AWARDS • MONEY & BANKING AWARDS

รางวัลเกียรติยศ นักการเงิน แห่งปี 2563 Financier of the Year 2020 ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย

บทความโดย: Admin

ด้วยคุณสมบัติที่ครบถ้วนทั้ง 4 ด้านคือ 1. มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและทันสมัย 2. มีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ 3. สร้างความเจริญเติบโตและยั่งยืนให้กับองค์กร และ 4. มีความรับผิดชอบต่อสังคมและทำคุณประโยชน์ต่อส่วนรวม ส่งผลให้ ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุ

รางวัลเกียรติยศ

นักการเงิน แห่งปี 2563

Financier of the Year 2020


ผยง ศรีวณิช

กรรมการผู้จัดการใหญ่

ธนาคารกรุงไทย

 

ด้วยคุณสมบัติที่ครบถ้วนทั้ง 4 ด้านคือ 1. มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและทันสมัย 2. มีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ 3. สร้างความเจริญเติบโตและยั่งยืนให้กับองค์กร และ 4. มีความรับผิดชอบต่อสังคมและทำคุณประโยชน์ต่อส่วนรวม ส่งผลให้ ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ได้ครองตำแหน่ง นักการเงินแห่งปี 2563

ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า รางวัลที่ได้รับเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ จากที่กรุงไทยได้ปรับกระบวนการทำงาน ปรับความคิดขององค์กรจนได้เกิดประสิทธิผล ซึ่งทันเวลากับวิกฤติการณ์ของโลกที่เข้ามาคือการแพร่ระบาดของ Covid-19 ที่สะท้อนว่ากรุงไทยสามารถทำหน้าที่ในบทบาทสำคัญท่ามกลางวิกฤติได้

ดีใจและเป็นเกียรติ และขอเป็นตัวแทนของคนกรุงไทยทุกคนที่รับเกียรติได้รับการคัดเลือกครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นกำลังใจในการทำงาน รางวัลเกียรติยศที่ได้รับจากการเงินธนาคารนับเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของกรุงไทยในฐานะธนาคารพาณิชย์ของรัฐที่มุ่งมั่นเป็นเสาหลักของประเทศ

 

ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน

หัวใจของความสำเร็จ

ผยงกล่าวถึงหัวใจของความสำเร็จว่า มาจากความมุ่งมั่นที่อยู่บนตัวตนที่ชัดเจนของกรุงไทย จนสามารถตอบโจทย์ได้ และที่สำคัญมากคือ ความร่วมมือร่วมใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของทีมงานกรุงไทยทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับคณะกรรมการไปจนถึงพนักงานในพื้นที่ ทุกคนมีความสำคัญและร่วมมือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อย่างที่เห็นอย่างเป็นรูปธรรมในการที่ธนาคารกรุงไทยเข้าไปช่วยผู้ได้รับความเดือดร้อนจาก Covid-19 ทั้งแบบออนไลน์ คือ ช่องทางดิจิทัลต่างๆ และออฟไลน์ คือ สาขา ที่ทำงานผสานเชื่อมโยงกัน ช่วยรัฐบาลในฐานะพันธมิตรหลักของกรุงไทย สามารถส่งผ่านความช่วยเหลือไปสู่ผู้ที่เดือดร้อนได้อย่างทั่วถึง ตัวอย่างเช่น การที่กรุงไทยเข้าไปช่วยรัฐบาลสร้างระบบ ไทยชนะได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการคนละครึ่ง ที่จนถึงตอนนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 30 ล้านคน สะท้อนว่ากรุงไทยเป็นกลไกที่เข้าไปช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยหมุนต่อได้จริงๆ

การขับเคลื่อนพันธกิจต่างๆ ของกรุงไทยเกิดขึ้นด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนกรุงไทยที่เข้าใจและตระหนักรู้ในพันธกิจขององค์กร รู้จักการใช้เครื่องมือที่ธนาคารกรุงไทยได้พัฒนาขึ้นมา เป็นการเคลื่อนทั้งองคาพยพที่สะท้อนให้ได้เห็นว่ากรุงไทยมีความพร้อมในทุกมิติ

ผยงกล่าวว่า ยุทธศาสตร์ของกรุงไทยมีความชัดเจนมาโดยตลอด เดินหน้าคู่ขนานระหว่าง Mobile Banking ที่เป็นระบบปิด (Krungthai NEXT) คู่กับ Thailand Open Platform ที่เป็นระบบเปิด (เป๋าตัง) เพื่อให้สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภค โดยมีเป้าหมายผลักดันเรื่องธุรกรรมการเงินให้เข้าไปอยู่ในทุกกิจกรรมและไลฟสไตล์ที่เป็นปัจจัยที่ 4 ของคนให้ได้ จึงเป็นที่มาของการริเริ่มผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การเริ่มทำบัตรแลกเงิน Krungthai Travel Card  ที่มีระบบเปิดรองรับการโอน เติม จ่าย และการเข้าไปช่วยรัฐบาลทำโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จนมาสู่ เป๋าตังและ ถุงเงิน

โครงการต่างๆ ที่ธนาคารกรุงไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะธนาคารพาณิชย์ของรัฐ นอกจากจะสามารถตอบโจทย์ผู้ถือหุ้นหลักของธนาคารซึ่งคือรัฐ ในการมีส่วนช่วยเหลือประชาชนแล้ว ยังเป็นการช่วยทำให้สังคมเข้าถึงบริการทางการเงินได้ครอบคลุม สามารถลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการเงินช่วยให้กลุ่มที่มีรายได้น้อยจริงๆ สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐได้ตรงจุด

ทั้งนี้ ด้วยการขับเคลื่อนองค์กรตามยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนทำให้ปัจจุบันแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT ที่เป็น Mobile Banking
ของธนาคารมีผู้ใช้งานกว่า 13 ล้านราย ขยับขึ้นมาในอันดับต้นๆ ของระบบธนาคารพาณิชย์ ส่วนแอปพลิเคชันเป๋าตัง ที่ทำงานระบบเปิดมีผู้ใช้งานกว่า 30 ล้าน ขณะที่แอปพลิเคชั่นรับชำระเงินหรือ ถุงเงิน มีกว่า 1.5 ล้านร้านค้าเข้ามาใช้งาน

นอกจากนี้ กรุงไทยยังมี Krungthai Connext ผู้ใช้งาน 16 ล้านราย ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้ล้วนมาจากการที่กรุงไทยเดินตามแผนที่ยึดมั่นใน 5 Ecosystems คือ กลุ่มการชำระเงิน กลุ่มหน่วยงานภาครัฐ กลุ่มสถาบันการศึกษา กลุ่มการรักษาพยาบาล และ กลุ่มขนส่ง โดยได้เห็นผลอย่างชัดเจนเมื่อ Covid-19 เข้ามาเร่งให้เกิดการเข้าถึงช่องทางดิจิทัลเติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

เร่งเครื่องยุทธศาสตร์

ด้วย Formula 1 culture

ผยงกล่าวด้วยว่า ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 2 Banking Models ที่ได้ประกาศแผนเมื่อต้นปี 2564 โดยมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจ 2 รูปแบบไปพร้อมๆ กัน คือ เรือบรรทุกเครื่องบิน (Carrier) เน้นขับเคลื่อนธุรกิจหลักของธนาคาร และเรือเร็ว (Speedboat) ที่มุ่งเน้นการสร้างโมเดลทางธุรกิจใหม่ โดยก้าวต่อไปของยุทธศาสตร์เรือเร็วจะเพิ่มความรวดเร็วที่เรียกว่า Formula 1 culture ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการแข่งขันรถสูตร 1 (F1) ที่ต้องอาศัยความรวดเร็วในการเปลี่ยนล้อภายใน 1.7 วินาทีและใช้คน 3 คนที่เก่งและมีประสบการณ์ทำงานพร้อมกัน

การทำงานแบบ Formula 1 culture ต้องทำงานแบบบูรณาการ (Integrate) กระจาย ( Agile) เชื่อถือได้ (Reliable) และปลอดภัย (Secure) โดยจะไม่ยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือ Open Platform ตัวอย่างเช่น การนำเทคโนโลยีคลาวนด์มาใช้ในองค์กร จากเดิมอาจจะเลือกใช้รายใดรายหนึ่งแต่ในระยะข้างหน้าจะไม่ได้ยึดติดรายใดรายเดียวอีกต่อไป

ส่วนยุทธศาสตร์ของเรือบรรทุกเครื่องบิน (Carrier) ที่เป็นธุรกิจหลักของธนาคารจะผสานช่องทางที่หลากหลายและเพิ่มความทันสมัยให้มากขึ้น แม้ว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ธุรกรรมช่องทางดิจิทัลจะมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่วนธุรกรรมในช่องทางสาขาลดลงแต่ก็ยังมีบางกลุ่มที่ยังต้องการใช้ธุรกรรมในสาขาอยู่ จึงยังต้องมีช่องทางนี้ไว้แต่ทำให้ทันสมัยมากกว่าเดิม

ผยงกล่าวอีกว่า เป้าหมายของธนาคารกรุงไทยมีด้วยกัน 5 ขั้น

         สำหรับขั้นแรก คือต้องมีแพลตฟอร์ม ซึ่งวันนี้กรุงไทยมีแพลตฟอร์มที่สามารถแข่งขันได้แต่ยังพัฒนาต่อไม่หยุดยั้งเพื่อให้แพลตฟอร์มของกรุงไทยมีศักยภาพมากพอจนสามารถออกรบได้และสู้ได้ทุกสนาม

         ส่วนขั้นที่สอง คือ เมื่อมีแพลตฟอร์มที่พร้อมแล้วต้องสามารถใช้แสวงหาลูกค้าเข้ามาให้กรุงไทยได้ โดยในขั้นนี้ถือว่า ปัจจุบันแพลตฟอร์มของกรุงไทยมีความสามารถที่หวังผลได้แล้วสะท้อนจากตัวเลขผู้ใช้งานที่เติบโตต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพดีขึ้นเรื่อยๆ

         ขณะที่ ขั้นที่สาม คือ การสร้างความเคลื่อนไหวสร้างกิจกรรมเพื่อทำให้แพลตฟอร์มของกรุงไทยนำไปสู่การได้ข้อมูลมาใช้ในการสร้างความเข้าใจลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งมีพันธมิตรที่จะเข้ามาช่วยตอบโจทย์ลูกค้าได้

         ขั้นที่สี่ คือ ความสามารถในการทำรายได้ ในวันนี้รายได้ของธนาคารยังมาจากธุรกิจหลักที่ยังต้องเผชิญความท้าทายที่เพิ่มขึ้นแต่นับว่ายังมีกำลังพอจะเดินหน้าได้อยู่ โดยจะเดินควบคู่ไปกับเรือเร็วที่ส่งไปหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยในอนาคตยุทธศาสตร์ที่วางไว้เหล่านี้จะสามารถสร้างรายได้เข้ามาให้ธนาคาร ซึ่งที่ได้เริ่มเห็นคือ สินเชื่อดิจิทัล (Digital Lending) ที่แม้จะเป็นช่วงทดลองแต่มีคำขอสินเชื่อดิจิทัลเข้ามาวันละ 5,000-10,000 ราย หรือทำสถิติสูงสุดที่ 30,000 รายต่อวัน ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่น่าพอใจมาก

         และขั้นที่ 5 คือ ความสามารถในการสร้าง New Business Model ขึ้นมาที่อาจจะยังไม่เห็นผลในเร็ววันต้องใช้เวลาเพื่อให้ก้าวมาถึงขั้นนี้

 การเริ่มต้นต่อยอดยุทธศาสตร์ต่างๆ ของกรุงไทยจะเห็นในเดือนตุลาคมนี้จะเห็นการพัฒนาระบบเชื่อมแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่เข้ากับการใช้จ่ายในโครงการคนละครึ่งของกระทรวงการคลัง กับผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่หลายราย รวมทั้งมีแผนขยายเรื่อง Wealth เป็นการออก 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ในเดือนพฤศจิกายนด้วย