<
WEALTH • GOLD

สหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ยกระทบทองอย่างไร?

 หลังจากจบการประชุม FOMC ครั้งที่ 2 /2565 FED มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 0.25-0.50% เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมส่งสัญญาณปรับลดขนาดงบดุลในการประชุมในอนาคต โดยงบดุลดังกล่าวประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (MBS) มูลค่ารวมเกือบ 9 ล้านล้านดอลลาร์

พูดง่ายๆ ก็คือ FED กำลังลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็นสัญญาณที่ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้อาจมากกว่า 1 ครั้ง ทั้งนี้เราได้นำข้อมูลที่นักลงทุนสหรัฐฯคาดการณ์ผ่าน CME FedWatch Tool ในปี 2565




โดยคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯของ CME FedWatch Tool ในปี 2565 มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยถึงแตะ 2 ถึง 2.25%  ส่วนซึ่งสถิติการขึ้นดอกเบี้ยของ FED มักส่งผลบวกต่อราคาทองคำก่อนที่จะเกิดการขึ้นดอกเบี้ย และราคาทองคำมักปรับลงหลังจาก FED ขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว ตามกราฟระหว่างราคา Gold Spot และอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ทั้งนี้การขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯขึ้นอยู่กับอัตราการว่างงาน อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ และสถานการณ์รัสเซียยูเครน


หากมองในทางเศรษฐศาสตร์แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯจะกระทบ 5 อย่าง

       1. ดอกเบี้ย ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินและของธนาคารพาณิชย์ปรับเพิ่มขึ้น ส่งดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ขึ้นตาม โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มทำให้ผู้ประกอบการลดแรงจูงใจที่จะกู้ยืมเพื่อลงทุน แต่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะเพิ่มขึ้นสร้างแรงจูงใจของประชาชนที่จะนำเงินมาฝากออมไว้กับธนาคาร กระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยลดลง สุดท้ายจะส่งต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อก็จะมีแนวโน้มชะลอลง

        2. สินเชื่อ ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินและของธนาคารพาณิชย์ปรับเพิ่มขึ้น ภาระหนี้สินของธุรกิจมีแนวโน้มสูงขึ้น และความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของธุรกิจขึ้นตาม ซึ่งไม่จูงใจให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจ ทำให้ธุรกิจสามารถขยายการลงทุนได้ยาก กระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ต่ำลง

       3. ราคาสินทรัพย์ ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อประชาชนออมเงินฝากที่เพิ่มขึ้น และลดการออมในรูปแบบอื่นๆ นำไปสู่การลดลงของการบริโภค เป็นปัจจัยลบต่อการลงทุนในหุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์และทองคำ การชะลอตัวของการบริโภคและการลงทุนจะส่งผลให้เศรษฐกิจและเงินเฟ้อปรับลดลงในที่สุด

        4. อัตราแลกเปลี่ยน การสหรัฐฯขึ้นดอกเบี้ยหากเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยของประเทศอื่น จะส่งเสริมให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนในหลักทรัพย์ที่อยู่ในรูปเงินดอลลาร์มากขึ้น ซึ่งเงินทุนที่เข้าสหรัฐฯ ความต้องการเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น และส่งผลทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ทำให้สินค้านำเข้าถูกลง และลดเงินเฟ้อ ทั้งนี้สหรัฐฯเป็นประเทศที่มีการนำเข้ามากกว่าการส่งออก โดยมูลค่าการนำเข้าของสหรัฐฯปี 2563 อยู่ที่ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ นับเป็น 13.5% ของการนำเข้าของทั้งโลก ยิ่งการนำเข้าถูกยิ่งทำให้ต้นทุนสินค้าสหรัฐฯลดลง สุดท้ายจะลดอัตราเงินเฟ้อลง

        5. คาดการณ์ของประชาชน มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในอนาคต เนื่องจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อจะช่วยดูแลไม่ให้อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์สูงขึ้นตาม และช่วยลดแรงจูงใจในการซื้อสินค้าและบริการของประชาชน กระทบแนวโน้มของราคาสินค้าที่กำลังลดลงและส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อต่ำลง


สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้อาจเกิดขึ้นได้ 2 แบบ คือ ภาวะเงินเฟ้อลดลงตามเป้าหมายของ FED หรือการเกิด Stagflation

ภาวะเงินเฟ้อลดลง แต่ไม่ถึงกับติดลบ มักจะเกิดจากเศรษฐกิจขยายตัว และธนาคารกลางจึงขึ้นดอกเบี้ยเพื่อให้อุปสงค์มวลรวมในประเทศลดลง เงินเฟ้อจึงลดลงแต่ยังไม่ติดลบ

แต่สิ่งที่เรากลัวก็มี เพราะการขึ้นดอกเบี้ยในการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงในระดับ 7%  ประกอบกับ 2 ปัจจัยอย่าง สงครามรัสเซียยูเครนรวมถึงมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกที่ใช้กับรัสเซีย และการล็อกดาวน์จากโควิด-19 ของจีนทำให้เรากังวลว่าจะเกิด “Stagflation” โดยภาวะดังกล่าว เป็นภาวะที่ผู้ใช้นโยบายการเงินและการคลังไม่ชอบ เพราะเป็นภาวะที่เศรษฐกิจชะงักงัน และเงินเฟ้อขึ้น ประกอบกับแนวโน้มการว่างงานที่สูง

อย่างที่นักลงทุนทราบ ปัจจัยที่แรกที่เรากังวลว่าจะทำให้เกิด Stagflation


         1. การขึ้นดอกเบี้ยสามารถลดเงินเฟ้อได้จริง แต่ก็ลดการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯตามไปด้วย เพราะการขึ้นดอกเบี้ยทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินและของธนาคารพาณิชย์ก็จะปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนทางการเงินทั้งเงินฝากและเงินกู้เพิ่ม กระทบต่อการออมเงินฝากของประชาชนมากขึ้น และแนวโน้มของราคาสินค้าที่กำลังลดลง ส่วนดอกเบี้ยที่เพิ่มทำเงินทุนไหลเข้าสหรัฐฯจากดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ทำให้เงินเฟ้อและเศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัวลดลง

         2. การที่ชาติตะวันตกใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียที่หนักสุดคือ การแบนสถาบันการเงินและบริษัทสัญชาติรัสเซียจากระบบสื่อสารทางการเงิน (SWIFT) และสหรัฐฯคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของรัสเซีย สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกและน้ำมันปรับขึ้น เนื่องจากสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ประเมินว่าการแบนของสหรัฐฯทำให้ตลาดน้ำมันอาจสูญเสียน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่น ๆ จากรัสเซียราว 3 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนเมษายน สูงกว่าตัวเลขความต้องการน้ำมันที่คาดว่าจะลดลงราว 1 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิด Cost - Push Inflation เป็นเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจากต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น  ทำให้ผู้ผลิตจะต้องขายสินค้าในราคาที่สูงขึ้น เช่น น้ำมันที่เพิ่มขึ้นทำให้ค่าขาส่ง ค่าไฟฟ้า ค่าเงินอาหารแพงขึ้น

         3. การล็อกดาวน์ของจีนเกิดขึ้นจากการระบาดโควิด-19 ของจีนรอบนี้แตะ 3,507 รายต่อวัน นับเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี โดยระบาดที่จี๋หลิน 3,076 ราย,  ซานตง 106 รายส่านซี 53 รายเทียนจิน 51 รายกวางตุ้ง 48 รายฝูเจี้ยน 33 รายเจ้อเจียง 31 รายเหลียวหนิว 24 รายเหอเป่ย 13 รายฉงชิ่ง 10 ราย ส่วนที่เหลือ 42 ราย กระจายอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ เฮยหลงเจียง กานซู่ ปักกิ่ง กว่างซี ยูนนาน กุ้ยโจว อันฮุย และเหอหนาน

จากการระบาดโควิดกดดันให้รัฐบาลจีนประกาศล็อกดาวน์มณฑลจี้หลินซึ่งมีพรมแดนติดกับรัสเซีย และเมืองเซินเจิ้นที่อยู่มณฑลกวางตุ้งเป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์จนถึงวันที่ 20 มี.ค. ทั้งนี้ยังมีอีกหลายมณฑลที่มีการระบาดโควิด-19 อาจมีความเสี่ยงที่จีนจะล็อกดาวน์เพิ่ม

โดยมณฑลจี้หลิน มีเขตพัฒนาเศรษฐกิจ 7 แห่ง และเซินเจิ้นเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีของจีน ที่ต้องล็อกดาวน์ไปด้วยซึ่งสร้างความกังวลกับนักลงทุนการส่งออก-นำเข้าลดลง รวมถึงภาพใหญ่ที่กระทบต่อเศรษฐกิจจีน ทำให้มอร์แกน สแตนลีย์คาดว่า ตัวเลข GDP ปี 2565 ของจีนจะขยายตัวเพียง 5.1% จากเดิมที่คาด 5.5% ซึ่งประเด็นการล็อกดาวน์ของจีนเกิดขึ้นจากการระบาดโควิด-19 ของจีน ทำให้สินค้าต่างๆ ที่มาจากจีนลดลงและสร้าง Demand-Pull Inflation ความต้องการสินค้าเท่าเดิม แต่การผลิตสินค้าลดลง ส่งราคาสินค้าเพิ่มขึ้น        

ดังนั้นประเด็นของการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯ สามารถทำให้ราคาทองคำขึ้นได้หากสหรัฐฯเจอปัญหา Stagflation แต่การขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯก็ทำให้ราคาทองคำลงได้หากสหรัฐฯไม่เจอ Stagflation ซึ่งหลังจากนี้ราคาทองคำจะขึ้นหรือจะลงต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์นั่นเอง

 

บทความจากวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนเมษายน 2565 ฉบับที่ 480 เขียนโดย : ฝ่ายวิจัย และฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด