ONLINE MAGAZINE

AUKUS - CPTPP - Evergrande : เกมอันตรายวัดใจจีน

บทความโดย: Admin

 “วันนี้ ทางการจีนพยายามมองหาอัศวินม้าขาวเอกชนเข้ามาช่วยซื้อกิจการของ Evergrande รวมถึง การทยอยขายทรัพย์สินต่างๆ เพื่อนำไปชำระหนี้สินที่ครบกำหนด แต่ภาระหนี้สินหนักหน่วงเหลือเกิน ผู้นำ Xi คงต้องใช้วิทยายุทธ์กำลังภายในทุกด้าน เพื่อประคับประคองวิกฤติครั้งนี้ให้ผ่านพ้นสำเร็จ ไม่งั้นสหรัฐฯคงได้หัวเราะทีหลังดังกว่า”

Xi Jinping ผู้นำแตนมังกร คงเสียความรู้สึกอยู่บ้าง ที่อุตส่าห์แอบดีใจตอนที่นาย Joe Biden สามารถโค่นอดีตประธานาธิบดี Donald Trump ได้สำเร็จ และก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวอย่างเป็นทางการเมื่อต้นปีนี้ โดย นาย Xi รวมถึงชาวโลกทั่วๆ ไป คงคาดหวังว่า ผู้นำใหม่สหรัฐฯน่าจะนุ่มนวลและอ่อนโยนกว่าคนเดิม โดยเฉพาะการทะเลาะกับจีนในประเด็นการค้า ที่สร้างความร้าวฉานกลายเป็นสงครามการค้าตอบโต้กันวุ่นวาย แทนที่เศรษฐกิจและการค้าโลก จะดำเนินราบรื่น กลับต้องลุ่มๆ ดอนๆ อย่างไม่ควรจะเป็นในช่วงก่อนวิกฤติโควิด-19

ท่าทีของพญาอินทรีที่มีต่อจีน แทบจะไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าใครจะเป็นผู้กุมบังเหียนเมืองโคบาลก็ตาม แต่ยุทธวิธีอาจแตกต่างกันไป หากมองให้ดีๆ จะเห็นว่า ประธานาธิบดี Biden แทบไม่เคยปริปากว่าจะผ่อนคลายมาตรการกดดันทางการค้ากับจีนเลย หรือในเรื่องอื่นๆ ก็ตาม แต่มักจะย้ำแล้วย้ำอีกว่า การที่จะต่อรองกับจีนควรกระทำกันเป็นทีม ด้วยความร่วมมือกับชาติพันธมิตรอื่นๆ ดีกว่าจะลุยเดี่ยวในสไตล์ของอดีตผู้นำ Trump ที่ไม่ค่อยแคร์เพื่อนพันธมิตรสักเท่าไหร่ จนทำให้ความร่วมมือระดับนานาชาติปั่นป่วนในยุค Trump เพราะสหรัฐฯพยายามตีตัวออกห่างจากกลุ่ม เช่น NATO, WTO และ WHO เป็นต้น

วันนี้ ประธานาธิบดี Biden ได้พิสูจน์งานแรกให้เห็นว่า สหรัฐฯพร้อมร่วมมือกับชาติพันธมิตร เพื่อป้องกันการคุกคามจากจีนในอาณาบริเวณเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งรวมถึงเขตมหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณช่องแคบไต้หวัน และทะเลรอบๆ อินโดนีเซีย หรือ ที่เรียกกันว่า ย่านอินโด-แปซิฟิก ทั้งนี้ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐฯได้ประกาศฟ้าผ่า ที่จะร่วมมือกับอังกฤษ และออสเตรเลีย จัดตั้งก๊วนใหม่รวม 3 ประเทศ เรียกว่า AUKUS ซึ่งในเบื้องต้นมีวัตถุประสงค์ชัดเจน ก็คือ สหรัฐฯและอังกฤษได้เสนอเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ให้แก่ออสเตรเลียอย่างน้อยๆ จำนวน 8 ลำ เพื่อลาดตระเวนสร้างความปลอดภัยในย่านอินโด-แปซิฟิก

Biden สนใจงานนี้ เพราะต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตรในเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯได้ห่างเหินภูมิภาคนี้มานานนับสิบปี จนจีนรุกคืบขยายบทบาทและอิทธิพลทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง แถมนับวันดูเหมือนจีนไม่ค่อยเกรงอกเกรงใจบางประเทศในย่านนี้เสียเลย เช่น การสู้รบปะทะกันตามแนวชายแดนตอนเหนือระหว่างทหารจีนกับทหารอินเดีย หรือการส่งเรือรบและเครื่องบินรบป้วนเปี้ยนบริเวณทะเลจีนใต้ คอยกวนประสาทไต้หวัน รวมถึง ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์ในบริเวณทะเลจีนใต้ด้วยกันทั้งนั้น

ออสเตรเลีย ก็เป็นชาติหนึ่งที่มีเรื่องมีราวกับจีนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จนถึงขั้นตอบโต้กันด้วยมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสองประเทศ สาเหตุมาจากการที่ออสเตรเลีย รวมหัวกับสหรัฐฯให้ขุดคุ้ยต้นตอของโรคระบาดโควิดว่ามาจากไหนกันแน่ พูดง่ายๆ ก็คือ สองชาติสงสัยว่าเชื้อโควิดอาจหลุดลอดมาจากห้องทดลองของจีนในเมือง Wuhan ก็ได้

ความบาดหมางระหว่างออสเตรเลียกับจีน ดูๆ ไปแล้ว ก็น่าจะเป็นเรื่องปกติทั่วๆ ไป ที่เวลาสองขาติทะเลาะกันก็มักจะตอบโต้กันไปมา ด้วยวิธีทางการทูตบ้าง หรือทางการค้าบ้าง แต่วันนี้สหรัฐฯได้เพิ่ม Option ใหม่ โดยให้ออสเตรเลียมีเรือดำน้ำทันสมัย เอาไว้คอยปกป้องน่านน้ำย่านอินโด-แปซิฟิก และที่สำคัญก็คือ สหรัฐฯต้องการแสดงพลังความร่วมมือของชาติพันธมิตรที่จะไม่ยอมให้จีน แสดงพฤติกรรมคุกคามประเทศย่านเอเชียแปซิฟิกง่ายๆ อีกต่อไป

หันมาดูปฏิกิริยาของแดนมังกรบ้าง ประธานาธิบดี Xi ไม่ค่อยให้น้ำหนักเรื่องนี้เท่าไหร่ เมื่อเทียบกับประเด็นอื่นๆ อาจเป็นเพราะการตั้งกลุ่มต่อต้านจีนของชาติพันธมิตรมีมานานแล้ว เช่น กลุ่ม QUAD ประกอบด้วย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดีย จัดตั้งกันฮือฮาในปี 2007 เพื่อระแวดระวังอิทธิพลของจีนทางด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นตกใจ ด้วยเหตุนี้ การจัดตั้ง AUKUS ก็คงไม่แตกต่างกันมากนักในสายตาจีน อาจเป็นแค่การวาดเสือเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตัว เพื่อให้วัวกลัว

ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังแอบหัวเราะชอบใจที่ AUKUS กลายเป็นปมให้เห็นความแตกแยกของชาติตะวันตกด้วยกันเอง เมื่อฝรั่งเศสโมโหที่ออสเตรเลียฉีกสัญญาซื้อเรือดำน้ำดีเซลของเมืองน้ำหอม แต่กลับไปรับเรือดำน้ำนิวเคลียร์จากสหรัฐฯและอังกฤษแทน โดยไม่บอกล่วงหน้า

แต่อย่างไรก็ตาม จีนจะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนในกรณี AUKUS ก็คงไม่สมศักดิ์ศรีของชาติมหาอำนาจอย่างจีนเท่าใดนัก สู้หาทางแก้เผ็ดเมืองลุงแซมดีกว่า ด้วยการยื่นใบสมัครขอร่วมเป็นสมาชิกของ “ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก” หรือ The Comprehensive and Progressive Agreement for Tran-Pacific Partnership (CPTPP) ซึ่งถือว่าเป็นเขตการค้าเสรีที่มีขนาดใหญ่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยจีนได้ยื่นใบสมัครเมื่อกลางเดือนกันยายน หลังจากสหรัฐฯเปิดตัว AUKUS อย่างเป็นทางการ

ถามว่า? จีนทำเพื่ออะไร? ง่ายๆ ก็คือ ต้องการเป็นสมาชิกกลุ่มการค้าเสรี ที่เดิมทีสหรัฐฯเป็นตัวตั้งตัวตีในยุคอดีตประธานาธิบดี Barack Obama เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองและคุมประพฤติจีนในประเด็นเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ โดยในขณะนั้น จีนไม่ได้เป็นสมาชิกด้วย แต่ Obama ก็เปิดกว้าง ไม่ขัดขวาง แต่จีนจะต้องปฏิบัติตามกติกาของสหรัฐฯและกลุ่มอย่างเคร่งครัด ซึ่งในที่สุดจีนก็ไม่ได้ให้ความสนใจอีกต่อไป และกลุ่มการค้าเสรีก็ไม่ได้งอนง้อจีนเหมือนกัน เพราะตอนนั้น สัดส่วนการส่งออกของจีนในตลาดโลกยังจิ๊บๆ อยู่ที่ประมาณ 3.4% ของปริมาณการส่งออกโลก

น่าเสียดาย พอมาถึงยุคผู้นำ Trump กลับไม่ยินดียินร้ายกับ CPTPP เลย และประกาศถอนตัวออกจากกลุ่มในปี 2017 ปล่อยให้ชาติสมาชิกที่เหลือจะทำอะไรก็ทำกันไป สหรัฐฯไม่ร่วมหัวจมท้ายด้วย จนมาถึงสมัยประธานาธิบดี Biden ก็ดูเหมือนยังคงเงียบเฉยกับกลุ่ม CPTPP

ในแง่ของกลุ่ม CPTPP เมื่อลุงแซมถอนตัว แรกๆ ก็เล่นเอาสมาชิกอื่นๆ ปั่นป่วนเหมือนกัน เพราะอุตส่าห์คาดหวังว่าสหรัฐฯจะเป็นประเทศสมาชิกคู่ค้ายักษ์ใหญ่ในกลุ่ม และเป็นพลังขับเคลื่อนให้เขตการค้าเสรีประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม เมื่อไร้เงาสหรัฐฯแล้ว ญี่ปุ่นก็จำเป็นต้องสวมบทผู้นำแทน ด้วยการผลักดันให้ CPTPP เดินหน้าต่อไป จนชาติสมาชิกอีก 10 ชาติที่เหลือสามารถกอดคอกันอย่างเหนียวแน่น

การสมัครเข้าเป็นสมาชิก CPTPP ของจีนครั้งนี้ อาจทำให้สหรัฐฯรู้สึกเสียหน้าไม่น้อย ที่กลุ่มการค้าเสรีที่ตนบุกเบิก เพื่อระวังภัยทางการค้าและเศรษฐกิจจากจีน กลับกำลังพิจารณาที่จะรับจีนเป็นสมาชิกของกลุ่ม แถมมีสมาชิกจำนวนไม่น้อยรู้สึกยินดีที่เมืองมังกรจะร่วมวงด้วย เพราะปัจจุบัน จีนมีสัดส่วนการส่งออกในตลาดโลกประมาณ 14.7% นับว่าสูงสุดในเวทีการค้าระหว่างประเทศ แถมกูรูทางการค้าโลก ยังประเมินว่า หากกลุ่ม CPTPP เอาจีนร่วมก๊วนด้วยละก้อ กลุ่มจะช่วยให้รายได้โลกเพิ่มขึ้นประมาณ 563,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี เทียบกับกรณีไม่มีจีนจะมีมูลค่าราว 144,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ส่วนชาติสมาชิกก็จะได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1% ของรายได้ประชาชาติ

การเดินเกมของจีนเรื่องนี้ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่กลุ่ม CPTPP จะรับจีนเข้าเป็นสมาชิก เพราะเงื่อนไขและระเบียบต่างๆ มีมากมาย อย่างไรก็ตาม ช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนได้ปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อให้สอดคล้องกับกติกาการค้าโลกมากขึ้นบ้างแล้ว แต่อาจยังมีประเด็นหนักๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ เช่น การดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ สิทธิแรงงาน และการคุ้มครองข้อมูลเอกชน เป็นต้น

แดนมังกรอาจไม่ซีเรียสเท่าใดนักว่าจะได้เป็นสมาชิก CPTPP หรือไม่ แต่อย่างน้อยๆ ก็ได้แสดงให้สหรัฐฯและชาติตะวันตกได้เห็นว่า การจัดตั้งกลุ่มความร่วมมือต่างๆ เพื่อต่อต้านจีนอาจไม่สำเร็จเสมอไป ยิ่งไปกว่านั้น การสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์และส่งมอบให้ออสเตรเลีย ต้องใช้เวลานาน เผลอๆ กลุ่ม CPTPP อาจพิจารณารับดินแดนดอกท้อเข้าเป็นสมาชิกเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปนานแล้ว นักข่าวชั้นนำของ The New York Times พูดติดตลกว่า ถึงเวลานั้น CPTPP อาจย่อมาจาก Chinese People’s Tran-Pacific Partnership ซึ่งสหรัฐฯ คงขำไม่ออก

ศึกภายนอกที่รุมเร้าจีนขณะนี้ โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงรอบๆ ไต้หวัน หรือแม้แต่กรณีไต้หวันขอมีเอี่ยวเป็นสมาชิก CPTPP บ้าง ก็ยังไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โต เปรียบเสมือนยุงรำคาญ ที่อาจทำให้จีนหงุดหงิดอารมณ์เสียบ้างเท่านั้น

ในทางตรงกันข้าม ศึกภายในแดนมังกรเอง กลับกำลังท้าทายประธานาธิบดี Xi อย่างชัดเจน ในกรณีปัญหาของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของชาติ China Evergrande Group ที่มีภาระหนี้สินมหึมาแห่งหนึ่งของโลก ด้วยมูลค่าหนี้สินราว 304,000 ล้านดอลลาร์ และที่สำคัญก็คือ บริษัทมีแนวโน้มล้มละลาย เพราะเบี้ยวการชำระดอกเบี้ยให้แก่เจ้าหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

โศกนาฏกรรมทางเศรษฐกิจครั้งนี้ ออกอาการผิดเพี้ยนมานานหลายเดือนแล้ว และเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่คอยเขย่าตลาดหุ้นสำคัญๆ ทั่วโลกเป็นระยะๆ เนื่องจากเกรงกันว่าการพังทลายของ Evergrande จะทำให้เศรษฐกิจและตลาดเงินจีนประสบหายนะ คล้ายๆ กับกรณีวิกฤติต้มยำกุ้งปี 1997 ซึ่งหลายชาติเอเชียย่ำแย่ไปตามๆ กัน (ยกเว้นจีน) แต่ครั้งนี้ขนาดมรสุมลูกใหญ่กว่าเมื่อ 20 ปีก่อน เพราะจีนเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก มีความเกี่ยวพันทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และ การเงิน กับประเทศต่างๆ ไปทั่วสารทิศ เมื่อแดนมังกรทรุด ประเทศคู่ค้าคู่สัญญาก็มีหวังม้วนเสื่อไปตามๆ กัน

หลายๆ เสียงได้เรียกร้องให้รัฐบาลจีนรีบๆ แก้ไขปัญหาโดยด่วน แต่ทางการจีนยังคงใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลก เนื่องจากที่ผ่านๆ มา เวลามีปัญหาหน้าสิ่วหน้าขวานในระบบการเงินการธนาคารชองประเทศ ทางการจีนจะจัดการเบ็ดเสร็จอย่างรวดเร็ว

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วง 2-3 เดือน ที่ผ่านมา ทางการจีนต้องกุมขยับกับปัญหาหนี้สินมโหฬารของ 2 บริษัทยักษ์ คือ Evergrande และ Huarong (อดีตรัฐวิสาหกิจจีน ทำหน้าที่ Bad Bank ต่อมาขยายกิจการเป็นบริษัททางการเงินหลากหลาย จนมีปัญหาหนี้สินรุงรัง) ปรากฏว่า ทางการจีนยื่นมือเข้าช่วยเหลือ Huarong เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นอันตรายต่อระบบการเงินการธนาคารของประเทศ ทั้งนี้ มูลค่าหนี้สินประมาณ 238,000 ล้านดอลลาร์

บรรดากูรูทางการเงิน ค่อนข้างมึนงงกับมาตรฐานที่ใช้ในการตัดสินใจของทางการจีนว่า ควรช่วยใครก่อนใครหลัง หากพิจารณากันตามสภาพความเป็นจริง Evergrande มีภาระหนี้สินมากกว่า และมีกิจการเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างที่อยู่อาศัยกระจายไปทั่วแดนมังกรเกือบ 300 แห่ง ลูกค้าที่ซื้อบ้านไว้กับบริษัทก็มีจำนวนมากมาย และที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ ส่วนใหญ่เป็นการวางดาวน์ล่วงหน้า โดยยังไม่ได้มีการก่อสร้างใดๆ เลย คิดเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 1.4 ล้านหน่วย และลูกค้ากลุ่มนี้ ก็มักใช้วิธีกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินมาลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ แต่ก็มีบางส่วนที่อุตส่าห์ทุบกระปุกเอาเงินออมทั้งหมดมาเป็นเงินดาวน์ เพื่อที่อยู่อาศัยในอนาคต เพราะคนจีนเชื่อว่าการมีบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สิน คิดเป็นสัดส่วนราว 40% ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของครัวเรือนจีน

นักวิเคราะห์บางกลุ่ม มองว่า ทางการจีนควรยื่นมือเข้ามาช่วยคลี่คลายวิกฤติ Evergrande เร็วๆ หน่อย เพราะรัฐบาลมีส่วนทำให้เกิดวิกฤตหนี้สินในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครั้งนี้ เพราะหากทางการไม่เข้าไปจุ้นจ้านจัดระเบียบวุ่นวายเมื่อกลางปี 2020 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ก็คงดำเนินกิจการตามแผนของตนต่อไป

แต่ปรากฏว่า รัฐบาล Xi ลุกขึ้นมาจัดระเบียบธุรกิจเอกชนอย่างเข้มงวดตั้งแต่กลางปี 2020 ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไฮเทค กลุ่มรถสาธารณะออนไลน์ กลุ่มส่งอาหารและพัสดุผ่านแอปฯ กลุ่มธุรกิจเกมออนไลน์ กลุ่มสถาบันสอนพิเศษเพื่อกำไร ฯลฯ และในที่สุด ก็รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย โดยมีคำสั่งให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้แก่ภาคอสังหาริมทรัพย์ตามโควต้าที่ทางการกำหนดให้ในแต่ละปี เพื่อป้องกันการขยายตัวของสินเชื่อด้านอสังหาริมทรัพย์จนเกินไป ปัจจุบัน ภาคธุรกิจเอกชนมีหนี้สินคิดเป็นสัดส่วนราว 222% ของ GDP จีน เทียบกับสัดส่วนดังกล่าวของสหรัฐฯมีประมาณ 164% ของ GDP สหรัฐฯ อีกทั้งหนี้สินเอกชนส่วนใหญ่ของจีน มาจากภาคอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง

ทางการจีนไม่ได้เคร่งครัดแค่สถาบันการเงินให้พิจารณาปล่อยกู้แก่ภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างรอบคอบเท่านั้น แต่ยังกำชับให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องขอกู้ยืมตามกำลังและฐานะของกิจการอีกด้วย โดยต้องคำนึงถึงมูลค่าสินทรัพย์ เงินทุนส่วนผู้ถือหุ้น และ เงินสด เป็นต้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน

มาตรการเหล่านี้ มีผลบังคับใช้เมื่อปลายปีที่แล้ว และส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของกิจการอสังหาริมทรัพย์กันเป็นแถว รวมถึง Evergrande ที่ขาดสภาพคล่องมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการกู้ยืมลำบาก การก่อสร้างต้องหยุดชะงักคั่งค้าง บริษัทเริ่มทยอยขายสินทรัพย์บางส่วน เพื่อระดมเงินสดมาใช้จ่าย บริษัทมีพนักงานนับหลายแสนชีวิต ที่เสี่ยงตกงานอยู่ทุกขณะ

เมื่อมาตรการเข้มงวดของทางการ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Evergrande ต้องเผชิญชะตากรรมเลวร้าย แล้วทำไม? รัฐบาลกลับรีๆ รอๆ

ประธานาธิบดี Xi เริ่มลงดาบจัดระเบียบเศรษฐกิจและสังคม เพราะเห็นว่าจีนกำลังเดินสู่ระบบทุนนิยมที่รวดเร็วเกินไป จนก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนจีนด้วยกันเองมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเด็นที่อยู่อาศัย ว่ากันว่า ต้นเหตุของความไม่เท่าเทียมกันในสังคมจีน มาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 75% ของสาเหตุทั้งหมด โดยเกิดจากการเก็งกำไร จนราคาแพงลิ่ว คนส่วนใหญ่แทบไม่มีโอกาสซื้อบ้านสักหลัง แถมยังกลายเป็นต้นเหตุให้คนจีนไม่อยากมีลูกอีกต่างหาก

ผู้นำ Xi เคยเตือนหลายหนว่า บ้านมีไว้อาศัย ไม่ใช่เก็งกำไร แต่คนจีนส่วนมากยังคงมองว่าบ้านเป็นสินทรัพย์เพื่อการออมและการลงทุน โดยเฉพาะการเก็งกำไร ด้วยเหตุนี้ ประธานาธิบดี Xi จึงต้องลงแส้เด็ดขาดในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างสังคมใหม่ “Common Prosperity” หรือ ความเจริญรุ่งเรือง มีกินมีใช้ ร่วมกัน เพื่อลดช่องว่างระหว่างคนมีกินกับคนไม่มีกิน

รัฐบาลจีนตระหนักดีว่า การคุมประพฤติภาคอสังหาริมทรัพย์ ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเงินจีนอย่างหนักแน่ๆ หากไม่ระมัดระวังให้ดี เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์มีความสำคัญในระบบเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนกว่า 20% ของ GDP แถมยังแบกภาระหนี้สินมหาศาล เป็นอันตรายใหญ่หลวงต่อระบบธนาคารและระบบสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร รวมถึงตลาดพันธบัตรอีกด้วย ตลอดจนถึง ความโกลาหลที่อาจปะทุรุนแรงจากกลุ่มผู้ซื้อและผู้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องรับเคราะห์กรรมจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ปิดกิจการ รวมถึง คนตกงานอีกมากมาย

รัฐบาลคงปล่อยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวกันเองตามยถากรรม เพื่อมุ่งสู่สังคมใหม่ที่เท่าเทียมกันคงไม่ไหวแน่ ธนาคารชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ UBS คาดว่ามีบริษัทอสังหาริมทรัพย์จีนที่อยู่ในข่ายเสี่ยงสูงคล้ายๆ กับ Evergrande อีกไม่ต่ำกว่า 10 ราย และพร้อมที่จะปิดฉากอวสานธุรกิจ

วันนี้ ทางการจีนพยายามมองหาอัศวินม้าขาวเอกชนเข้ามาช่วยซื้อกิจการของ Evergrande รวมถึงการทยอยขายทรัพย์สินต่างๆ เพื่อนำไปชำระหนี้สินที่ครบกำหนด แต่ภาระหนี้สินหนักหน่วงเหลือเกิน ผู้นำ Xi คงต้องใช้วิทยายุทธ์กำลังภายในทุกด้าน เพื่อประคับประคองวิกฤติครั้งนี้ให้ผ่านพ้นสำเร็จ ไม่งั้นสหรัฐฯคงได้หัวเราะทีหลังดังกว่า!!