WEALTH BEING • GOLD

คาดการณ์จีดีพีโลกหดตัว กระตุ้นแรงซื้อทองคำ

สภาวะตลาดวันที่ 15 พฤษภาคม 2020 ราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบที่ระดับ 1,726.50 - 1,738.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่ง 96.5% ภายในประเทศขายออกอยู่ที่ 26,300 บาทต่อบาททองคำ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 200 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 26,100 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่โกลด์ฟิวเจอร์ส GFM20 อยู่ที่ 26,520 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 270 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 26,250 บาท ด้านโกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์ส GOM20 อยู่ที่ 1,739.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 1,721.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์

(หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้น ณ เวลา 15.44 น. ของวันที่ 15/05/2020)

 

ด้านแนวโน้มวันที่ 18 พฤษภาคม 2020 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐระบุว่าเขาผิดหวังอย่างยิ่งกับความล้มเหลวของจีนในการควบคุมโควิด-19 และการระบาดดังกล่าวสร้างทัศนะลบเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าเดือนม.ค.ของเขากับจีน ซึ่งก่อนหน้านี้เขาชื่นชมว่าเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐและจีนเป็นอุปสรรคที่เป็นไปได้ล่าสุดต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ธนาคาร HSBC ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรป ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแออยู่แล้ว ขณะที่มาตรการปิดเมืองขยายไปถึงเดือนเม.ย.และการเปิดเศรษฐกิจอีกครั้งที่ยังไม่แน่นอนถ่วงการกลับมาของธุรกิจ, การค้า และการใช้จ่าย โดยลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของโลกสำหรับปี 2020 สู่การหดตัว -4.8% หลังก่อนหน้าเมื่อช่วงต้นเดือนเม.ย.ได้คาดการณ์ถึงการหดตัว -3.3% สำหรับปีนี้ ธนาคารรายใหญ่จำนวนมากเผยแพร่คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมาในช่วงเดียวกัน และการปรับลดดังกล่าวอาจส่งสัญญาณถึงคาดการณ์อันอ่อนแออีกครั้ง มุมมองดังกล่าว กระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย นอกจากนี้การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้รับแรงกดดันหลังมีการรายงานพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในจีนและเกาหลีใต้ สร้างความกังวลว่าจะเป็นการระบาดระลอกใหม่ ซึ่งจะกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 ทำให้ประชาชนเกือบ 4.4 ล้านคนติดเชื้อทั่วโลก และอัตราการว่างงานสหรัฐทะยานสู่ 14.7% ในเดือนที่ผ่านมา ซึ่งสูงเหนือระดับประวัติการณ์ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ 10.8% ในเดือนพ.ย.ปี 1982 โดยข้อมูลจากการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของภาคเอกชนเมื่อวันที่ 11-14 พ.ค. ระบุว่า คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สหรัฐจะหดตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนที่ 35.0% ในไตรมาสนี้ หลังหดตัว 4.8% ในไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งอิงตามการทบทวนปรับตามฤดูกาลเมื่อเทียบรายปี  นั่นซบเซากว่าการหดตัวเฉลี่ย 30.0% ที่คาดไว้ในเดือนก่อน และในกรณีเลวร้ายที่สุด เศรษฐกิจจะหดตัว 41.5% ในไตรมาสนี้  กระตุ้นแรงซื้อเพิ่มเติมในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ  สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงเวลานี้ แม้ว่าแนวโน้มราคาจะเป็นบวกเพิ่มขึ้น แต่ราคาก็เคลื่อนไหวในระดับสูง จึงต้องเน้นไปที่การเก็งกำไรระยะสั้น ในขณะที่หากต้องการเข้าซื้อทองคำ ให้รอจังหวะการอ่อนตัวลงมาบริเวณ 1,726-1,720 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แต่สำหรับนักลงทุนอาจรอดูการตั้งฐานของราคา โดยหากสามารถรับความเสี่ยงได้น้อย อาจซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาบริเวณ 1,709 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมทั้งมีจุดตัดขาดทุนและจุดทำกำไรให้ชัดเจน

กลยุทธ์การลงทุน แอลจีแนะนำนักลงทุนสามารถลงทุนระยะสั้น โดยเข้าซื้อหากราคาย่อตัวไม่หลุดแนวรับบริเวณ 1,720 หรือ 1,709 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยไม่แนะนำให้เข้าซื้อทั้งหมดบริเวณแนวรับใดแนวรับหนึ่ง ควรเหลือเงินทุนเพื่อซื้อเฉลี่ยหากราคาหลุดแนวรับแรก ซึ่งราคาจะปรับตัวลงไปบริเวณแนวรับถัดไป และให้ขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้นบริเวณแนวต้าน 1,739 หรือ 1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่สามารถผ่านไปได้อาจเห็นการย่อตัวของราคาทองคำอีกครั้ง เบื้องต้นวายแอลจียังมองว่าการลงทุนยังเน้นการลงทุนระยะสั้น เพราะแม้ว่าราคาทองคำจะดีดตัวขึ้นได้บ้าง ก็ยังคงมีแรงขายทองคำออกมาเช่นกัน

 

ทองคำแท่ง (96.50%)

แนวรับ            1,720 (26,100บาท)             1,709 (25,950บาท)                  1,697 (25,750บาท)             

แนวต้าน          1,739 (26,400บาท)             1,747 (26,550บาท)                 1,761 (26,750บาท)            

*หมายเหตุ :  แนวรับแนวต้านราคาทองคำแท่ง 96.50% เป็นราคาจากการ Convert ตามสูตรทางทฤษฏี

 

GOLD FUTURES (GFM20)

แนวรับ            1,720 (26,300บาท)             1,709 (26,130บาท)                  1,697 (25,950บาท)             

แนวต้าน          1,739 (26,590บาท)             1,747 (26,720บาท)                 1,761 (26,930บาท)          

 

GOLD ONLINE FUTURES (GOM20)

แนวรับ            1,724 ดอลลาร์ต่อออนซ์              1,713 ดอลลาร์ต่อออนซ์       1,701 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวต้าน          1,743 ดอลลาร์ต่อออนซ์             1,751 ดอลลาร์ต่อออนซ์       1,765 ดอลลาร์ต่อออนซ์