WEALTH BEING • GOLD

กังวลการระบาดโควิด-19 รอบ 2 กระตุ้นแรงซื้อทองคำ

สภาวะตลาดวันที่ 12 พฤษภาคม 2020 ราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบที่ระดับ 1,691.70 - 1,706.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่ง 96.5% ภายในประเทศขายออกอยู่ที่ 25,900 บาทต่อบาททองคำ ปรับตัวลดลง 50 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 25,950 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่โกลด์ฟิวเจอร์ส GFM20 อยู่ที่ 26,090 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 30 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 26,060 บาท ด้านโกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์ส GOM20 อยู่ที่ 1,707.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 1,705.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์

(หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้น ณ เวลา 15.45 น. ของวันที่ 12/05/2020)

 

ด้านแนวโน้มวันที่ 13 พฤษภาคม 2020 ท่ามกลางความกังวลต่อการระบาดระลอกที่ 2 ของไวรัสโควิด-19 ใน เยอรมัน จีน และ เกาหลีใต้ กำลังถูกจับตา แม้ว่านายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ทั้ง 3 ประเทศสามารถรับมือกับการปรับขึ้นครั้งใหม่ของยอดผู้ติดไวรัสโควิด-19 ที่ประเทศเหล่านั้นกำลังเผชิญ แต่ผู้อำนวยการ WHO เตือนว่า ประเทศต่างๆต้องระมัดระวังและรับประกันว่า ยังคงบังคับใช้ "มาตรการด้านสาธารณสุขที่สำคัญ" เมื่อยกเลิกการปิดเมือง ส่งผลให้นักลงทุนจับตาการกลับมาระบาดระลอกที่ 2 ของไวรัสโควิด-19 ว่าจะเกิดขึ้นกลับประเทศอื่น ๆ ที่กำลังยกเลิกการปิดเมือง ความเสี่ยงดังกล่าว กระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ก็กระตุ้นให้ ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น นอกจากนี้การที่เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปฏิเสธแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยติดลบ เป็นแรงหนุนต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่เพิ่มขึ้น เมื่อสหรัฐเตรียมกู้ยืมเงินราว 3 ล้านล้านดอลลาร์ในไตรมาสนี้เพิ่มความน่าดึงดูดใจของ carry-trade ต่อดอลลาร์เช่นกัน แนวโน้มผลตอบแทนที่เพิ่มสูงขึ้นจากถือครองของดอลลาร์ กดดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นในระดับจำกัด อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำเคลื่อนไหวในแดนบวก เนื่องจากการปรับลงอย่างหนักของดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในเดือนเม.ย.ของจีน ปรับลงที่อัตรารุนแรงที่สุดในรอบ 4 ปีเมื่อเทียบรายปี ซึ่งเน้นย้ำถึงอุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมที่อ่อนแอลงในจีน บ่งชี้ว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจของโรคระบาดของโควิด-19 กระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ สัญญาณความตึงเครียดทางการค้าครั้งใหม่ทำให้นักลงทุนมีความระมัดระวังลงทุนในตลาดหุ้น และ ลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง แม้ว่ากระทรวงการคลังของจีนประกาศรายการผลิตภัณฑ์สหรัฐ 79 ประเภทฉบับใหม่ที่จะได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีนำเข้าเป็นเวลา 1 ปี จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 พ.ค. และจะสิ้นสุดในวันที่ 18 พ.ค.2021 แต่ประเด็น ที่ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐปฏิเสธที่จะเปิดการเจรจา ระยะที่ 1กับจีนอีกครั้ง  หลังนสพ.โกลบอล ไทม์สของรัฐบาลจีนเสนอแนวคิดดังกล่าว กระตุ้นแนวโน้มความตึงเครียดทางการค้าเพิ่มเติม เบื้องต้นประเมินว่าหากราคาทองคำสามารถยืนเหนือโซนแนวรับ 1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งต้องรอดูการเคลื่อนไหวของราคาทองคำว่าจะสามารถขึ้นไปยืนเหนือบริเวณแนวต้าน 1,717-1,723 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้หรือไม่ หากราคาทองคำไม่สามารถยืนได้อย่างแข็งแกร่ง นักลงทุนต้องระมัดระวังการอ่อนตัวลงทดสอบบริเวณโซนแนวรับ 1,690-1,680 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน วายแอลจี แนะนำรอจังหวะเข้าซื้อ โดยสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มากอาจเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาบริเวณ 1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ระดับต่ำสุดของวันก่อนหน้า) สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อยแนะนำให้รอดูบริเวณโซนแนวรับ 1,680 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ระดับต่ำสุดของสัปดาห์ก่อนหน้า) และรอขายทำกำไรบริเวณแนวต้านโซน 1,717-1,723 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และควรตั้งจุดตัดขาดทุนและจุดทำกำไรให้ชัดเจนเพื่อความคุมความเสี่ยงหากราคาไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ ซึ่งหากนักลงทุนไม่มีวินัยในการลงทุนที่จะตัดขาดทุน จะทำให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป

 

ทองคำแท่ง (96.50%)

แนวรับ            1,690 (25,700บาท)             1,680 (25,550บาท)                     1,668 (25,350บาท)            

แนวต้าน          1,723 (26,200บาท)             1,739 (26,450บาท)                     1,747 (26,550บาท)            

*หมายเหตุ :  แนวรับแนวต้านราคาทองคำแท่ง 96.50% เป็นราคาจากการ Convert ตามสูตรทางทฤษฏี

 

GOLD FUTURES (GFM20)

แนวรับ            1,690 (25,880บาท)             1,680 (25,730บาท)                     1,668 (25,550บาท)            

แนวต้าน          1,723 (26,390บาท)             1,739 (26,630บาท)                     1,747 (26,760บาท)

 

GOLD ONLINE FUTURES (GOM20)

แนวรับ            1,694 ดอลลาร์ต่อออนซ์              1,684 ดอลลาร์ต่อออนซ์      1,672 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวต้าน          1,727 ดอลลาร์ต่อออนซ์             1,743 ดอลลาร์ต่อออนซ์      1,751 ดอลลาร์ต่อออนซ์