AWARDS • MONEY & BANKING AWARDS

รางวัลเกียรติยศ บริษัทยอดเยี่ยมแห่งปี 2564 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

บทความโดย: Admin

รางวัลเกียรติยศ บริษัทยอดเยี่ยมแห่งปี 2564 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย Best Public Company 2021 SET บริษัทยอดเยี่ยม กลุ่มอุตสาหกรรม
เทคโนโลยีแห่งปี 2564 Best Public Company Technology Industry 2021 เอนก พนาอภิชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อ

รางวัลเกียรติยศ

บริษัทยอดเยี่ยมแห่งปี 2564

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

Best Public Company 2021 SET

บริษัทยอดเยี่ยม กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งปี 2564

Best Public Company Technology Industry 2021

 

เอนก พนาอภิชน

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)


ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ที่กินเวลานานเกือบ 2 ปี กลุ่มอินทัชใช้การปรับกลยุทธ์ที่รวดเร็ว เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ที่มุ่งสู่โลกดิจิทัลเต็มตัว ส่งผลให้ อินทัช โฮลดิ้งส์ ยังคงความแข็งแกร่ง สามารถคว้ารางวัลเกียรติยศ บริษัทยอดเยี่ยมแห่งปี 2564 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และบริษัทยอดเยี่ยมแห่งปี 2564 กลุ่มเทคโนโลยีไปครองทั้ง 2 รางวัล เป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกันได้สำเร็จ

 เอนก พนาอภิชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวแสดงความรู้สึกหลังจากได้รับรางวัลเกียรติยศครั้งนี้ว่า การได้รับรางวัลบริษัทยอดเยี่ยมแห่งปี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และบริษัทยอดเยี่ยมกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของกลุ่มอินทัช รางวัลนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบุคลากรทุกคนที่พร้อมขับเคลื่อนสร้างการเติบโต คำนึงถึงการสร้างคุณค่าทั้งในด้านธุรกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม


ปรับกลยุทธ์รับมือ Covid-19

เน้น Digital Service รุกหาโอกาสใหม่

เอนก กล่าวว่า ภาพรวมของกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมสื่อสาร เทคโนโลยี และ ดิจิทัล ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ Covid-19 ในระดับไม่มากนักเนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร และ Digital Service เป็นบริการที่ได้รับผลบวกมีอัตราการใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังเกิดวิกฤติ Covid-19 อย่างไรก็ตาม วิกฤติ Covid-19 ส่งผลให้สภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและกำลังซื้อที่ลดลงอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของกลุ่มบริษัท รวมถึงมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ เช่น การจำกัดการเคลื่อนย้าย การลดลงของปริมาณนักท่องเที่ยว (Lockdown) ทำให้รายได้ของธุรกิจหลักในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 ลดลงจากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน

เรานำเทคโนโลยี และ Digital Service มาใช้ในภาวะวิกฤติ มีการปรับกลยุทธ์ในด้านต่างๆ เร่งกลยุทธ์ระยะกลาง และระยะยาวให้เร็วขึ้น เพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่จะเปลี่ยนแปลงไปหลังวิกฤติ Covid-19 จบลง

               

บริษัทลูกยังแข็งแกร่ง

เดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง

เอนก กล่าวว่า นอกจากการปรับกลยุทธ์อย่างรวดเร็วเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของ Covid-19 แล้ว กลุ่มบริษัทในเครือ ทั้ง เอไอเอส ไทยคม และอินทัช ก็มีการเดินหน้าโปรเจ็กต์สำคัญ ที่เสริมความแข็งแกร่งของกลุ่มอินทัชอย่างต่อเนื่อง เริ่มจาก

เอไอเอส  มีการปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการสนับสนุนการเติบโตของบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (FBB) และการเร่งการเติบโตในธุรกิจฝั่ง Enterprise ด้วยการนำเทคโนโลยี Cloud, Cyber Security, IoT และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ 5G มาสร้างเป็นโซลูชั่น และนำเสนอให้กับลูกค้าองค์กร ทำให้ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2564 ธุรกิจฝั่งลูกค้าองค์กรเติบโตขึ้นถึง 12% เมื่อเทียบกับ 2 ไตรมาสแรกของปี 2563

ปัจจุบันธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมีรายได้เติบโตถึง 19% จำนวนลูกค้าเอไอเอสไฟเบอร์ทั้งหมด 1.53 ล้านราย โดยในไตรมาส 3 มีลูกค้าสมัครใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 104,000 ราย และมีเป้าหมายจะขึ้นเป็นผู้ให้บริการอันดับ 3 ให้ได้ภายในปี 2564

ด้านการขยายโครงข่าย 5G นั้นขณะนี้เอไอเอสสามารถขยายได้ครอบคลุมกว่า 25% ของประชากรแล้ว โดยเน้นลงทุนบนคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ ในพื้นที่ที่มีปริมาณการใช้งานสูง ปัจจุบันเอไอเอสมีผู้ใช้บริการ 5G แล้วกว่า 1 ล้านราย คิดเป็น 9.6% ของฐานลูกค้ารายเดือน และกำลังเดินหน้าเต็มกำลังเพื่อขยายฐานลูกค้า 5G เป็น 2 ล้านรายให้ได้ในสิ้นปี 2564

ไทยคม เน้นการให้บริการ Space-Air-Ground-Maritime Smart Solutions ให้แก่ลูกค้าทั้งระดับประเทศและระดับภูมิภาค พร้อมมองหาโอกาสสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อให้บริการดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) เพราะเป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูงในอนาคตอันใกล้

ไทยคมยังหาโอกาสในการขยายธุรกิจใหม่ที่เป็น non-satellite related โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ระบบ IoT, Big Data, Machine Learning และ Data Analytic ใหม่มาใช้เพื่อสร้างสมาร์ตโซลูชั่น และแพลตฟอร์มเทคโนโลยีจากอวกาศสู่ภาคพื้นดิน เช่น Drone, Geospatial Data Analytics Platform ด้วย

อินทัช เพิ่มมูลค่าการลงทุนภายใต้โครงการอินเว้นท์ (InVent) โดยยังมุ่งเน้นการลงทุนในกลุ่มโทรคมนาคม สื่อ เทคโนโลยีและดิจิทัล ซึ่งเป็นทั้งการผลักดันการเติบโตทั้งธุรกิจปัจจุบัน และธุรกิจที่จะลงทุนใหม่ พร้อมมองหา New S Curve ให้กับกลุ่มบริษัท โดยมุ่งเน้นในธุรกิจ HealthTech, EdTech, FinTech, Smart City และ Smart Manufactory 

สำหรับครึ่งแรกของปี 2564 โครงการอินเว้นท์ ลงทุนเพิ่มในบริษัท โคนิเคิล จำกัด (Conicle) โดยสิ้นเดือนมิถุนายน 2564  มูลค่าการลงทุนในโครงการอินเว้นท์อยู่ที่ 1,084 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จาก 975 ล้านบาทในปี 2563

อินทัชยังเริ่มการลงทุนในรูปแบบใหม่ เพราะการลงทุนแบบดั้งเดิม ทั้งการควบรวมกิจการ (M&A), กิจการร่วมค้า (Joint Venture) และกิจการร่วมทุน (Venture Capital) อาจไม่เพียงพอสำหรับอนาคตของบริษัทและอาจช้าเกินไป จึงเป็นที่มาของกลยุทธ์การลงทุนใหม่ที่จะมาเสริมการพัฒนาธุรกิจใหม่ของบริษัทอินทัชเพิ่มเติม ซึ่งได้แก่ การลงทุนผ่าน Fund of Fund ในต่างประเทศ และโครงการ Venture Builder ที่จะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับ 5G ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า

 

ตลาดมือถือยังแข่งเดือด

ธุรกิจดาวเทียมกำลังเปลี่ยนแปลง

เอนก กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid -19 ในปีที่ผ่านมาเป็นปัจจัยเร่งให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตมาอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้งานดาต้ายังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยทำให้กำลังซื้อคนในประเทศลดลง ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมของปี 2564 จะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยผู้บริการยังคงใช้กลยุทธ์ด้านราคา เพื่อดึงดูดกำลังซื้อที่มีอยู่จำกัด 

หากโทรศัพท์มือถือ 5G มีราคาเริ่มต้นต่ำลง จะทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงเทคโนโลยี 5G มากขึ้น ผู้ให้บริการก็จะสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติม เช่น บริการคอนเทนท์ต่างๆ การทำธุรกรรมการเงินบนมือถือ บริการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ (IoT) จนถึงระบบคลาวด์สำหรับองค์กร อินทัชมองว่าการให้บริการ 5G จะเป็นเครื่่องมือสำคัญในการดึงดูดลูกค้าที่่มีกำลังซื้อสูง ทำให้ผู้ให้บริการจะแข่งขันกันเพื่อชิงความเป็นผู้นำของบริการ 5G”

ด้านอุตสาหกรรมดาวเทียมบรอดแบนด์นั้น กำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่าน มีบริการของกลุ่มผู้ประกอบการดาวเทียมบรอดแบนด์รายใหม่ในวงโคจรค้างฟ้า (GEO) วงโคจรระยะปานกลาง (MEO) และวงโคจรระยะต่ำ (LEO) นวัตกรรมการออกแบบดาวเทียมและอุปกรณ์ระบบภาคพื้นดิน ตลอดจนโมเดลธุรกิจและโซลูชั่นใหม่ ส่งผลให้การแข่งขัน โดยรวมของอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่แนวโน้มเทคโนโลยีของโลกปัจจุบันและในอนาคตจะมีการหลอมรวมการใช้งานระบบดาวเทียมกับระบบโทรคมนาคมภาคพื้นดิน และอากาศยานไร้คนขับในหลากหลายรูปแบบ เพื่อรองรับบริการใหม่ๆในอนาคต รวมถึงการใช้ประโยชน์จากข้อมูลทั้งจากดาวเทียมและจากระบบอื่นๆ มาใช้ประโยชน์ในหลายรูปแบบผ่านเทคโนโลยี Machine Learning และ Data Analytic

จากแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น เทรนด์ของเทคโนโลยี 5G และราคาที่ affordable สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น รวมถึง use case ของบริการที่หลากหลาย เราจึงเชื่อมั่นว่าทิศทางอุตสาหกรรมมือถือ บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ และธุรกิจดาวเทียมจะตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภค และมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นในอนาคต

 การได้รับรางวัลบริษัทยอดเยี่ยมแห่งปี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและบริษัทยอดเยี่ยมกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของอินทัชถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้บริหาร และพนักงาน ในการสร้างการเติบโตและการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน