WEALTH • PERSONAL FINANCE

ข้อควรรู้ก่อนลงทุนในกองทุนรวม

ในปัจจุบันการลงทุนนั้นไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป หลายคนเริ่มเข้าสู่โลกแห่งการลงทุนตั้งแต่วัยเรียน เพราะการลงทุนไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่องผลตอบแทนที่มากกว่าการออมเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้ที่เข้าสู่โลกการลงทุนสามารถมองแนวโน้มของเศรษฐกิจในอนาคต มีความรู้รอบตัวมากขึ้น ซึ่งเป็นหนทางสู่อิสรภาพทางการเงิน อีกทั้งลดความเสี่ยงเมื่อถึงภาวะเงินเฟ้อ

 กองทุนรวม เป็นหนึ่งในช่องทางการลงทุนที่จะทำให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงสินทรัพย์การลงทุนได้ทุกประเภท ทั้ง หุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ น้ำมัน และอสังหาริมทรัพย์ ที่สำคัญยังทำให้เราได้ท่องโลกการลงทุนที่กว้างใหญ่

 อย่างไรก็ตาม การลงทุนผ่านกองทุนรวม แม้จะมีมืออาชีพอย่างผู้จัดการกองทุนคอยดูแลเงินลงทุนให้ แต่เราต้องศึกษาข้อมูลเองด้วย มาดูกันว่าก่อนลงทุนในกองทุนรวมนั้นควรพิจารณาอะไรบ้าง

 

ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละบุคคล

เนื่องจากการลงทุนมีมูลค่าปรับขึ้นลงได้ตลอดเวลา การรับทราบความเสี่ยงที่ยอมรับได้จึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกเพื่อใช้ในการพิจารณาลงทุน ปัจจัยที่มักใช้ในการประเมินความเสี่ยงอาจเป็น อายุ รายได้ เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น ผู้ลงทุน A อายุ 55 ปี รับความเสี่ยงได้น้อยเนื่องจากเข้าใกล้วัยเกษียณและมีอาชีพเป็นพนักงานบริษัทเอกชน มีรายได้ทางเดียวคือเงินเดือน ขณะเดียวกันผู้ลงทุน B อายุ 30 ปี มีรายได้ประจำเช่นกัน แต่หากพิจารณาอายุก็ถือว่าการรับความเสี่ยงได้มากกว่าจากระยะเวลาการลงทุนก่อนวัยเกษียณที่ยาวกว่า จึงทำให้สัดส่วนการลงทุนของผู้ลงทุนทั้ง 2 คนควรมีสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงที่ต่างกัน โดยผู้ลงทุน A ควรลงทุนโดยเน้นความเสี่ยงต่ำมากกว่า

 

ทำความรู้จักกองทุนรวมก่อนตัดสินใจ

                ก่อนการตัดสินใจลงทุนแต่ละครั้ง ผู้ลงทุนสามารถรับทราบข้อมูลกองทุนรวมแต่ละกองได้จากหนังสือชี้ชวนกองทุนรวม ซึ่งจะระบุข้อมูลที่จำเป็นในการตัดสินใจลงทุนเช่น

                - ประเภท/ลักษณะกองทุน เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ดูได้จากหน้าแรกของหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญกองทุนรวม ซึ่งจะบอกว่าเป็นกองทุนประเภทใด เช่น ตราสารหนี้ ตราสารทุน กองทุนรวมผสม หรือลักษณะพิเศษอื่น ๆ เช่นกองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม ที่จะมีความเสี่ยงจากการลงทุนที่กระจุกตัวมากกว่ากองทุนทั่วไป หรือบอกว่ามีการลงทุนในประเทศหรือต่างประเทศด้วยหรือไม่

                - นโยบายการลงทุน กองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน ภูมิภาค/ประเทศเดียวกัน หากดูผิวเผินก็อาจเป็นกองทุนแบบเดียวกัน แต่หากพิจารณาในรายละเอียดก็อาจมีความต่างกันได้เช่น กองทุนหุ้นไทยอาจมีการลงทุนในหุ้นขนาดต่างกัน เช่น กองทุนหุ้นขนาดใหญ่ (Equity Large-cap) ก็มีความแตกต่างกันในแง่ของความผันผวน เมื่อเทียบกับหุ้นขนาดกลาง-เล็ก (Equity Small/Mid-cap) ที่นำมาซึ่งระดับผลตอบแทนที่ต่างกันได้ หรือกองทุนอาจมีเกณฑ์การเลือกหุ้นที่ต่างกันไปเช่น เลือกหุ้นมีความผันผวนต่ำประกอบกับปัจจัยด้านการเงิน

                - ค่าธรรมเนียมกองทุน ประกอบด้วย 1) ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วยที่จะเกิดขึ้นเมื่อตอนทำรายการซื้อ-ขาย และ 2) ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนซึ่งแสดงเป็นอัตราต่อปี มีการเรียกเก็บทุกวันในการคำนวณมูลค่าหน่วยลงทุน โดยมีค่าธรรมเนียมการจัดการเป็นสัดส่วนหลัก ซึ่งค่าธรรมเนียมกองทุนอาจเป็นจุดที่ผู้ลงทุนบางท่านมองข้ามไป เนื่องจากอัตราการเก็บค่าธรรมเนียมดูเหมือนจะเป็นมูลค่าที่น้อย แต่หากคำนึงถึงการลงทุนในระยะยาวแล้ว การลงทุนในกองทุนรวมที่เก็บค่าธรรมเนียมสูงกว่า อาจทำให้ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมมูลค่าสูงกว่าที่คิดได้ ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนในกองทุนเริ่มต้นมูลค่า 3 หมื่นบาท หากมีกองทุนหนึ่งเก็บค่าธรรมเนียม 0.5% ต่อปี แต่อีกกองทุนเก็บที่ 1.5% ต่อปีทำให้ 2 กองทุนนี้มีมูลค่าที่ต่างกันหลายพันบาทหากลงทุนในระยะเวลา 10 ปีที่มีผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี


นอกจากนี้ ผู้ลงทุนควรทราบว่ากองทุนรวมสามารถปรับเพิ่มหรือลดค่าธรรมเนียมได้ หากเป็นการปรับขึ้นโดยปกติจะไม่เกินอัตราสูงสุดที่กำหนดไว้ และจะเป็นไปตามเกณฑ์ของสำนักงานก.ล.ต.ที่มีการแจ้งให้ผู้ลงทุนรับทราบล่วงหน้า

 ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาเพื่อดูผลงานที่ผ่านมาของผู้จัดการกองทุน ซึ่งสามารถดูข้อมูลนี้ได้จากหนังสือชี้ชวนกองทุนรวมเช่นกัน โดยจะเป็นการเปรียบเทียบกับดัชนีชี้วัด (Benchmark) หรือเทียบกับกองทุนอื่นที่มีลักษณะเดียวกันว่ามีผลตอบแทนและความเสี่ยงมากกว่าหรือน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกองทุนอื่น

 

อ้างอิง https://www.morningstarthailand.com/th/