NEWS UPDATE • SPECIAL ARTICLE

จับตาการลงทุนเจ้าพ่อ Warren Buffett

สำนักข่าวหัวกะทิ Reuters และหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ The Wall Street Journal ได้รายงานความเคลื่อนไหวในแวดวงการลงทุนต่างประเทศ พบว่า ท่ามกลางวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 กำลังมีผลทำให้กลยุทธ์การลงทุนของนักลงทุนชั้นนำปรับเปลี่ยนไปบ้าง ยกตัวอย่าง บริษัทการลงทุนระดับแถวหน้าของโลก Berkshire Hathaway ของมหาเศรษฐี Warren Buffett ได้สร้างความประหลาดใจ เมื่อประกาศว่าบริษัทได้ตัดสินใจลงทุนซื้อหุ้นของกิจการบริษัทการค้าชั้นนำของญี่ปุ่น 5 แห่ง หรือที่เรียกกันว่า Trading House เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ บริษัท Berkshire Hathaway ได้ซื้อหุ้นในบริษัทการค้าเป็นจำนวนประมาณ 5% ในแต่ละบริษัท ซึ่งคาดว่ารวมกันมีมูลค่ามากกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บริษัทการค้าชั้นนำญี่ปุ่นทั้ง 5 ราย ได้แก่ Itochu Corp, Marubeni Corp, Mitsubishi Corp, Mitsui & Co Ltd และ Sumitomo Corp โดยบริษัทการค้าเก่าแก่ของญี่ปุ่นทั้ง 5 ราย ล้วนมีกิจการหลากหลายและเครือข่ายครอบคลุมเกือบทั่วโลก

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา นาย Buffett ไม่ค่อยได้สนใจการลงทุนในกิจการของธุรกิจการค้ายักษ์ใหญ่เหล่านี้ เพราะมองว่ามีความเกี่ยวข้องกับกิจการที่ความเสี่ยงสูง เช่น น้ำมันและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งราคาผันผวนรวดเร็ว รวมถึงยังมีการลงทุนมากมาย ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภคจำพวกบะหมี่ ไปจนถึงการขนส่งทางทะเล เป็นต้น ซึ่งทำให้การประเมินสถานการณ์ที่หลากหลายต้องเสียเวลา และอาจไม่คุ้มการลงทุน

แต่วันนี้ การตัดสินใจของ Buffett ได้เปลี่ยนไป เมื่อเขาต้องการกระจายความเสี่ยงการลงทุนออกจากตลาดสหรัฐฯไปยังแหล่งลงทุนอื่นๆ อีกทั้งมองว่ากิจการของบริษัทการค้าชั้นนำของญี่ปุ่น ที่มีมากมายรอบโลก อาจช่วยให้ Berkshire Hathaway มีการลงทุนที่หลากหลายเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่นักวิเคราะห์ เชื่อว่าน่าจะเป็นแรงจูงใจให้ Buffett เลือกลงทุนในบริษัทการค้าญี่ปุ่นก็คือ มูลค่าหุ้นในตลาดของบริษัทเหล่านี้ ส่วนใหญ่ต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์ทั้งนั้น


เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังจากที่มีการประกาศลงทุนในกิจการของบริษัทการค้าชั้นนำทั้ง 5 แห่ง ปรากฏว่า ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านั้น ได้ปรับตัวสูงขึ้นในวันถัดมาทันที เช่น Marubeni และ Sumitomo เพิ่มราว 9% ส่วน Mitsubishi และ Mitsui เพิ่มกว่า 7% ขณะที่ Itochu เพิ่มราว 4.2% แต่อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น ก็ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าราคาของปีก่อน ยกเว้น หุ้นของ Itochu เท่านั้น ที่มีราคาสูงกว่าปีที่แล้ว และมูลค่าหุ้นในตลาดสูงกว่ามูลค่าทางบัญชี ขณะที่มูลค่าหุ้นในตลาดของบริษัทการค้าที่เหลืออีก 4 ราย จะต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี

ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยที่ช่วยให้การตัดสินใจการลงทุนของ Buffett ในบริษัทการค้าเหล่านี้ง่ายดาย และยังคาดว่าอาจมีการซื้อหุ้นเพิ่มเติมอีกในไม่ช้า อีกทั้งบริษัทการค้าชั้นนำญี่ปุ่น ยังมีสภาพคล่องในกิจการเหลือเฟือ โดยเฉพาะในรูปเงินสด ซึ่งนักลงทุนอย่าง Buffett ค่อนข้างพอใจ

ในแง่ของบริษัทการค้าชั้นนำญี่ปุ่น ต่างแสดงความยินดีที่มหาเศรษฐี Buffett ให้ความสนใจลงทุนในกิจการของตน โดยแต่ละแห่งจะพยายามปรับปรุงผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้นให้มากขึ้น รวมถึงการสร้างคุณค่าขององค์กรให้โปร่งใสมั่นคง ที่ผ่านมา การลงทุนของ Buffett มักจะเน้นหุ้นในธุรกิจการเงินการธนาคารเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น การลงทุนในบริษัทการค้าที่มีความหลากหลาย น่าจะช่วยให้การลงทุนในหุ้นของกลุ่มนี้เฟื่องฟู เฉกเช่นหุ้นของกลุ่มธุรกิจอื่นๆ เช่น หุ้นแบงก์ หรือ หุ้นไฮเทค เป็นต้น

Berkshire Hathaway ของ Buffett ยังคงสร้างความประหลาดใจอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อบริษัทได้ตัดสินใจลงทุนในธุรกิจเหมืองแร่ทองคำขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก Barrick Gold Corp ซึ่งมีฐานอยู่ที่แคนาดา ด้วยการซื้อหุ้นเป็นมูลค่าประมาณเกือบ 600 ล้านดอลลาร์ ทำให้ Berkshire กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับที่ 11 ของ Barrick Gold

ความเคลื่อนไหวของ Berkshire ย่อมเป็นที่จับตามอง เนื่องจาก Buffett ได้เคยกล่าวหลายครั้งว่าเขาไม่ชอบการลงทุนเกี่ยวกับทองคำ เมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นหรือพันธบัตร ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในรูปเงินปันผลค่อนข้างชัดเจน ส่วนโลหะมีค่าทองคำ ลงทุนถือไว้ก็ต้องรอการเก็งกำไร เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาอีกต่างหาก หรือหุ้นที่มีทองคำหนุนหลังก็มักจะผันผวนเกินเหตุ

แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนใน Barrick Gold ครั้งนี้ เป็นการลงทุนในหุ้นของบริษัท ซึ่งมีการจ่ายเงินปันผล ถือว่าเป็นไปตามที่ Buffett ชอบอยู่แล้ว อีกทั้งราคาหุ้นของธุรกิจเหมืองทองคำในระยะนี้น่าสนใจ เพราะปรับเพิ่มขึ้นตามราคาทองคำโลกที่ทะยานอย่างชัดเจน นับตั้งแต่กลางปีที่แล้ว โดยเพิ่มขึ้นราว 50% และเมื่อเกิดโรคโควิด-19 ก็ยิ่งทำให้ทองคำกลายเป็นหลักทรัพย์ที่ผู้คนแสวงหามาถือครองไว้ เพื่อความมั่นคงปลอดภัย ส่วนนักลงทุนก็ต้องการถือทองคำ ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกต่ำมาก และดูเหมือนหลักทรัพย์อื่นๆ เช่น พันธบัตร หรือเงินดอลลาร์ อาจดูด้อยกว่าในการลงทุนระยะปานกลาง

การที่ราคาทองคำโลกสดใส ได้ส่งผลให้บริษัทเหมืองทองคำ Barrick Gold ประกาศเพิ่มเงินปันผลในไตรมาส 2 ราว 14% หรือจ่ายประมาณ 8 เซนต์ต่อหุ้น ซึ่งนับว่าดีกว่าการลงทุนในหุ้นแบงก์ที่บางแห่งได้มีการเลื่อนการจ่ายเงินปันผลไว้ก่อน เพราะสถานการณ์โควิด ทำให้เศรษฐกิจและธุรกิจไม่แน่นอน ด้วยเหตุนี้ จึงมีกระแสข่าวว่า Buffett ได้มีการขายหุ้นแบงก์ออกไปบ้าง เช่น หุ้นของธนาคาร Wells Fargo & Co และ JPMorgan Chase & Co เป็นต้น

สำหรับการลงทุนในหุ้นของเหมืองทองคำ อาจไม่ค่อยเป็นที่น่าสนใจในช่วงที่ผ่านๆ มา เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ต้องลงทุนสูงและความเสี่ยงก็มาก ในการสำรวจหาแหล่งแร่ทองคำ แต่ปัจจุบัน บริษัทเหมืองแร่ทองคำ มักหาทองคำเพิ่มเติม ด้วยการซื้อทองคำที่มีอยู่ในตลาดโลก รวมถึงการซื้อบริษัทเหมืองทองคู่แข่ง เพื่อลดระยะเวลาการสำรวจค้นหาแหล่งทองคำใหม่ๆ จึงทำให้นักลงทุนเริ่มสนใจที่จะลงทุนในหุ้นของกิจการเหมืองทองคำมากขึ้น