WEALTH • STOCK - DERIVATIVES

เปิดท็อป 4 หุ้นกลาง-เล็ก ในพอร์ตกองทุน JMT WICE WHA SINGER

ผู้จัดการกองทุน ชี้โอกาสลงทุนหุ้นกลาง-เล็ก สร้างผลตอบตอบแทนระยะยาว 3-5 ปี เปิดชื่อ 4หลักทรัพย์ในพอร์ตท็อป 10 กองทุน Mid&Small Cap ทำผลตอบแทนสูงสุด JMT WICE WHA SINGER นักวิเคราะห์แนะดู 3 ข้อก่อนลงทุน 


นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทาลิส จำกัด เปิดเผยว่า ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีความคล่องตัวและปรับตัวได้ ตลาดทุนยังคงเป็นแหล่งระดมทุนที่ดี ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ยังใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว การลงทุนหุ้นไทย  ดังนั้นการลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังแนะนำหุ้นขนาดกลางและเล็ก (Mid&Small Cap)  ซึ่งยังมีความน่าสนใจลงทุนในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า 


โดยกลยุทธ์ที่สำคัญ คือ ผู้ลงทุนต้องคัดเลือกธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง ปรับตัวได้ดีในช่วงโควิด-19 และกำไรยังมีแนวโน้มเติบโตสูง 15-30 % ต่อปีในระยะข้างหน้า  รวมถึงต้องเป็นธุรกิจที่ไม่ใช้เงินลงทุนสูง และผู้บริหารธุรกิจมีความสามารถบริหารจัดการกับปัญหา ลดอุปสรรคได้ดีในวิกฤติครั้งนี้  


การจัดพอร์ตหุ้นขนาดกลางและเล็ก เน้นกระจายการลงทุนในธีมเปิดเมือง หรืออยู่ในเทรนด์การลงทุนที่สอดคล้องไปกับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของโลก และเชื่อว่าหุ้นไทยยังคงไปต่อได้ แต่จะเป็นในหุ้นกลุ่มขนาดกลางและเล็กที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี


สำหรับมาตรการล็อกดาวน์ในประเทศ หรือกึ่งล็อกดาวน์ในบางพื้นที่ นายประภาสน์ มีมุมมองว่าสำหรับผู้ประกอบการนั้นถือเป็นข่าวร้าย แต่ในแง่ของการลงทุน มองว่าเป็นโอกาส จากสถานการณ์ที่ผ่านมาก่อนล็อกดาวน์ ตลาดหุ้นไทยปรับตัวต่ำแล้วหลังจากนั้นประมาณสองเดือนคาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้  


อย่างไรก็ตาม หากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในไทยในช่วง 3-6 เดือนนี้ ยังไม่เห็นการปรับลดลงจะน่าเป็นห่วง แต่หากตัวเลขการติดเชื้อปรับลดลงได้ก็จะหนุนตลาดหุ้นไทย จากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยคาดว่าปลายปี 2565 น่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวได้ โดยคาดว่าใช้เวลา 4 ปีกลับมาฟื้นตัวที่ 3-4%เท่าช่วงก่อนโควิด-19 ในปี 2562

 


เปิดท็อป 4 หุ้นในพอร์ตกองทุน Mid &Small Cap


การเงินการธนาคาร ได้สำรวจหุ้นขนาดกลางและเล็กที่กองทุนรวมลงทุนมากที่สุดพบว่ามี 4 บริษัท ประกอบด้วย บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT)  บมจ.ไวส์ โลจิสติกส์ (WICE) บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น(WHA) และบมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) โดยอ้างอิงข้อมูลจากการจัด 10 อันดับกองทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดย้อนหลัง 3 ปี โดยให้ผลตอบแทนระหว่าง 12.58-19.29 % ต่อปี 



สำหรับมุมมองนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่มีต่อแนวโน้มธุรกิจของ 4 บริษัทมีดังนี้   


บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ประเมินผลประกอบการเติบโตแข็งแกร่งท่ามกลางการระบาดของไวรัสโควิด- 19 นอกเหนือจากปริมาณหนี้เสีย (เอ็นพีแอล)ในระบบที่มีจำนวนมากในปัจจุบันจะเอื้อต่อการเติบโตในฝั่งซื้อหนี้เพื่อรอวัฏจักรเศรษฐกิจฟื้นตัวในปี 2565 เป็นต้นไป ในฝั่งการจัดเก็บหนี้ก็ทำได้ดี และมีผลกระทบอย่างจำกัด ด้วยลักษณะของหนี้ไม่มีหลักประกันที่สร้างกระแสเงินสดได้สม่ำเสมอ ทั้งฐานเดิม และการลงทุนใหม่ต่อเนื่อง จะสะท้อนบนการเติบโตของกำไรเฉลี่ย 40% ในสองปีข้างหน้าซึ่งอยู่ในอัตราที่สูงกว่าอุตสาหกรรม


โดยธุรกิจบริหารหนี้ ประเมินยอดเก็บเงินสดที่ 1,050 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากฐานลูกหนี้กว่า 90% มีรายได้ประจำ แม้ลูกหนี้บางส่วนราว 10% ในธุรกิจท่องเที่ยวต้องการความช่วยเหลือชั่วคราว แต่ถูกชดเชยด้วยการเติมพอร์ตหนี้ใหม่ตั้งแต่ปลายปีแล้ว 27% เมื่อเทียบกับปีก่อน เริ่มรับรู้รายได้ จึงยังเห็นภาพรวมรายได้มีทิศทางเติบโต 


ธุรกิจติดตามหนี้ทรงตัวในช่วงสถาบันการเงินมีการพักหนี้ อีกทั้งธุรกิจประกันยังอยู่ในระดับคุ้มทุน ขณะโครงสร้างต้นทุนยังใกล้เคียงไตรมาสก่อน จากการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยติดตามหนี้ทำให้อัตรากำไรดีขึ้นเล็กน้อยที่ 72% หรือเพิ่มขึ้น 0.40 % 


บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ คงคำแนะนำ ซื้อ” หุ้น JMT ให้ราคาเหมาะสม 53.00 บาท (รวม JMT-W3) อิงราคาปิดต่อกำไร (P/E) ปี 2564เท่ากับ 40 เท่า 


บมจ.ไวส์ โลจิสติกส์ (WICE ) บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) คาดแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/64 ของ WICE มีโอกาสทำสถิติกำไรรายไตรมาสสูงสุดได้ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6  จากค่าขนส่งที่สูง และปริมาณการขนส่งสินค้าที่น่าจะเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของการส่งออกไทย และคาดว่าผลประกอบการครึ่งปีหลังจะออกมาน่าประทับใจ เนื่องจากในไตรมาส 3 และไตรมาส 4  เป็นช่วงฤดูกาลของการส่งออกไทย นอกจากนี้คาดว่ากำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นของโกดังสินค้า และตู้คอนเทนเนอร์สำหรับบริการขนส่งข้ามชายแดนจะช่วยสนับสนุนให้รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นในครึ่งหลังของปี2564


อย่างไรก็ตาม WICE อาจจะเผชิญความท้าทายมากขึ้นในปี 2565 ถ้าหากค่าขนส่งเริ่มกลับเข้าสู่ระดับปกติ ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าว่ารายได้ปี 2564 จะโตไม่น้อยกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน และกำไรสุทธิปีนี้จะเติบโตอย่างน้อย 6% ในขณะที่ consensus คาดว่ากำไรสุทธิของ WICE ในปี 2564 จะเติบโตถึง 42.8 % เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็น 289 ล้านบาท และปี 2565 จะเพิ่มขึ้น 1.6%  เป็น 293 ล้านบาท 


โดย consensus ของกำไรปีนี้ยังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีกหากค่าขนส่งในครึ่งปีหลังยังทรงตัวในระดับใกล้เคียงกับปัจจุบันเนื่องจากบล.เคจีไอฯ คาดว่าปริมาณสินค้าที่ขนส่งจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก ทั้งนี้ ราคาหุ้นของ WICE ในปัจจุบันซื้อขายที่พีอี 22.6 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 34.5 เท่า  แม้จะเผชิญความเสี่ยงจากเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกถดถอย ความผันผวนของต้นทุนค่าขนส่ง และการแข่งขันในตลาด โดยให้ราคาเป้าหมาย 9.20 บาท แนะนำซื้อ” 


บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) บล.เอเชีย เวลท์  คาดการณ์ผลประกอบการ WHA ฟื้นตัว จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่ ได้ประเมินผลประกอบการในไตรมาส 2 มีแนวโน้มทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก จากการที่ผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จะเข้ามาทาธุรกรรมโอนที่ดินถูกเลื่อนออกไป 


โดยคาดว่าจะเห็นการกลับมาของยอดโอนที่ดินอีกครั้งในครึ่งหลังของปี 2564 โดยเฉพาะไตรมาส 4 หลังคาดว่าภาครัฐฯ จะมีการกระจายวัคซีนให้ครอบคลุม จนนำไปสู่การเปิดประเทศอีกครั้ง ประกอบกับแผนการขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์ซึ่งคาดว่าจะมีขนาด 180,000 ตร.ม. ขณะที่รายได้ส่วนอื่นทั้งรายได้จากการให้เช่าและสาธารณูปโภค คาดว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่อง หลังบริษัทส่วนใหญ่กลับมาดำเนินงานตามปกติ ซึ่งทำให้อุปสงค์การใช้น้ำปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับยังมีความต้องการเช่าของกลุ่มลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอี-คอมเมิร์ซ ทำให้คงประมาณการกำไรสุทธิในปี 2564 ไว้ที่ 2,981 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า  


แนะนำ ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมายหุ้น WHA ที่ 3.90 บาท แม้ว่าผลประกอบการในไตรมาส 1/64  จะคิดเป็นเพียง 5% ของประมาณการทั้งปี 2564 แต่เชื่อว่าจะเห็นภาพการฟื้นตัวของผลประกอบการอย่างมีนัยยะในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 โดยเฉพาะในไตรมาส 4/64 คาดว่าจะมีการเปิดประเทศ และจะทำให้การโอนที่ดินกลับสู่ภาวะปกติ และหนุนจากการขายสินทรัพย์เข้ากอง นอกจากนี้สถานการณ์สงครามการค้าที่ยังมีอยู่ต่อเนื่องยังทำให้เราคาดว่าจะเห็นการย้ายฐานการผลิต หลังการเปิดประเทศ 


บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) ประมาณการยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้ายังแข็งแกร่ง และกำไรขั้นต้นยังสูง สถานการณ์โควิด-19 ที่กลับระบาดระลอก 3 และกระแสการทำงานจากที่บ้านไม่ได้ส่งผลกระทบกับยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านของบริษัท ซึ่งคาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 700 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 6%  เมื่อเทียบกับปีก่อน ในไตรมาส 2/64  หรือเพิ่มขึ้น 14% ใน ครึ่งแรกของปี 2564) 


บล. เคจีไอ คาดว่า SINGER สามารถขยายธุรกิจทั้งจากยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้า และสินเชื่อจำนำทะเบียน โดยที่ยังบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ได้ดีอย่างน่าแปลกใจ บล.เคจีไอฯ ระบุผู้บริหาร SINGER ให้ข้อมูลว่าธุรกิจส่วนใหญ่ของบริษัทมุ่งไปที่ต่างจังหวัดซึ่งอุปสงค์ยังฟื้นตัวได้ดี ซึ่งการเติบโตดังกล่าวทำให้ผลประกอบน่าจะเป็นไปตามประมาณการ ดังนั้นจึงยังคงคำแนะนำถือ” และคงราคาเป้าหมายปี 2565 ไว้ที่ 40 บาท 

นักวิเคราะห์แนะลงทุนหุ้นกลาง-เล็ก ต้องรู้ 3 ข้อ 


สภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากจำนวนหุ้นที่กระจายให้นักลงทุนทั่วไปยังไม่มากนัก ทำให้ปริมาณการซื้อขายต่อวันอยู่ในระดับต่ำตามไปด้วย อาจทำให้นักลงทุนกังวลในด้านสภาพคล่องจึงตัดสินใจไม่ลงทุน


นักลงทุนส่วนใหญ่ คือ นักลงทุนรายย่อย เนื่องจากนักลงทุนสถาบันจะมีข้อจำกัดในการลงทุนหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก จึงทำให้เวทีนี้เป็นของนักลงทุนรายย่อย และอาจมีโอกาสเห็นความผันผวนของราคาหุ้นหรือปริมาณซื้อขายได้ในบางช่วง โดยเมื่อการเคลื่อนไหวของราคาขาดความต่อเนื่อง นักลงทุนจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น


ผลประกอบการผันผวนมาก อาจมาจากลักษณะของธุรกิจที่ผันแปรตามปัจจัยฤดูกาลและวัฏจักรทางธุรกิจหรือจากการตัดสินใจในการขยายธุรกิจ อาจส่งผลต่อผลการดำเนินงานได้ ดังนั้น การคัดกรองหุ้นนอกจากวิเคราะห์ผลประกอบการในอดีตแล้ว การประเมินไปในอนาคต ก็ต้องเน้นแนวโน้มของกลุ่มอุตสาหกรรมและวิสัยทัศน์ของผู้บริหารด้วย