WEALTH BEING • GOLD

เศรษฐกิจฟื้นตัวหลังดัชนีความเชื่อมั่นดีขึ้น สร้างแรงขายสู่ตลาดทอง

สภาวะตลาดวันที่ 18 พฤษภาคม 2020 ราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบที่ระดับ 1,740.50 - 1,765.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่ง 96.5% ภายในประเทศขายออกอยู่ที่ 26,600 บาทต่อบาททองคำ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 250 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 26,350 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่โกลด์ฟิวเจอร์ส GFM20 อยู่ที่ 26,890 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 310 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 26,580 บาท ด้านโกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์ส GOM20 อยู่ที่ 1,768.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 19.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 1,748.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์

(หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้น ณ เวลา 15.31 น. ของวันที่ 18/05/2020)

 

ด้านแนวโน้มวันที่ 19 พฤษภาคม 2020 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐยกระดับความตึงเครียดทางการค้ากับจีนด้วยการเคลื่อนไหวสกัดกั้นบริษัท Huawei Technologies ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ด้านอุปกรณ์โทรคมนาคมของจีนโดยการขึ้นบัญชีดำ กฎใหม่ซึ่งเปิดเผยโดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ขยายอำนาจของสหรัฐในการกำหนดว่าต้องมีใบอนุญาตสำหรับการขายเซมิคอนดักเตอร์ที่ผลิตในต่างประเทศด้วยเทคโนโลยีสหรัฐแก่ Huawei ซึ่งเป็นการขยายอำนาจของสหรัฐในการระงับการส่งออกแก่บริษัท Huawei ซึ่งเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟน รายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันศุกร์ที่ผ่านมาแต่มีช่วงเวลาผ่อนผัน 120 วัน ซึ่งกระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับการตอบโต้ของจีน ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า จีนคัดค้านอย่างเต็มที่ต่อกฎระเบียบล่าสุดของสหรัฐต่อ Huawei และจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องสิทธิ์และประโยชน์ของบริษัทต่างๆของจีน ขณะที่หนังสือพิมพ์โกลบอล ไทม์สของทางการจีนรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ไม่ระบุว่า จีนพร้อมขึ้น "บัญชีบริษัทสหรัฐในรายการบริษัทที่ไม่น่าเชื่อถือ" ภายใต้มาตรการตอบโต้ต่อข้อจำกัดใหม่ต่อ Huawei ท่าทีแข็งกร้าวของจีน กระตุ้นความตึงเครียดระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งจะบั่นทอนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงและหนุนราคาทองคำเพิ่ม อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจับตาการฟื้นตัวขึ้นของเศรษฐกิจ เมื่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐปรับขึ้นอย่างไม่คาดคิดในช่วงต้นพ.ค.ขณะที่การจ่ายเงินช่วยเหลือฉุกเฉินทำให้สถานะทางการเงินของภาคครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการปลดพนักงานครั้งใหญ่จากวิกฤติโควิด-19 ดีขึ้น ขณะที่บริษัทแอปเปิล อิงค์ระบุว่า ทางบริษัทจะกลับมาเปิดร้านกว่า 25 แห่งในสหรัฐในสัปดาห์นี้ ด้วยการดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปในการปลดล็อคร้านค้าปลีกเกือบ 1 ใน 5 ทั่วโลก นอกจากนี้ สมาชิกสภานิติบัญญัติและเจ้าหน้าที่สหรัฐกำลังจัดทำข้อเสนอเพื่อผลักดันให้บริษัทอเมริกันย้ายการดำเนินงานหรือซัพพลายเออร์สำคัญออกจากจีน ซึ่งรวมถึงการลดหย่อนภาษี, กฎระเบียบใหม่ และเงินอุดหนุนเชิงโครงสร้าง แนวโน้มดังกล่าว พยุงการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจนสร้างแรงขายทำกำไรกลับเข้ามายังตลาดทองคำ เบื้องต้นวายแอลจีประเมินว่า อาจต้องรอดูการเคลื่อนไหวของราคาทองคำว่าจะสามารถยืนเหนือบริเวณแนวต้าน 1,767 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่งหรือไม่ หากสามารถยืนได้ประเมินว่าราคาทองคำจะขยับขึ้นชนแนวต้านในโซน 1,779 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในขณะที่หากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือโซนแนวต้านดังกล่าวได้อย่างแข็งแกร่งนักลงทุนต้องระมัดระวังการอ่อนตัวของราคาทองคำ

กลยุทธ์การลงทุน วายแอลจีแนะนำลงทุนระยะสั้น โดยเสี่ยงซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงไปบริเวณแนวรับที่ 1,752-1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และให้ขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้น โดยหากราคาอ่อนตัวลงและสามารถทรงตัวรักษาระดับไว้ น่าจะพอทำให้ในระยะสั้นนี้ราคาน่าจะดีดตัวขึ้นได้อีก แต่หากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านได้อย่างแข็งแกร่ง นักลงทุนยังต้องระมัดระวังแรงขายทางเทคนิคและนักลงทุนควรตั้งจุดตัดขาดทุนหากราคาหลุดบริเวณแนวรับ ในขณะที่นักลงทุนที่มีทองคำในมือให้แบ่งขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวหรือไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน 1,767-1,779 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ทองคำแท่ง (96.50%)

แนวรับ            1,747 (26,500บาท)             1,736 (26,300บาท)            1,724 (26,150บาท)           

แนวต้าน          1,767 (26,800บาท)             1,779 (27,000บาท)            1,788 (27,150บาท)            

*หมายเหตุ :  แนวรับแนวต้านราคาทองคำแท่ง 96.50% เป็นราคาจากการ Convert ตามสูตรทางทฤษฏี

 

GOLD FUTURES (GFM20)

แนวรับ            1,747 (26,630บาท)             1,736 (26,460บาท)            1,724 (26,280บาท)           

แนวต้าน          1,767 (26,940บาท)             1,779 (27,120บาท)            1,788 (27,260บาท)            

 

GOLD ONLINE FUTURES (GOM20)

แนวรับ            1,752 ดอลลาร์ต่อออนซ์             1,741 ดอลลาร์ต่อออนซ์       1,729 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวต้าน          1,772 ดอลลาร์ต่อออนซ์            1,784 ดอลลาร์ต่อออนซ์       1,793 ดอลลาร์ต่อออนซ์