ONLINE MAGAZINE

วิถีชีวิตจีนรุ่นใหม่ : หมดไฟ?

บทความโดย: Admin

ความตึงเครียดระหว่างจีนกับชาติตะวันตกที่ยืดเยื้อ ส่งผลต่ออาชีพการทำงานในบริษัทข้ามชาติในจีน สังเกตว่าพนักงานจีนมักจะไม่ค่อยก้าวหน้าในตำแหน่งงานเท่าใดนัก และมักจะเป็นกลุ่มเป้าหมายแรกๆ ที่จะโดนปลดออก หากเกิดวิกฤติกับบริษัท ทำให้ความต้องการที่จะร่วมงานกับบริษัทข้ามชาติเหือดหายลง ในขณะเดียวกัน บรรดาบริษัทไฮเทคชั้นนำของประเทศ ก็ดูเหมือนจะมีอนาคตไม่ค่อยแจ่มใสเฉกเช่นเมื่อก่อน

 

ช่วงล็อกดาวน์ที่ผ่านมา ได้ผ่อนคลายนิดหน่อยจากมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ท้าทายโควิด-19 ที่ญี่ปุ่นกัดฟันทนจัดงานยิ่งใหญ่จนเสร็จสิ้นเรียบร้อยไปแล้ว การแข่งขันในแต่ละเกมสนุกตื่นเต้นตามลีลาของประเภทกีฬานั้นๆ แต่ที่คอลัมน์เวิลด์เอ็กคลูซีฟ ลุ้นเป็นพิเศษก็คือ ใครจะเป็นเจ้าเหรียญทอง ตั้งหน้าตั้งตาดูการถ่ายทอดอย่างสนุกสนาน ได้เห็นสหรัฐฯ มหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก ไล่ตามจีน ชาติยักษ์ใหญ่อันดับ 2 แบบหืดขึ้นคอในช่วงแรกๆ ของการแข่งขัน แต่ในช่วงท้ายๆ ของโอลิมปิก ลุงแซมสวมบทแรมโบ้วิ่งไล่จี้นักกีฬาบู๊ลิ้มอย่างเอาเป็นเอาตาย และสามารถเฉือนเอาชนะจีนในช่วงโค้งสุดท้ายของการแข่งขัน คว้าตำแหน่งเจ้าเหรียญทองโอลิมปิก 2020 ด้วยจำนวน 39 เหรียญทอง แซงจีนได้เพียง 1 เหรียญทองเท่านั้น แต่ยังไงๆ พวกโคบาลถือว่าชนะก็แล้วกัน 


การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯกับจีน ไม่ได้ดุเดือดเฉพาะในสนามกีฬาระดับโลก แต่ยังชิงไหวชิงพริบกันแทบจะทุกเรื่องในเวทีเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงอดีตประธานาธิบดี Donald Trump ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับจีน เสื่อมถอยลงแบบใจหายใจคว่ำ ด้วยความหวาดระแวงว่าแดนมังกรมีพฤติกรรมซ่อนเร้น ไม่โปร่งใส แอบล้วงความลับด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯทุกแง่ทุกมุม จนทำให้ความสัมพันธ์ทั้งสองชาติทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง แทบเป็นอัมพาต


เมื่อเปลี่ยนผู้นำสหรัฐฯมาเป็นประธานาธิบดี Joe Biden ตอนแรกๆ พวกกูรูก็พากันมองว่าความเหินห่างระหว่างสองชาติมหาอำนาจอาจหวนกลับมาจู๋จี๋สนิทสนมกันใหม่ แต่ที่ไหนได้ ผู้นำแดนอินทรียังคงสงวนท่าทีแข็งกร้าวกับจีน แม้ว่าจะไม่ดุดัน แต่ก็ไม่ยอมอ่อนข้อไม่ว่าจะเป็นเรื่องประเด็นการค้าระหว่างกัน หรือเรื่องสิทธิมนุษยชนของจีน 


ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐฯ ยังได้แสดงท่าทีให้เพื่อนๆ ชาติตะวันตกเห็นว่าจีนเป็นประเทศที่กำลังสร้างอิทธิพลในเวทีโลกอย่างน่าเกรงขาม โดยสหรัฐฯได้ชักชวนให้สมาชิกองค์การนาโต้คอยช่วยกันสอดส่องพฤติกรรมจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้จีนเป็นภัยคุกคามโลกเสรี ในขณะเดียวกัน บรรดาสมาชิกพรรคการเมือง 2 ค่ายยักษ์ของสหรัฐฯ ทั้งเดโมแครตและรีพับลิกัน ยังช่วยกันเข็นกฎหมายว่าด้วยเรื่องนวัตกรรมและการแข่งขัน หรือ The United States Innovation and Competition Act of 2021 เพื่อให้สหรัฐฯเร่งเครื่องถีบตัวเองด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อย่างเต็มที่ ก่อนที่จีนจะก้าวกระโดดข้ามหัวแซงหน้าไม่เห็นฝุ่น 


ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯภายใต้การนำของนาย Biden น่าจะทำให้ประธานาธิบดี Xi Jinping รู้สึกผิดหวังเล็กๆ ที่ผู้นำใหม่แดนโคบาล ยังติดเชื้อหวาดระแวงจีนมาจากผู้นำคนเก่า แต่ทำไงได้ในเมื่อคนมะกันขอบมองหาศัตรูมากกว่ามิตร นาย Xi ได้ถือโอกาสวันครบรอบ 100 ปี แห่งการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ปราศรัยให้พี่น้องบู๊ลิ้มทั้งประเทศ รวมถึงนานาประชาคมโลก ได้เห็นความมุ่งมั่นของจีนในการพัฒนาประเทศอย่างทรหด และจะยังคงก้าวต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้แดนมังกรเป็นชาติสังคมนิยมทันสมัยที่ยิ่งใหญ่ในทุกด้านภายในปี 2049


ฟังเพลินๆ เหมือนโม้ แต่หากพิจารณาความสำเร็จในการพัฒนาบ้านเมืองตั้งแต่อดีตของจีน สหรัฐฯก็อาจหนาวได้เหมือนกัน เช่น วันนี้ จีนมีประชากรผู้ใหญ่อ่านออกเขียนได้คิดเป็นสัดส่วนราว 97% ของพลเมืองผู้ใหญ่ทั้งหมด เทียบกับสัดส่วนราว 20% เมื่อ 80 ปีก่อน อีกทั้งผลผลิตมวลรวมภายในประเทศต่อหัวมีมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 10,000 ดอลลาร์ต่อปีในปัจจุบัน ซึ่งเทียบกับยุค 1960 มูลค่าดังกล่าวเฉลี่ยเพียง 90 ดอลลาร์ต่อปีเท่านั้น แถมนาย Xi ยังประกาศป่าวๆ ว่าความยากจนพ้นจากดินแดนดอกท้อแล้ว 


นับจากนี้ เศรษฐกิจจีนจะโตวันโตคืน และมีแนวโน้มที่ระบบเศรษฐกิจจะมีขนาดใหญ่กว่าสหรัฐฯภายใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเปิดโอกาสให้จีนมีบทบาทในเวทีเศรษฐกิจโลกยิ่งขึ้น ทุกวันนี้ จีนเป็นประเทศที่ให้เงินกู้รายใหญ่สุดของโลก มีมูลค่ามากกว่าธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ให้กู้แก่ชาติต่างๆ รวมกันเสียอีก มองด้านการทหาร คงไม่ต้องสาธยายเยอะ เพราะจีนลงทุนด้านการทหารเป็นกอบเป็นกำมานานแล้ว และเริ่มสร้างฐานทัพนอกประเทศอย่างเป็นทางการอีกด้วยในดินแดน Djibouti 


ส่วนเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยี อาจยังเป็นรองสหรัฐฯอยู่บ้าง แต่ก็สามารถส่งยานอวกาศไปถึงดาวอังคารได้สำเร็จเหมือนกัน ทั้งนี้ ยังมีอีกหลายแง่มุมที่เมืองจีนพัฒนาอย่างรุดหน้าในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และกลายเป็นชนวนให้ซีกโลกตะวันตกรู้สึกอึดอัด และมองว่ากลยุทธ์การพัฒนาของจีน ไม่ค่อยโปร่งใส ลับๆ ล่อๆ และไร้ความยุติธรรมกับคนบางกลุ่มในจีนเอง แถมยังเอาเปรียบประเทศคู่ค้าและคู่แข่งอีกต่างหาก จึงกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างจีนกับประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ มาจนทุกวันนี้


 





อย่างไรก็ตาม คนจีนส่วนใหญ่ยอมรับการทำงานของพรรคคอมมิวนิสต์ และรู้สึกเป็นปลื้มกับความเจริญก้าวหน้าของชาติ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเผชิญความยากจนอดอยาก ผู้คนต้องล้มตายเพราะความหิวโหยนับล้านล้านชีวิต จึงทำให้คนจีนรุ่นลายครามไม่ค่อยแคร์กับเสียงวิจารณ์จากนานาชาติเท่าใดนัก และพร้อมให้ความร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้แก่บ้านเกิดเมืองนอนต่อไป 


แต่ถึงกระนั้นก็ตาม สังคมคนจีนรุ่นใหม่ เริ่มปรากฏแนวคิดและอุดมการณ์สร้างชาติแผ่วลงจนน่าวิตก และที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ คนหนุ่มสาวบางกลุ่มกล้าแสดงออกผ่านสังคมออนไลน์อย่างแพร่หลาย สะท้อนวิถีชีวิตใหม่ที่ไม่ต้องการกดดันตัวเองอีกแล้ว เช่น ยอมตกงาน หาเงินจากงานจรเล็กๆ น้อยๆ ไปวันๆ กินอาหารแค่ประทังชีวิตวันละ 1-2 มื้อก็พอ คนพวกนี้อยู่ในช่วงวัย 20-30 ปีเป็นส่วนใหญ่ 


อาตี๋ อาหมวย ที่กำลังหันหลังให้กับอุดมการณ์สร้างชาติ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความอ่อนล้าเหนื่อยหน่าย โดยเฉพาะคนระดับกลางและระดับล่าง ที่ต้องทนทำงานยาวนานนับ 10 ชั่วโมงต่อวัน อีกทั้งรายได้ก็ยังไล่ไม่ทันราคาบ้านช่องที่ต้องการลงทุนซื้อ จึงทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกท้อแท้ หมดหวังที่จะสร้างอนาคตอย่างที่ประธานาธิบดี Xi ต้องการ ได้แก่ การทำงานหนัก เพื่อความเป็นอยู่สุขสบาย มีครอบครัวอบอุ่น และคุณภาพชีวิตเพียบพร้อมสมบูรณ์ 


สื่อตะวันตกชั้นนำมองเห็นความเคลื่อนไหวเหล่านี้อย่างช้าๆ แต่ก็มากพอที่จะสร้างแรงสะเทือนสังคมจีนและผู้นำแดนมังกรไม่น้อย เนื่องจากสิ่งที่คนจีนรุ่นใหม่กำลังโหยหาก็คือ การปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากความกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน โดยการแสดงเชิงสัญลักษณ์ด้วยการนอนแผ่ราบเฉยๆ แชร์พฤติกรรมผ่านทางโลกออนไลน์ เสมือนว่าหมดแรงที่จะดิ้นรนต่อสู้อีกต่อไป และพอใจที่จะใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ


ทั้งนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นของสื่อตะวันตกผ่านทางไซเบอร์พบว่า ผู้ตอบประมาณ 60% จากจำนวนที่สอบถามจากกลุ่มคนจีนรุ่นใหม่ 240,000 คน มองว่าการกระทำดังกล่าว เป็นแนวคิดที่ต้องการใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง ที่สร้างความพอใจเฉพาะคนๆ นั้น ไม่เป็นพิษภัยแก่สังคม


แต่สำหรับทางการจีน คงปล่อยวางไม่ไหว เพราะเกรงว่าอาจกลายพันธุ์เป็นประเด็นต่อต้านแนวทางการพัฒนาประเทศของรัฐบาลได้ง่ายๆ ในภายหน้า จึงมีคำสั่งเข้มงวดกับการเผยแพร่แนวคิดดังกล่าว หรือที่เรียกว่า Tangping (Lying Flat) ออกจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้หมด แต่ถ้าเป็นการแสดงความคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์ก็พออนุโลมได้บ้าง เนื่องจากทางการจีนไม่ต้องการบีบคั้นคนรุ่นใหม่จนเกินไป 


ประธานาธิบดี Xi กำลังจับตาความเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่อย่างใกล้ชิด เพราะถือว่าเป็นพลังสำคัญของประเทศ ที่จะนำจีนสู่เป้าหมายยิ่งใหญ่ในอนาคต จะเห็นได้ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ นาย Xi ได้ย้ำแล้วย้ำอีกต่อหน้าคนหนุ่มสาวชาวบู๊ลิ้ม ที่จะต้องอดทนฝ่าฟันความเหนื่อยยากไปให้ได้ เฉกเช่นบรรพบุรุษ ซึ่งสื่อต่างๆ นับคำพูดที่นาย Xi ใช้กระตุ้น อาตี๋ อาหมวย รวมๆ แล้ว ไม่ต่ำกว่า 50 ครั้งในช่วงสนทนาเพียง 1-2 ชั่วโมง


ว่ากันว่า แนวคิดอำลาพฤติกรรมกึ่งทาสเศรษฐกิจและสังคม เริ่มเมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยนาย Luo Huazhong วัย 31 ปี ได้ลงรูปภาพในอินเทอร์เน็ตพร้อมเรื่องราวการเดินทางท่องเที่ยวอย่างสนุกสนาน ด้วยจักรยาน เป็นระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร หลังจากที่เขาลาออกจากงานในโรงงาน และไม่คิดจะกลับไปทำงานแบบนั้นอีก เขาใช้ชีวิตอย่างง่ายๆ ไม่คิดจะสะสมเงินทองและสมบัติอะไรเลย จนทุกวันนี้ เขาบอกเพื่อนๆ ที่ต้องการร่วมอุดมการณ์แบบเขาว่า มันเป็นความสุขบริสุทธิ์


นาย Luo เป็นคนพื้นเพชนบทในจังหวัด Zhejiang เริ่มทำงานในโรงงานผลิตยางรถยนต์ ต้องยืนวันละ 12 ชั่วโมง เล่นเอาเท้าเป็นแผลพุพองบ่อยมาก ทนทำงานอยู่ 7 ปี จึงเปลี่ยนไปทำงานอีกโรงงานหนึ่ง ซึ่งได้รับหน้าที่ดีกว่า คอยตรวจเช็กคุณภาพสินค้า แต่ก็ยังคงทำงานหนักวันละกว่า 10 ชั่วโมง คราวนี้ อดทนได้เพียง 2 ปี และขอลาออก เนื่องจากคืนหนึ่ง เขานอนแผ่อย่างหมดแรง และมโนถึงชีวิตที่ควรกำหนดเอง เพื่อหาความสุขกายและใจที่แท้จริง ซึ่งน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคนรุ่นใหม่ แตกต่างจากวิถีชีวิตที่ทางการจีนกำหนดไว้คือ ต้องทุ่มเททำงานหนัก เพื่ออนาคตตัวเองและประเทศชาติ นาย Luo มองว่าใครต้องการใช้ชีวิตแบบไหนก็เลือกเอาเอง


พฤติกรรมอย่างนาย Luo พวกกูรูทางสังคมวิทยาของภาครัฐ ได้ออกมาวิจารณ์ว่าเป็นกลุ่มคนที่เห็นแก่ตัว ไม่นึกถึงพ่อแม่ที่อยากเห็นความเจริญรุ่งเรืองของลูกหลาน แถมยังเอาเปรียบสังคมส่วนรวม ทำตัวไร้แก่นสาร แต่สำหรับกูรูฝ่ายนาย Luo กลับมองว่า การที่คนรุ่นใหม่ต้องตกอยู่ในสภาพหมดอาลัยตายอยาก ไร้ความกระตือรือร้น เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานของคนรุ่นใหม่ได้อย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยราคาเหมาะสม


กระแส Lying Flat ในสังคม อาตี๋ อาหมวย จะลุกลามใหญ่โตแค่ไหน คงต้องรอดูฝีไม้ลายมือของทางการจีนว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่เชื่อว่าคงไม่เกินความสามารถของผู้นำ Xi แน่ๆ เพราะขนาดกลุ่มมหาเศรษฐีนักธุรกิจระดับชาติ ที่เผลอแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวต่อทางการจีน ยังต้องเชื่องกลายเป็นแมวชั่วข้ามคืน 


เป็นที่น่าสังเกตว่า การเปลี่ยนแปลงในแนวคิดของคนจีนรุ่นใหม่ ไม่ได้สร้างความความหนักอกหนักใจแก่รัฐบาลจีนเสมอไป เพราะก็มีบางกลุ่มส่อแววที่น่าจะเป็นผลดีต่อทางการจีนเหมือนกัน ยกตัวอย่าง กรณี นางสาว Zhu Ling ที่เพิ่งจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศมาหมาดๆ ทำให้เธอสามารถเลือกงานที่จ่ายเงินเดือนแพงๆ ได้ไม่ยาก แต่ขอโทษ Zhu กลับเลือกทำงานเป็นพนักงานของรัฐบาลกลาง ด้วยเงินเดือนราว 6,000 หยวน (ประมาณ 930 ดอลลาร์ต่อเดือน) ซึ่งน้อยกว่าค่าธรรมเนียมสมาชิกรายปีของฟิตเนสหรูในกรุงปักกิ่งเสียอีก


ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน งานในฝันของคนหนุ่มสาวคงหนีไม่พ้นงานในบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในจีน เพราะนอกจากจะจ่ายผลตอบแทนงดงามแล้ว ยังแสดงถึงสถานะทางสังคมที่ดูไฮโซ มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศง่าย ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ดูเริดไปหมด บัณฑิตที่เพิ่งก้าวพ้นมหาวิทยาลัยจะแห่กันไปสมัครงานในบริษัทข้ามชาติกันคับคั่ง ต่อมาเมื่อบริษัทไฮเทคชั้นนำของจีนเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น Alibaba, Tencent หรือ Huawei ถือว่าเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดให้หนุ่มสาวบู๊ลิ้มที่มากความสามารถ ต้องการเข้ามาร่วมงานกับบริษัทชั้นนำของประเทศอย่างล้นหลาม เนื่องจากรายได้ดี และต้อนรับคนรุ่นใหม่ตามสไตล์ผลิตภัณฑ์ของบริษัท และที่สำคัญก็คือ ยอมรับความคิดเห็นคนรุ่นใหม่


แต่วันนี้ Zhu บอกว่า สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว ความตึงเครียดระหว่างจีนกับชาติตะวันตกที่ยืดเยื้อ ส่งผลต่ออาชีพการทำงานในบริษัทข้ามชาติในจีน สังเกตว่าพนักงานจีนมักจะไม่ค่อยก้าวหน้าในตำแหน่งงานเท่าใดนัก และมักจะเป็นกลุ่มเป้าหมายแรกๆ ที่จะโดนปลดออก หากเกิดวิกฤติกับบริษัท ทำให้ความต้องการที่จะร่วมงานกับบริษัทข้ามชาติเหือดหายลง ในขณะเดียวกัน บรรดาบริษัทไฮเทคชั้นนำของประเทศ ก็ดูเหมือนจะมีอนาคตไม่ค่อยแจ่มใสเฉกเช่นเมื่อก่อน เพราะโดนทางการจีนตรวจสอบกรณีการผูกขาดในธุรกิจ โดนวิจารณ์เรื่องการเอาเปรียบผู้บริโภค และสารพัดปัญหา จนหวั่นวิตกเกี่ยวกับความมั่นคงที่จะร่วมงานกับบริษัทเหล่านี้ 


เพื่อนๆ ร่วมรุ่นของ Zhu ประมาณ 1 ใน 3 ตัดสินใจทำงานเป็นพนักงานรัฐบาล บางส่วนไปร่วมงานกับธนาคารของรัฐ มีเพียง 3 คนที่เสี่ยงไปร่วมงานกับบริษัทไฮเทค แต่ไม่มีใครไปทำงานกับบริษัทข้ามชาติเลย 


กระแสความต้องการทำงานภาครัฐ ส่งผลให้สนามการสอบคัดเลือกของทางการจีนพลุกพล่านอย่างชัดเจน เพราะคนรุ่นใหม่แห่กันมาสมัครสอบนับล้านคน เพื่อต้องการแย่งชิงตำแหน่งงานราว 2 หมื่นกว่าคนเท่านั้นในรอบปีที่ผ่านมา แม้ว่าทางการจีนจะกระจายตำแหน่งงานไปยังจังหวัดและท้องถิ่นต่างๆ แต่สนามสอบทุกแห่งก็คลาคล่ำด้วยอาตี๋อาหมวยแน่นไปหมด


Zhu เล่าว่า เมื่อก่อนครอบครัวเธอไม่ค่อยเห็นด้วยกับการทำงานรัฐบาล เพราะมีทัศนคติไม่ดีกับคนกลุ่มนี้ ที่ชอบเบ่งและเผลอๆ ไถเงินอีกต่างหาก แต่เมื่อนาย Xi เป็นประธานาธิบดี และได้ปราศรับเรื่องการปราบปรามคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง มีการกวาดล้างจับกุมพวกทำผิตอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ครอบครัว Zhu เริ่มรู้สึกดีขึ้น และไม่ขัดขวางอาชีพที่เธอเลือก โดย Zhu จะทำงานเป็นพนักงานรัฐในเขตชนบทก่อนเป็นระยะเวลา 2 ปี เพื่อต้องการเรียนรู้ปัญหาของคนรากหญ้าอย่างแท้จริง เพราะเธอเชื่อว่าการที่จะเป็นผู้กำหนดนโยบายที่ดี ควรที่จะรู้ปัญหาด้วยตนเอง มากกว่านั่งมโนไปวันๆ 


ปรากฏการณ์อีกอย่างหนึ่งที่มาพร้อมๆ กับความต้องการทำงานภาครัฐที่กำลังเฟื่องฟูก็คือ สถาบันสอนทักษะการสอบเข้าทำงานภาครัฐบาล ที่ผุดขึ้นมากมาย เพื่อสอนและอบรมให้หนุ่มสาวได้เตรียมตัวก่อนสอบแข่งขันในสนามจริง ว่ากันว่า โควิดก็มีส่วนทำให้ความต้องการทำงานในภาคเอกชนลดน้อยลง เพราะคนรุ่นใหม่กังวลเรื่องความมั่นคงของภาคธุรกิจ จึงแห่กันไปทำงานกับรัฐบาลดีกว่า แต่ยังไงๆ ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ ก็นับเป็นเรื่องดีๆ ของรัฐบาล ที่จะมีคนรุ่นใหม่พร้อมความสามารถสูงมาร่วมงานอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะคนอย่าง Zhu ที่มีอุดมการณ์สร้างชาติจริงจัง แถมเธอยังเชื่อว่า สหภาพโซเวียตล่มสลาย ไม่ใช่เพราะพรรคคอมมิวนิสต์ แต่เป็นเพราะพนักงานรัฐที่ฉ้อฉลบ้านเมืองต่างหาก ดังนั้น แดนมังกรจึงไม่ควรเดินตามเส้นทางวิบัตินั้น


คนจีนรุ่นใหม่ อย่างนาย Luo และ นางสาว Zhu คงมีผสมปนเปอยู่ในสังคมจีนจำนวนไม่น้อย และจะมีส่วนกำหนดอนาคตของแดนมังกรว่า จีนจะกลายเป็นชาติสมถะเรียบง่าย หรือ ชาติมหาอำนาจใหญ่สุดของโลก??