ONLINE MAGAZINE

BEV จีนกับโอกาสของอุตฯ รถยนต์& ชิ้นส่วนรถยนต์ไทย

บทความโดย: Admin

 โดย ภัทรพงศ์ กัณหสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย




ค่ายรถในจีนต่างมีความพร้อมด้านห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนรถยนต์ BEV อยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสที่จะดึงดูดให้เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่ม โดยระยะแรกอาจต้องอาศัยการนำเข้าชิ้นส่วนบางส่วนที่ไทยไม่สามารถผลิตได้เข้ามาก่อน

 

ค่ายรถจีนเป็นกลุ่มค่ายรถหน้าใหม่ที่กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทในอุตสาหกรรมรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ของโลก ด้วยความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานเพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ BEV ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากความพยายามของรัฐบาลจีนตลอดช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ในการผลักดันอุตสาหกรรมรถยนต์ BEV ในประเทศ โดยเฉพาะการลงเงินสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ BEV ไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์


ทั้งนี้ เพื่อเป้าหมายสำคัญในการพลิกวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ และดันจีนให้ขึ้นเป็นเจ้าตลาดอุตสาหกรรมรถยนต์ BEV โลกในที่สุด ส่งผลให้ปัจจุบันจีนกลายมาเป็นเจ้าตลาดทั้งในแง่ของปริมาณยอดขายและปริมาณการผลิตรถยนต์ BEV และในอนาคตเพื่อเร่งให้เป้าหมายดังกล่าวเข้าใกล้ความจริงเร็วขึ้น ล่าสุดจีนก็ได้ประกาศแผนให้รถยนต์ใหม่ที่จะขายในประเทศทั้งหมดในปี 2578 เป็นรถยนต์ BEV หรืออย่างน้อยก็ต้องมีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอยู่ภายใน เช่น รถยนต์ไฮบริด (HEV) ซึ่ง มีความเป็นไปได้ที่อาจจะทำให้ตลาดรถยนต์ BEV ในจีนขยับขึ้นสู่ระดับ 20 ล้านคันต่อปี ในอีก 14 ปีข้างหน้า


ทั้งนี้ จากแผนการพัฒนาของอุตสาหกรรมรถยนต์ BEV ของจีนดังกล่าว ส่งผลให้ปัจจุบันจีนมีรถยนต์ BEV ที่เป็นสัญชาติของตนเองอยู่ถึงมากกว่า 100 รุ่น ที่วางขายอยู่ในท้องตลาดของจีน โดยมีทั้งแบรนด์ในระดับท้องถิ่น รวมไปถึงแบรนด์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลกและมีวางขายในตลาดโลกแล้ว เช่น SAIC และ BYD เป็นต้น ซึ่งการผลิตรถยนต์ BEV ที่เพิ่มสูงขึ้นมากในประเทศดังกล่าว มีผลผลักดันให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ BEV ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามลำดับ

โดยเฉพาะแบตเตอรี่รถยนต์ BEV ที่เติบโตขึ้นในประเทศจีนแบบก้าวกระโดด จนทำให้ปัจจุบันจีนได้กลายมาเป็นประเทศผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์รายใหญ่ของโลก ด้วยส่วนแบ่งตลาดถึงกว่า 62% นำโดยโรงงานผลิตแบตเตอรี่ของบริษัท CATL, BYD และ Lishen เป็นต้น 


การที่ค่ายรถจีนและผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ BEV ในประเทศจำนวนมากเหล่านี้เติบโตขึ้น และมีความพร้อมในด้านเทคโนโลยีมากขึ้นนี้ ทำให้ต่างพร้อมที่จะเดินหน้าเข้าสู่สังเวียนการแข่งขันในตลาดรถยนต์ระดับโลก โดยเฉพาะในกลุ่ม BEV ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ไทยเองก็กำลังพยายามผลักดันประเทศขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ BEV หลักของภูมิภาคให้ได้ก่อนประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะอินโดนีเซีย


 ดังนั้น ช่วงจังหวะนี้ จึงเป็นโอกาสที่สำคัญยิ่งในการเร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ BEV จากจีนให้เข้ามายังไทย ซึ่งก็สอดคล้องพอดีกับจังหวะที่กลุ่มนักลงทุนที่มีศักยภาพของจีนเองก็ต้องการขยายฐานการผลิตออกนอกประเทศเพื่อก้าวเข้าสู่ตลาดระดับโลก โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ BEV พวงมาลัยขวา ที่ครองพื้นที่ถึงกว่า 1 ใน 4 ของถนนทั่วโลก


โดยจุดแข็งสำคัญที่ไทยมีเหนือกว่าคู่แข่งคือ การเป็นประเทศฐานผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ขนาดใหญ่ที่สุดของภูมิภาค โดยเฉพาะเพื่อการส่งออกไปมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ การผลิตรถยนต์ในไทยยังมีความหลากหลายในเรื่องของประเภทรถที่มากกว่าประเทศคู่แข่ง จึงยิ่งทำให้ไทยมีความพร้อมในเรื่องของห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนรถยนต์เหนือกว่าคู่แข่ง จึงไม่น่าแปลกใจที่ค่ายรถในปัจจุบันที่เริ่มปรับกลยุทธ์สู่การรวมศูนย์การผลิตมากขึ้นนั้นหันย้ายฐานการผลิตมารวมเข้ายังไทยเพื่อลดต้นทุน


 และเมื่อปัจจุบันที่ไทยกำลังมุ่งหน้าสู่การพัฒนาขึ้นเป็นฐานผลิตรถยนต์ BEV ภูมิภาค ค่ายรถจึงมองไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเพื่อพัฒนาเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีใหม่นี้ด้วย ไม่เว้นแม้แต่จีนที่ก็เริ่มเห็นทิศทางของการเข้ามาลงทุนในไทยที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีค่ายรถจีน 2 ค่าย เข้ามาลงทุนในประเทศแล้ว เพื่อให้เป็นฐานผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาเพื่อขายในประเทศ และส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งรถยนต์ ICE และรถยนต์ PHEV รวมถึงรถยนต์ BEV ที่แม้ปัจจุบันจะยังเป็นในลักษณะการนำเข้ามาจำหน่ายในไทยก่อนเพื่อสร้างการรับรู้ในตลาด


แต่ในอนาคตข้างหน้าต่างมีแผนที่จะขยายการผลิตรถยนต์ BEV ในไทยด้วย โดยช่วงแรกอาจนำเข้าชิ้นส่วนเข้ามาประกอบ แต่ในระยะข้างหน้าจะเป็นการดึงผู้ผลิตชิ้นส่วนที่อยู่ในกลุ่มให้เข้ามาลงทุนประกอบชิ้นส่วนในประเทศเพื่อรองรับการผลิตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกมาก ซึ่ง การมาของค่ายรถจีนเหล่านี้คาดว่าจะช่วยเข้ามาเติมเต็มให้อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ BEV ในประเทศของไทยเติบโตได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลไทยมีการตั้งเป้าหมายให้ไทยสามารถผลิตรถยนต์ BEV ได้อย่างน้อย 30%  ในปี 2573 


 เพื่อการไปถึงจุดหมายดังกล่าว ปัจจุบันภาครัฐก็ได้เริ่มเตรียมมาตรการรองรับไว้บ้างแล้ว โดยเฉพาะการให้สิทธิพิเศษทางภาษีสำหรับค่ายรถที่จะมาลงทุนผลิตรถยนต์ BEV และผู้ผลิตชิ้นส่วนเฉพาะสำหรับรถยนต์ BEV ที่ต้องการมาลงทุนในไทย และในอนาคตก็มีแนวทางที่จะใช้มาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นความต้องการในประเทศ ด้วยมาตรการทางด้านภาษีและที่ไม่ใช่ภาษีออกมาด้วย 


เช่น การพิจารณาเตรียมปรับภาษีสรรพสามิตเพื่อให้ช่วงห่างระหว่างรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในและรถยนต์ BEV มีความต่างกันมากขึ้น การให้สิทธิลดหย่อนภาษีอื่นๆ เพิ่มเติม การผลักดันให้เกิดการลงทุนในสถานีชาร์จรถยนต์ BEV รวมไปถึงมาตรการส่งเสริมการกำจัดซากรถยนต์เก่าเพื่อมาซื้อรถยนต์ BEV และยกเว้นหรือลดค่าทางด่วนและที่จอดรถ เป็นต้น 


จากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ดังที่กล่าวมาจึงเห็นได้ว่า ช่วงเวลานี้อาจเป็นจังหวะสำคัญที่สุดที่จะดึงดูดให้ค่ายรถจากจีนที่มีความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนรถยนต์ BEV ที่ไทยยังขาดแคลนให้เข้ามาลงทุนและเร่งเพิ่มส่วนแบ่งยอดขายรถยนต์ BEV ขึ้นอย่างรวดเร็วในไทย โดยช่วงจังหวะเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการดึงดูดค่ายรถจีนให้เข้ามาลงทุนน่าจะเป็นช่วงก่อนปี 2568 ที่ตลาดรถยนต์ BEV ในไทยยังมีเพียงค่ายรถหรูที่เข้ามาทำตลาด และยังมีช่องว่างทางการตลาดสำหรับรถยนต์ระดับ Mass อยู่ 


ซึ่งจะเป็นจังหวะที่ช่วยสร้างให้เกิดการรับรู้ของผู้บริโภคไทยต่อรถยนต์ BEV สัญชาติจีนได้ง่าย ก่อนที่ในช่วงตั้งแต่ปี 2568 ไปแล้ว มีโอกาสที่ระดับการแข่งขันในตลาดรถยนต์ BEV ของไทยจะเพิ่มความรุนแรงขึ้น      


ทั้งนี้ ในอนาคต เมื่อตลาดรถยนต์ BEV เข้ามารุกตลาดในประเทศไทยมากขึ้นแล้ว ประเภทรถยนต์ BEV ที่มีโอกาสพัฒนาและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในไทยได้ก่อน คือ กลุ่มรถยนต์นั่ง BEV ส่วนบุคคล โดยเฉพาะรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ โดยแนวกลยุทธ์ที่เราอาจจะได้เห็นในอนาคตข้างหน้ามากขึ้นจากค่ายรถจีนที่ทำแล้วได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค คือ การรุกตลาดด้วยระดับราคาที่ต่ำกว่าและมอบออปชั่นเสริมเป็นอุปกรณ์ไฮเทคที่เหนือกว่าคู่แข่ง ซึ่งที่ผ่านมา การรุกตลาดด้วยกลยุทธ์ดังกล่าวได้ทำให้สถิติยอดจดทะเบียนรถยนต์ BEV ใหม่แบรนด์จีนในไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2564 พุ่งขึ้นไปกินส่วนแบ่งตลาดได้สูงถึงกว่า 56% 


และในอนาคต การเข้ามารุกตลาดเพิ่มขึ้นของรถยนต์ BEV สัญชาติจีนแบรนด์อื่นที่น่าจะใช้กลยุทธ์คล้ายกัน ก็คาดว่าจะยิ่งทำให้ภาพของรถยนต์ BEV แบรนด์จีนเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในตลาดคนไทยด้วย ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีให้กับค่ายรถยนต์ BEV จีนอื่นๆ ที่จะตามเข้ามาลงทุนและทำตลาดในระยะข้างหน้า และน่าจะมีผลทำให้การแข่งขันในตลาดรถยนต์ BEV ไทยในอนาคตทวีความดุเดือดมากยิ่งขึ้น


แม้ตลาดผู้บริโภคไทยจะเปิดรับรถยนต์สัญชาติจีนมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสให้ค่ายรถจากจีนเข้ามาลงทุนผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาเพิ่มในไทย ทั้งเพื่อรองรับตลาดในประเทศและเพื่อการส่งออกไปยังหลายประเทศแทนจีน โดยเฉพาะหลังจากจีนมีประเด็นความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้นกับประเทศตลาดหลักรถยนต์ BEV หลายประเทศ ทำให้นักลงทุนจีนยิ่งพยายามหาช่องทางขยายการลงทุนออกนอกประเทศ 


ทว่า ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัฐบาลจีนกับญี่ปุ่น อาจทำให้ค่ายรถจากจีนจำเป็นต้องลงทุนมากขึ้นในการทยอยสร้างห่วงโซ่ผู้ผลิตชิ้นส่วนของตนเองในไทยเพื่อรองรับการผลิต เนื่องจากอาจเป็นการยากที่จะใช้ห่วงโซ่อุปทานที่เป็นของสัญชาติญี่ปุ่นที่อยู่ในไทย โดยเฉพาะหากค่ายรถจากจีนมีแผนตั้งให้ไทยเป็นฐานลงทุนขนาดใหญ่ของตนในระยะยาว เพราะการเข้ามาลงทุนห่วงโซ่อุปทานในประเทศจะทำให้สามารถผลิตได้ Economies of Scale มากกว่า 

อย่างไรก็ดี ค่ายรถในจีนต่างมีความพร้อมด้านห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนรถยนต์ BEV อยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสที่จะดึงดูดให้เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่ม โดยระยะแรกอาจต้องอาศัยการนำเข้าชิ้นส่วนบางส่วนที่ไทยไม่สามารถผลิตได้เข้ามาก่อน ซึ่งรัฐบาลไทยกำลังพิจารณามาตรการยกเว้นหรือลดอากรศุลกากรของรถยนต์ BEV และชิ้นส่วนเพื่อใช้ในการทดสอบตลาด และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคในระยะแรกเช่นกัน