AWARDS • MONEY & BANKING AWARDS

ธนาคารที่มีบริการยอดเยี่ยม ด้านสินเชื่อบ้าน 2564 Best Service Provider Mortgage 2021

บทความโดย:

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้รับรางวัลธนาคารที่มีบริการยอดเยี่ยม ด้านสินเชื่อบ้าน 2564 (Best Service Provider - Mortgage 2021) ซึ่งเป็นความคิดเห็นจากผู้สมัครและขอใช้บริการทางการเงินและการลงทุนในงานมหกรรมการเงินครั้งที่ 21 MONEY EXPO 2021

ธนาคารที่มีบริการยอดเยี่ยม ด้านสินเชื่อบ้าน 2564

Best Service Provider Mortgage 2021


ฉัตรชัย ศิริไล

กรรมการผู้จัดการ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

 

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้รับรางวัลธนาคารที่มีบริการยอดเยี่ยม ด้านสินเชื่อบ้าน 2564 (Best Service Provider - Mortgage 2021) ซึ่งเป็นความคิดเห็นจากผู้สมัครและขอใช้บริการทางการเงินและการลงทุนในงานมหกรรมการเงินครั้งที่ 21 MONEY EXPO 2021

“ผู้ปฏิบัติงานของ ธอส. ทุกคนดีใจที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ในฐานะที่ ธอส. เป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมีหน้าที่ทำให้คนไทยมีบ้าน รางวัลนี้เป็นการยืนยันถึงการดำเนินงานตามพันธกิจที่พร้อมจะทำให้คนไทยมีบ้าน ครั้งนี้เป็นอีกปีหนึ่งที่ ธอส.ได้รับรางวัลนี้ซึ่งเป็นความดีใจ ที่ประชาชนผู้ใช้บริการได้เห็นถึงความตั้งใจของเราในการทำให้คนไทยมีบ้าน”  ฉัตรชัย  ศิริไลกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ พร้อมเผยว่า ธอส. มีพันธกิจในการทำให้คนไทยมีบ้าน ยุทธศาสตร์ในปี 2565 คือการก้าวสู่การเป็นธนาคารเพื่อความยั่งยืนที่มีความมั่นคงทางการเงินและลูกค้ามีความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ดูแลความเท่าเทียมทางสังคมและมีธรรมาภิบาล รวมทั้งส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งการเดินหน้ายุทธศาสตร์นี้จะผ่าน 3 แกนที่สำคัญ

       แกนที่ 1 คือ เพิ่มประสิทธิภาพเทคโนโลยี พัฒนาบริการเทคโนโลยีรองรับธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลที่มีสัดส่วนสูงมากกว่า 70% ของธุรกรรมรวม

       แกนที่ 2 คือ การยกระดับการปฏิบัติงาน(Operation) เพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าที่ใช้บริการ ธอส. (Customer Journey)ผ่านเป้าหมายรู้จัก,เข้าถึง,ใช้จริง,บอกต่อ และ Loyalty

        แกนที่ 3 คือการพัฒนาผู้ปฏิบัติงานให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ (People Excellence) ด้วยการสร้างทัศนคติและพัฒนาทักษะให้บุคคลากร 5,000 คน

ฉัตรชัย กล่าวด้วยว่า ในด้านของเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญ ธอส. ย้ำเสมอว่า จะเน้นที่ฟังก์ชั่นการใช้งานไม่ได้เน้นแต่เรื่องแฟชั่น ทุกอย่างที่ลงทุนไปจะต้องใช้ประโยชน์ได้จริงโดยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจลดขั้นตอนและระยะเวลาให้เร็วกว่าเดิมเพิ่มความแข็งแกร่งให้กระบวนการทำงาน ซึ่ง ธอส.จะเดินยุทธศาสตร์เทคโนโลยีด้วยการสร้าง 4 เมืองใหม่ ซึ่งจะประกอบด้วย

        • GHB ALL ที่เป็น Mobile Application หลัก ในการปล่อยสินเชื่อ ชำระเงินกู้และการทำธุรกรรมการเงิน

       • GH Bank Smart NPL เป็น Mobile Application ที่ให้บริการในการให้คำปรึกษาปัญหาการผ่อนชำระและยื่นขอประนอมหนี้รูปแบบใหม่แบบ Digital Services โดยเป็นการช่วยให้ลูกค้าได้เจรจากับธนาคาร ซึ่ง ธอส. เข้าใจลูกค้าเป็นอย่างดีว่าทุกคนอาจเกิดอุบัติเหตุในชีวิตได้ การเจรจาหนี้จะทำให้ลูกค้าอยู่ได้ ขณะเดียวกันเมื่อธนาคารอยู่ได้ลูกค้าก็จะอยู่ได้ เป็นการช่วยกันทั้งสองฝ่าย 

       • GH Bank Smart NPA เป็น Mobile Application สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมประมูลบ้านมือสองผ่านระบบออนไลน์ โดยในแอปสามารถค้นหาและแสดงรายละเอียดข้อมูลทรัพย์บ้านมือสองของธนาคารยื่นคำร้องขอดูทรัพย์/จองทรัพย์ ซึ่งทรัพย์ของ ธอส. มีทำเลที่ดีและราคาที่เหมาะสม

       • GHB Buddy เป็น Line Official Account ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถรู้ความเคลื่อนไหวในบัญชีง่ายขึ้นได้ฟรีๆ ไม่มีค่าธรรมเนียม ทั้งการแจ้งเตือนทุกรายการเข้า-ออกบัญชีเงินฝากทุกรายการชำระเงินกู้-ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย, แจ้งผลการถูกรางวัลสลากออมทรัพย์ และแจ้งผลการขอสินเชื่อด้วยซึ่งทั้งหมดช่วยให้บริการลูกค้าได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง

 

ดึงความมั่งคั่งของลูกค้ากลุ่มบน

ส่งต่อโอกาสถึงกลุ่มรายย่อย

ฉัตรชัย กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาเริ่มมีคำพูดจากลูกค้า  ว่าเป็นลูกค้าธนาคารรัฐดีกว่า เพราะในวันที่เจอพายุเศรษฐกิจธนาคารรัฐเป็นคนที่ช่วยเหลือลูกค้าอย่างแท้จริง และนั่นทำให้ ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 246,875 ล้านบาท ในปี 2564  เพิ่มขึ้น 9.65% สูงกว่าเป้าหมายในปี 2563 ถึง 31,234 ล้านบาท และยังคงยึดเป้าหมายทำตัวเองให้แข็งแรงรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต เพราะในวันที่ตลาดได้รับผลกระทบหนักๆ ธนาคารรัฐมีหน้าที่ออกมาให้ความช่วยเหลือ หากธนาคารรัฐไม่ทำตัวเองให้แข็งแรงแล้ว ก็จะไม่สามารถช่วยเหลือใครได้ โดยที่ผ่านมาความแข็งแกร่งของ ธอส. ทำให้สามารถช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จากโควิด-19 ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563ได้สูงสุดกว่า 973,227 บัญชี คิดเป็นวงเงินสินเชื่อ 847,218 ล้านบาท และกว่า 87% ผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 ไปได้

ทั้งนี้ พันธกิจในการทำให้คนไทยมีบ้านยังเดินหน้าต่อซึ่งปัจจัยทางด้านราคาถือเป็นหัวใจสำคัญของกลุ่มที่มีรายได้น้อยและปานกลาง แต่การจะทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเรื่องยาก เพราะต้องมีเรื่องของต้นทุนการเงิน ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ และกำไรเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งในสถานะที่ ธอส. เป็นสถาบันการเงินของรัฐ แม้ไม่ได้มีเป้าหมายหลักในการแสวงหากำไร แต่ที่ผ่านมา ธอส. ยังสามารถนำส่งรายได้ให้กระทรวงการคลังได้ตามเป้าหมายและดูแลลูกค้าของธนาคารให้มีที่อยู่อาศัยในระดับราคาที่เหมาะสม ทั้งหมดมาจากความสามารถในการบริหารจัดการ

ฉัตรชัยกล่าวว่า สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมี 3 ส่วนที่สำคัญ คือ สินเชื่อบ้านรายย่อย สินเชื่อผู้ประกอบการเพื่อขายและ สินเชื่อ ผู้ประกอบการเพื่อให้เช่า สำหรับรายย่อย ธอส. ยังดูแลกลุ่มลูกค้าที่ต้องการมีบ้านในระดับราคา 2-3 ล้านบาท เป็นส่วนใหญ่ แต่ด้วยศักยภาพและราคาที่ดีของธนาคารทำให้สามารถขยับไปจับกลุ่มบ้านระดับสูงกว่านั้นได้ โดยลูกค้าเป็นฝ่ายเลือกธนาคารทำให้มีกลุ่มบ้านราคา 7 ล้านบาท และมากกว่า 10 ล้านบาท เข้ามา ซึ่งช่วยในด้านต้นทุนการดำเนินงานของ ธอส. ให้ต่ำลง

ขณะที่สินเชื่อผู้ประกอบการ ธอส. เริ่มเข้าไปให้สินเชื่อโครงการโดยเฉพาะกลุ่มบ้านระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยมีขนาดโครงการไม่ใหญ่มากซึ่งการเข้าไปสนับสนุนสินเชื่อโครงการของธนาคารทำให้ยังมีบ้านราคา 1-1.5 ล้านบาทในตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่ ซึ่งเป็นที่มาของโครงการบ้านล้านหลังสำหรับผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการมีบ้านเป็นของตัวเอง ธอส.ไม่ได้เข้าหาผู้ประกอบการเพื่อมุ่งแต่เรื่องธุรกิจ แต่เข้าไปด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้โครงการสร้างบ้านในระดับราคาที่ลูกค้าของ ธอส. มีความต้องการจะซื้อ

สำหรับโครงการอสังหาฯ ที่สร้างเพื่อเช่า ธอส.สนับสนุนเงินกู้ระยะยาว เพื่อสร้างให้เกิดตลาดสำหรับการเช่าสนับสนุนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัยภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นกว่าเดิม ผู้ประกอบการมีรายได้ต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ตัวเลขสินเชื่อและความยั่งยืนของ ธอส. จึงเติบโตได้ต่อเนื่อง

“ธอส. มีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย เราจึงพยายามจัดทำผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้งเงินฝากและสินเชื่อที่เอื้อต่อกลุ่มลูกค้าทุกกลุ่ม เช่น ผู้ที่มีรายได้น้อย เป็นผู้ที่ต้องการสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ ในขณะที่ผู้ที่มีรายได้สูง มีความสามารถออมเงินเพื่อให้ได้ผลตอบแทนคุ้มค่า ดังนั้นสลากออมทรัพย์ของ ธอส. ที่ออกมา จะทำให้ความต้องการของคน 2 กลุ่มนี้ มาเจอกัน ผู้ฝากเงินจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ขณะที่ผู้กู้จะได้อัตราดอกเบี้ยต่ำ จากต้นทุนที่เกิดจากการออกสลากของธนาคาร”

ในปี 2565 ธอส. มีแผนทำ Peer To Peer Lending ผ่านการออกสลากซึ่งสลากของ ธอส. จะเป็นลักษณะหน่วยลงทุน ซึ่งเหมาะกับคนที่มีความมั่งคั่งอยู่แล้ว สำหรับสลากที่เป็นเครื่องมือสำหรับ Peer To Peer Lending ครั้งนี้จะมีวงเงิน 20,000 ล้านบาทที่นอกจากผู้ซื้อสลากจะได้ผลตอบแทนตามหน้าสลากและลุ้นรางวัลแล้วยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนเพิ่มตามคุณภาพผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ดีที่สุดของ ธอส.

อย่างไรก็ดี ในปี 2565 ธอส. ตั้งเป้าสินเชื่อใหม่ 226,000 ล้านบาทโดยในไตรมาสที่ 1 ธอส.ปล่อยสินเชื่อได้ 61,995 ล้านบาทซึ่งนับเป็นยอดที่สูงที่สุดเท่าที่มีมา ซึ่งเป็นการสะท้อนว่าคน

เริ่มล็อกต้นทุนดอกเบี้ยของตัวเอง และเร่งขอสินเชื่อก่อนที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดจะขยับขึ้น ซึ่งแนวโน้มดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น หากตลาดมีการปรับดอกเบี้ยขึ้นจะกระทบทำให้กู้ได้ยากขึ้นเพราะจะได้วงเงินต่ำลง ขณะที่ลูกค้าเดิมอาจจะต้องเจอเงินงวดปรับขึ้นทำให้ปิดหนี้ได้ช้า หรือหากเพิ่มเงินงวดลูกค้าอาจจะกระทบภาระผ่อน

“เมื่อดอกเบี้ยขึ้นทุกอย่างจะขึ้นหมด แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นคงหนีไม่พ้นที่จะต้องปรับให้สอดคล้องกับตลาด แต่หาก ธอส. จะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นการขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่าตลาดและยื้อเวลาที่จะขยับดอกเบี้ยขึ้นออกไปให้นานที่สุด ธอส. ไม่ได้ต้องการเป็นพระเอกแต่เป็นการดูแลลูกค้าของ ธอส. เพราะลูกค้าอยู่ได้ ธอส. ก็อยู่ได้เช่นกัน”