WEALTH • PERSONAL FINANCE

หุ้น หุ้นกู้ ทองคำ และคริปโทฯ สินทรัพย์ไหนจะไปต่อในครึ่งปีหลัง 2564

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2564 สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) จัดงานสัมมนา “หุ้น หุ้นกู้ ทองคำ และคริปโตเคอร์เรนซี” สินทรัพย์ไหนจะไปต่อในครึ่งปีหลัง 2564 ผ่านเฟซบุ๊กออนไลน์เพื่ออัพเดตแนวโน้มตลาดและกลยุทธ์การลงทุน โดยมีมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญที่น่าสนใจ ดังนี้ 

ตลาดการเงินไทยเผชิญ “ขาขึ้นที่นักลงทุนไม่คุ้นเคย”

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์การลงทุน UOB Asset Management (Thailand) ฉายภาพทิศทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย รวมถึงภาพตลาดการเงินในช่วงครึ่งหลังปี 2564 ว่า ในช่วงที่ผ่านมาต้องบอกว่าภาพของเศรษฐกิจแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

         1. เศรษฐกิจในส่วนของตลาดพัฒนาแล้ว(Developed Market : DM) ที่ฟื้นตัวขึ้น ที่มีการดิลิเวอร์ในส่วนของวัคซีนได้ดีกว่าตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market)

         2. เศรษฐกิจในส่วนของตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market : EM) รวมถึงประเทศในฝั่งเอเชีย ที่ปัจจุบันยังตามหลังอยู่ ซึ่งวัคซีนยังไม่ได้ดิลิเวอร์ได้เท่าของอเมริกาและยูโรป 

เพราะฉะนั้น สิ่งที่กำลังจะเห็นในอนาคต คือ การขยายตัวที่เป็นลักษณะตัว K ของโลก โดยในฝั่งของอเมริกาและยุโรปจะขึ้นไปก่อน ในขณะที่ฝั่ง DM อื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น และจีน และฝั่ง EM ยังชะลอตัวและอาจเป็นขาล่างของตัว K นี่คือความชัดเจนอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากผลของโควิด-19 และวัคซีน 

อีกปัจจัยที่น่าสนใจคือ นโยบายทางการเงิน ที่มีความแตกต่างเหมือนกัน ในฝั่งของอเมริกาจะเริ่มเห็นภาพว่านโยบายทางการเงินมีความเข้มงวดมากขึ้น อย่างล่าสุดที่ธนาคารกลางสหรัฐได้ส่งสัญญาณอาจมีการปรับลดการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินลง ทำให้ตลาดและภาคธุรกิจต้องปรับตัวในอนาคต หากมองภาพฝั่งเอเชียและประเทศไทย แบงก์ชาติที่ได้มีการประชุม กนง. ได้เห็นคนละด้าน เนื่องจากแบงก์ชาติมีการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจลงอีก 1 ครั้ง และบอกว่าในอนาคตเศรษฐกิจอาจยังไม่ได้ฟื้นตัว และยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้นโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายเข้าไปช่วย 

สิ่งที่จะเกิดตามมาจากภาพนโยบายที่สวนทางกันในลักษณะนี้ อย่างแรกจะเห็นค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ และสิ่งที่ตามมาคือ ภาพรวมเศรษฐกิจและนักลงทุนเคลื่อนย้าย ถ้าเกิดเศรษฐกิจในฝั่ง EM ยังฟื้นตัวไม่ทัน และเป็น DM ที่ฟื้นตัวนำหน้าไปก่อน ก็อาจจะเห็นเงินทุนที่ขยับไปในฝั่งของ DM มากกว่า 

ขณะที่ตลาดการเงิน ปี 2021 ผ่านมาครึ่งปี สิ่งที่เห็นคือ กลายเป็นว่าตลาดหุ้นปรับขึ้นมาทำนิวไฮ โดยเฉพาะ S&P500 บวกขึ้นจากปีที่แล้ว 15% และตลาดที่ดีที่สุดกลายเป็นหุ้นเล็กๆ ในฝั่งของอเมริกา และหุ้นในฝั่งของยุโรปที่เรียกว่า Value Stock เป็นหุ้นที่พื้นฐานดีๆ และได้รับการฟื้นตัวขึ้นมาจากเศรษฐกิจรอบนี้ ต้องบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตลาดเจอกับ 3 จุดสูงสุดที่ไม่เคยเจอมาก่อน ประกอบด้วย 

        1. Expectation นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากว่าปีนี้น่าจะเป็นปีที่ดี และเป็นปีที่เศรษฐกิจฟื้นตัว สังเกตว่าหุ้นเด่นๆ ไม่ใช่หุ้นที่เป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจเหมือนสมัยก่อน เช่น เทสล่า AMC การเปิดเมือง 

        2. Inflation ที่สูง นักลงทุนเชื่อมั่นว่าเงินเฟ้อที่สูงคงเป็นเรื่องชั่วคราว เพราะธนาคารกลางสหรัฐบอกว่าเป็นแค่ชั่วคราว ทำให้กล้าซื้อขายมากขึ้น เช่น หุ้นในกลุ่มพลังงานและน้ำมันก็ปรับตัวสูงขึ้นได้ 

        3. In motion ค่อนข้างชัดเจนว่านักลงทุนส่วนใหญ่จะมีความเชื่อมั่นมากๆ ว่านโยบายทางการเงิน โดยเฉพาะนโยบายของธนาคารกลางต่างๆ ต้องมาช่วยแน่นอน ถ้าเกิดเศรษฐกิจชะลอตัวลงไป อาจจะต้องมีนโยบายที่ผ่อนคลายมากขึ้น โดยนโยบายทางการคลัง หลายๆ คนเชื่อว่าน่าจะมีนโยบายทางการคลังออกมาเรื่อยๆ แต่ถ้าดูในภาพความเป็นจริง นโยบายจะทำให้ตลาดไปต่อไปหรือไม่ อาจเห็นนักลงทุนที่กระโดลงจากยอดดอยบ้าง 

“ให้คำนิยามของขาขึ้นในรอบนี้ว่า “ขาขึ้นที่นักลงทุนไม่คุ้นเคย” เราจะคุ้นเคยกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่เงินเฟ้อปรับตัวลงมาตลอด ไม่เคยเจอธนาคารกลางที่อยู่ดีๆ ออกมาส่งสัญญาณว่า จะปรับลด QE เพราะว่าเราไม่ได้ใช้ QE มานานแล้ว แต่ยังไม่เคยเจอซัพพลายที่ติดขัด”


หุ้นไทยสิ้นปี 1,680 จุด “เปิดประเทศหนุน” ปี 65 ได้เห็น 1,800 จุด

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) มีมุมองต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2564 ว่า ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มอยู่ในขาขึ้นในระยะ 12 เดือนข้างหน้า โดยมีขาขึ้นเช่นเดียวกับตลาดหุ้นโลก ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) เพิ่มเป็น 1,680 จุด ในช่วงครึ่งปีหลัง และคาดว่าในปี 2565 ดัชนีจะเพิ่มขึ้นกลับไปแตะระดับ 1,800 จุด 

สำหรับการปรับตัวไม่ร้อนแรงเหมือนกับครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เนื่องจากดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็วใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งตั้งแต่ช่วงปลายปี 2563 มาถึงครึ่งปีแรกของปี 2564 ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนจากการอัดฉีดเม็ดเงินของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก ทำให้มีเงินไหลเข้ามาในตลาดหุ้นเกิดใหม่เข้ามา และการปรับกลุ่มหุ้นที่นักลงทุนกลับมาซื้อหุ้น Value จากการเริ่มกลับมาเปิดเมืองในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

“รอบนี้เป็นรอบที่ตลาดหุ้นตกหนัก แต่ฟื้นเร็วมาก จากจุดต่ำสุดของรอบนี้ที่เดือนมีนาคม กลับไปสู่จุดเดิมก่อนเกิดวิกฤติภายใน 6 เดือน ถ้าย้อนหลังไปดูวิกฤติหลายๆ รอบที่มีความรุนแรงประมาณนี้ จะไม่มีรอบไหนที่ฟื้นเร็วขนาดนี้ วิกฤติที่คุ้นเคยที่สุดคือเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว คือ วิกฤติซับไพรม์ รอบนั้นใช้เวลากว่า 5 ปี ตั้งแต่ปี 2008-2013 ที่ Index จะกลับมาที่เดิม แต่ครั้งนี้ใช้เวลา 6 เดือน”


โดยปัจจัยสนับสนุนหลัก คือ

        1. การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

        2. การฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน ในปีนี้ยังมีทิศทางการเติบโตที่ดีจากฐานที่ต่ำในปีก่อน ทำให้ประเมินว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนไทยในปี 64 จะเติบโตขึ้น 56% ในปี 64 และคาดว่าในปี 65 จะยังสามารถเติบโตขึ้นได้ 15% สะท้อนภาพของการกลับมาฟื้นตัวขึ้นและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

        3. อัตราเร่งในการฉีดวัคซีน 

        4. แนวโน้มการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว และ

        5. การไหลเข้าของเงินลงทุนต่างชาติที่จะไหลเข้ามาในตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Market : EM) จะมากขึ้น จากที่ปัจจุบันเงินลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้าไปในตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้วในสหรัฐและยุโรป ส่วนผลจาก QE tapering ต่อตลาดหุ้นไทยนั้นไม่น่าห่วง เพราะปัจจุบันเงินต่างชาติในตลาดหุ้นไทยเหลือน้อย รวมถึง เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลกเป็นเพียงภาวะชั่วคราว ไม่ส่งผลให้ FED ขึ้นดอกเบี้ยก่อนปี 2023

ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงหลัก คือ 1.การบริหารจัดการการฉีดวัคซีนให้ได้ตามแผน 2.ประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันเชื้อกลายพันธุ์ และ 3.นโยบายของจีนในการอนุญาตให้ประชาชนเดินทางออกนอกประเทศ

อย่างไรก็ตามในครึ่งปีหลังคาดว่ากลุ่มหุ้นที่จะเข้ามาช่วยผลักดันดัชนีจะเป็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการกลับมาเปิดเมืองและเปิดประเทศ หรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการ Reopening ซึ่งตลาดหุ้นไทยมีหุ้นที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มดังกล่าวค่อนข้างมาก และเป็นหุ้นกลุ่ม Value ที่จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินเข้ามา ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ในช่วงครึ่งปีหลัง


“บอนด์ยิลด์” เข้าสู่ขาขึ้นจนถึงต้นปี 65 

คุณธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวถึงทิศทางตราสารหนี้ไทยในครึ่งปีหลัง 2564 ว่า ปัจจุบันพันธบัตรรัฐบาลไทยมีการปรับขึ้นมากกว่าช่วงก่อนโควิด-19 แล้ว โดยช่วงครึ่งปี 64 จนถึงต้นปี 65 ตลาดบอนด์ยิลด์ไทยจะยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ตามทิศทางบอนด์ยิลด์สหรัฐ 10 ปีที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ credit spread จะคงตัวอยู่ในระดับนี้ต่อไป 

ด้านตลาดหุ้นกู้แนวโน้มน่าจะยังได้รับความนิยม หลังจาก 5  เดือนที่ผ่านมานี้ ยอดออกหุ้นกู้ระยะยาว 24 สัปดาห์แรกของปี 2564 มีแนวโน้มดีขึ้น มีมูลค่าราว 5 แสนล้านบาท หรือกลับมาใกล้เคียงเมื่อปี 2562 ที่ทำลายสติถิทั้งปีที่มียอดการออกหุ้นกู้ระยะยาว เท่ากับ 1.08 ล้านล้านบาท ในขณะที่ปี 2563 มีมูลค่า 3 แสนล้านบาท หรือลดลงแรงถึง 40% จากปี 2562  

หลังจากนี้ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามหลังจากนี้   คือ เฟดถอนคิวอีต่อไป  เพราะเราไม่รู้ว่าหากเกิดสัญญาณถอนคิวอีแล้ว บอนด์ยิลด์สหรัฐจะพุ่งแรงแค่ไหน หากการถอนคิวอีของเฟดออกเซอร์ไพรส์มากกว่าที่ตลาด กังวลว่าจะมีผลต่อบอนด์ยิลด์สหรัฐมาก  ปัจจุบันบอนด์ยิลด์สหรัฐ อายุ 10 ปี ขึ้นมาที่ 1.5% และไม่ช้าหรือเร็วคาดว่าน่าจะปรับตัวขึ้นทะลุ 2%  

ทางด้านแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของไทย มองว่าในปีหน้าอาจไม่เห็นการขยับขึ้น คงขึ้นอยู่กับท่องเที่ยวจะฟื้นกลับมาได้เร็วแค่ไหนและมีประเด็นว่า หากดอกเบี้ยนโยบายไม่ขึ้น ดอกเบี้ยเงินฝากจะไม่ขึ้นด้วยหรือไม่ ในขณะที่บอนด์ยิลด์ปรับตัวขึ้นไป โดยเฉพาะหุ้นกู้ภาคเอกชน จะกลับมาได้รับความนิยมมากน้อยแค่ไหน

ส่วนปริมาณพันธบัตรรัฐบาลไทย ที่จะออกมาสนับสนุน พ.ร.ก.กู้เงิน มองว่า ด้วยปริมาณเงินดังกล่าว เทียบไม่ได้กับเงินฝากในระบบที่มีกว่า 17 ล้านล้านบาท ดังนั้นด้านซัพพายที่จะออกมาเพิ่มเติมในตลาดตราสารหนี้ในระยะข้างหน้า จึงไม่กระทบกับบอนด์ยิลด์ของไทย กรณีบอนด์ยิลด์สหรัฐปรับตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปีมานี้ ส่งผลให้บอนด์ยิลด์ไทยขยับขึ้นมากกว่าในเชิงจิตวิทยา


แนะลงทุนคริปโทฯ แบบ DCA 

ดร.เอกลาภ ยิ้มวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิปเม็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงตลาดคริปโทเคอเรนซีว่า ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลครึ่งปีหลัง ถ้าดูราคาบิตคอยน์พีคอยู่ที่ 2 ล้านบาทต่อเหรียญ ตอนนี้หล่นมาประมาณ 50% ทุกครั้งที่ราคาถูกปรับฐานมีโอกาสหล่นได้ 80-85% ถ้าตอนนี้นักลงทุนมองว่ายังสามารถลงทุนได้ ให้เลือกลงทุนแบบ DCA (dollar-cost averaging) หรือการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน เพราะไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น แต่โดยพื้นฐานปัจจุบันพบว่าสถาบันสนใจเข้ามาในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น

Related keywords:

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง