WEALTH BEING • GOLD

เศรษฐกิจอันอ่อนแอ กดดันสินทรัพย์หนุนราคาทอง

สภาวะตลาดวันที่ 14 พฤษภาคม 2020 ราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบที่ระดับ 1,709.40 - 1,720.20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่ง 96.5% ภายในประเทศขายออกอยู่ที่ 26,050 บาทต่อบาททองคำ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 150 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 25,900 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่โกลด์ฟิวเจอร์ส GFM20 อยู่ที่ 26,240 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 270 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 25,970 บาท ด้านโกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์ส GOM20 อยู่ที่ 1,719.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 1,705.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์

(หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้น ณ เวลา 15.36 น. ของวันที่ 14/05/2020)

 

ด้านแนวโน้มวันที่ 15 พฤษภาคม 2020 คำเตือนของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เรื่องช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้นของการเติบโตทางเศรษฐกิจอันอ่อนแอ บั่นทอนทัศนะบวกเรื่องการยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินในหลายประเทศก่อนกำหนด ขณะที่ความกังวลเรื่องการติดเชื้อโควิด-19 ระลอก 2 และทัศนะอันอ่อนแอเกี่ยวกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด-19 เพิ่มขึ้น โดยยืนยันว่า เฟดจะใช้อำนาจของธนาคารกลางสหรัฐตามความจำเป็น แต่ชี้ว่าอาจไม่เพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงความเสียหายอย่างหนักทางเศรษฐกิจโดยปราศจากการสนับสนุนทางการคลังมากขึ้น มุมมองดังกล่าว สร้างแรงกดดันต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจนหนุนราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ดัชนีหลักทั้ง 3 ของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับลงติดต่อกันเป็นวันที่ 2 ในคืนวันพุธ โดยตลาดหุ้นเอเชียและยุโรปเคลื่อนไหวในแดนลบในวันพฤหัสบดี แม้ว่าราคาทองคำจะได้รับแรงกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังจากประธานเฟด ปฏิเสธคาดการณ์ที่ว่า เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายจะเริ่มใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ แต่ โปรแกรม  FedWatch ของ CME Group ระบุว่า เทรดเดอร์ยังคงคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลงจากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ระดับ 0-0.25% ซึ่งนั่นหมายถึงคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะดำเนินนโยบายดอกเบี้ย “ติดลบ” ในช่วงสิ้นปีนี้-ต้นปี 2021 เพื่อรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ซึ่งสอดคล้องกับ นายแซค แพนด์ หัวหน้าร่วมของฝ่ายปริวรรตเงินตรา, อัตราดอกเบี้ย และกลยุทธ์ตลาดเกิดใหม่ของโกลด์แมน แซคส์ คาดถึงความเป็นไปได้ของการระบาดระลอก 2 ของโควิด-19 อาจทำให้เฟดพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับติดลบ นอกจากนี้ บทความของนายหลิว คุน รัฐมนตรีคลังจีนที่เผยแพร่โดยหนังสือพิมพ์พีเพิลส์ เดลีย์ของทางการจีนในระบุว่า จีนต้องการนโยบายการคลังเชิงรุกมากขึ้น ขณะที่แรงกดดันต่อเศรษฐกิจของประเทศยังคงเพิ่มสูงขึ้น แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง และ โอกาสที่เพิ่มสูงขึ้นที่จะมีเม็ดเงินจำนวนมากถูกอัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังของหลายประเทศ กระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อได้ เบื้องต้นมีมุมมองต่อราคาทองคำว่า ในขณะนี้ราคาทองคำพยายามขึ้นทดสอบแนวต้าน หากราคายังไม่สามารถผ่านแนวต้านโซน 1,720-1,723 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ ก็จะเห็นการย่อตัวของราคากลับลงมาบริเวณแนวรับ 1,700-1,697 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนำการลงทุนในลักษณะรอจังหวะซื้อขายเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น

กลยุทธ์การลงทุน วายแอลจีมีมุมมองว่า หากราคาทองคำไม่สามารถผ่านแนวต้าน 1,720-1,723 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะทำให้ราคาทองคำอ่อนตัวลงมา โดยหากราคาทองคำสามารถยืนเหนือแนวรับ 1,700-1,697 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง คาดว่าราคาน่ากลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านอีกครั้ง แต่หากยืนไม่ได้ต้องระมัดระวังแรงขายที่ออกมา อาจทำให้ราคาย่อตัวลงสู่แนวรับถัดไปบริเวณ 1,686 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับผู้ที่ไม่มีทองคำในมือรอดูบริเวณ 1,700-1,697 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากสามารถยืนได้อย่างมั่นคงถือเป็นจุดซื้อเก็งกำไรระยะสั้นอีกครั้ง แต่หากราคาหลุดแนวรับ 1,686 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนำให้ชะลอการลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์

 

ทองคำแท่ง (96.50%)

แนวรับ            1,697 (25,750บาท)             1,686 (25,600บาท)            1,668 (25,300บาท)           

แนวต้าน          1,723 (26,150บาท)             1,739 (26,400บาท)                            1,747 (26,550บาท)            

*หมายเหตุ :  แนวรับแนวต้านราคาทองคำแท่ง 96.50% เป็นราคาจากการ Convert ตามสูตรทางทฤษฏี

 

GOLD FUTURES (GFM20)

แนวรับ            1,697 (25,940บาท)             1,686 (25,770บาท)            1,668 (25,500บาท)           

แนวต้าน          1,723 (26,340บาท)             1,739 (26,580บาท)                            1,747 (26,710บาท)             

 

GOLD ONLINE FUTURES (GOM20)

แนวรับ            1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์             1,689 ดอลลาร์ต่อออนซ์       1,671 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวต้าน          1,726 ดอลลาร์ต่อออนซ์            1,742 ดอลลาร์ต่อออนซ์       1,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์