมา ทำให้ถือลงทุนน้อยกว่า 10 ปี

นายเสริมศักดิ์กล่าวว่า การลงทุนที่มีประสิทธิภาพ นอกจากผู้ลงทุนจะต้องจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะกับช่วงอายุแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงความสามารถในการรับความเสี่ยงด้วย เช่น หากเป็นคนรับความเสี่ยงได้ปานกลาง ก็ควรเลือกกองทุนผสมที่สามารถลงทุนได้ในระยะยาว หรือหากต้องการวางแผนเกษียณ ผ่านการลงทุนระยะยาว แต่ไม่มีเวลาดูแลพอร์ตลงทุนให้เหมาะสมกับช่วงอายุ ก็ควรเลือกลงทุน กองทุนประเภท Target Date Fund ที่เน้นลงทุนในระยะยาวเพื่อการเกษียณอายุ

ทั้งนี้ BLS Top Funds แนะนำกองทุน SSF และ RMF เพื่อลดหย่อนภาษีปี 2564 จำนวน 4 รูปแบบ

      แบบที่ 1 กองทุนผสม ที่มีความเสี่ยงระดับปานกลาง โดยแนะให้ลงทุนในกองทุน BCAP GW75SSF หรือ กองทุน BCAP-2040RMF ที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ, ตราสารทุนในประเทศและต่างประเทศ และสินทรัพย์ทางเลือก

      แบบที่ 2 กองทุนหุ้นเทคโนโลยี ที่มีความเสี่ยงระดับสูง โดยแนะ กองทุน KKP TECH-H-SSF ที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคฯ ที่กำลังเป็นกลุ่มสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และ “กองทุน B-INNOTECHRMF” ที่ลงทุนในหุ้นเทคฯ คุณภาพดีทั้งแอปพลิเคชันให้บริการออนไลน์, Semiconductor และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากทั่วโลก

      แบบที่ 3 กองทุนหุ้นทั่วโลก ที่มีความเสี่ยงระดับสูง แนะนำ กองทุน KFGGSSF เพราะเชื่อว่าหุ้นเติบโตจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในระยะยาว และ กองทุน KCHANGERMF ที่เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านการศึกษาด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

      แบบที่ 4 กองทุนหุ้นเวียดนาม ที่มีความเสี่ยงระดับสูง แนะนำ กองทุน ASP-VIETRMF ที่เน้นลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือมีธุรกิจหลักในประเทศเวียดนาม โดยคาดว่าจะได้ประโยชน์จากโอกาสเติบโตของตลาดหุ้นเวียดนาม และการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อาจกลับมาขยายตัวเฉลี่ย 6-7% ต่อปี อีกครั้งในปี 2565

นายวศิน วัฒนวรกิจกุล กรรมการผู้จัดการ Head of Business Distribution บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง จำกัด เปิดเผยว่า ในปัจจุบันนักลงทุนมีความสนใจลงทุนระยะยาวผ่านกองทุนประหยัดภาษี ในกองทุนหุ้นต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากต้องการกระจายความเสี่ยงลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย พร้อมๆ กับเพิ่มโอกาสการเติบโตให้พอร์ตลงทุนได้มากยิ่งขึ้น

สำหรับประเทศเวียดนาม ถือเป็นเศรษฐกิจดาวรุ่งในอาเซียนที่กำลังเติบโตได้ดี จากการที่ประเทศที่ประชากรวัยแรงงานอยู่มาก เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศให้เติบโต ทั้งยังเป็นฐานการผลิตสำคัญที่บริษัททั่วโลกใช้ในการผลิตสินค้า นอกจากนี้ มูลค่าหุ้นเวียดนามก็ยังไม่แพงเกินไป โดยเฉพาะหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มีดาวรุ่งรอให้ผู้จัดการกองทุนค้นหาอีกมาก และตลาดหุ้นเวียดนามก็กำลังรอวันปรับสถานะจากตลาดหุ้นชายขอบ (Frontier Market) ไปสู่การเป็นตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Market) ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นจะยิ่งทำให้เวียดนามโดดเด่นในสายตานักลงทุนทั่วโลกมากขึ้น

“การใส่เงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง ด้วยระยะเวลาที่ยาวเพียงพอ มีส่วนสำคัญที่ทำให้เงินลงทุนเติบโต แต่อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีระยะยาว” นายวศิน กล่าว

 


บลจ.ไอพีโอ กองหุ้นยุโรป-ธีมฟันด์กลุ่มพลังงานเด่นทั่วโลก

สำหรับช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ หลายบลจ.ได้ทะยอยออกกองทุนลดหย่อนภาษีที่เน้นลงทุนต่างประเทศ เช่น บลจ.กรุงไทย ออกกองทุนเปิดเคแทม ยูโรเปียน เทคโนโลยี อิควิตี้ ฟันด์ (ชนิดเพื่อการออม) (KT-EUROTECH SSF) เพื่อลงทุนในหุ้นกลุ่มดิจิทัลของยุโรป ด้วยนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน JPMorgan Funds-Europe Dynamic Technoligies Fund (กองทุนหลัก) เพียงกองเดียว ในชนิดหน่วยลงทุน (Share Class) “I” ในสกุลเงินยูโร

และกองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ เทคโนโลยี อาร์ทิฟิเชียล อินเทลลิเจนซ์ อิควิตี้ เพื่อการเลี้ยงชีพ (KT-WTAI RMF) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมหลัก Allianz Global Artificial Intelligence Fund ในหน่วยลงทุน Class AT (USD) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV เน้นลงทุนในตลาดตราสารทุนทั่วโลกที่ธุรกิจของบริษัทจะได้รับประโยชน์จาก/หรือเกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่สำคัญในอนาคต

บลจ.บัวหลวง ได้ออกกองทุนประหยัดภาษีรวดเดียว 3 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดบัวหลวงยูเอสอัลฟ่าเพื่อการออม (B-USALPHASSF) กองทุนเปิดบัวหลวงยูเอสอัลฟ่าเพื่อการเลี้ยงชีพ (B-USALPHARMF) และกองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นเวียดนามเพื่อการเลี้ยงชีพ (B-VIETNAMRMF)

บลจ.เอ็มเอฟซี ได้เพิ่มโอกาสลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีผ่านกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี รีนิวเอเบิล เอนเนอร์จี ชนิดเพื่อการออม (MFC Renewable Energy Fund SSF) หรือ MRENEW-SSF เป็นกองทุนรวมตราสารทุนที่ลงทุนในกองทุนต่างประเทศ (Feeder Fund) โดยมีนโยบายการจ่ายปันผลอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

โดย MRENEW-SSF เป็น Share Class ที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากกองทุน MFC Renewable Energy Fund (MRENEW) ที่ลงทุนใน BGF Sustainable Energy Fund (กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบบัญชีไม่ต่ำกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ กองทุนหลักบริหารจัดการโดย BlackRock บริษัทจัดการชั้นนำของโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่คำนึงและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)

ทั้งนี้ กองทุนหลักจะเน้นลงทุนในหุ้นของธุรกิจพลังงานยั่งยืนใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วโลก ได้แก่ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Power) การขนส่งโดยใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีสะอาด (Clean Transport) และการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) ซึ่งนับเป็นกลุ่มธุรกิจ ESG ที่มีการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่องและมีความยั่งยืน

 

Related keywords:

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง