ONLINE MAGAZINE

เส้นทาง EU : ซ่อม & สร้าง ก่อนสาย

บทความโดย: Admin

 วิกฤติโควิดนับเป็นช่วงเวลาท้าทายที่ผู้นำประเทศต่างๆ จะได้พิสูจน์วิสัยทัศน์และฝีมือในการบริหารจัดการปัญหาโรคระบาดอย่างรวดเร็วเฉียบขาด เพื่อความอยู่รอดของพลเมืองทั้งประเทศ ในเวทีโลกได้สะท้อนให้เห็นตัวอย่างประเทศที่สามารถจัดการแก้ไขสถานการณ์โควิดได้เป็นอย่างดีก็คือ จีน ถึงแม้จะเป็นต้นตอของเชื้อไวรัสโควิด แต่ก็สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างเด็ดขาด สมศักดิ์ศรีชาติมหาอำนาจอันดับ 2 ของโลก 


ส่วนสหรัฐอเมริกา ในฐานะประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ต้องประสบความยุ่งยากสับสนจากการบริหารจัดการปัญหาโควิดของอดีตประธานาธิบดี Donald Trump จนสหรัฐฯต้องรับตำแหน่งแชมป์ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดในโลก แต่เมื่อเปลี่ยนผู้นำเป็นประธานาธิบดี Joe Biden สถานการณ์โควิดในสหรัฐฯก็เริ่มคลี่คลายดีขึ้น มีการบริหารจัดการอย่างบูรณาการและเป็นระบบชัดเจน


ความโดดเด่นของสหรัฐฯและจีนในเวทีโลก ปรากฏให้เห็นไม่เฉพาะการจัดการในกรณีวิกฤติโควิดเท่านั้น แต่ในแง่มุมอื่นๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการเงิน ก็ดูเหมือนประเทศยักษ์ใหญ่ทั้งสองกำลังทวีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปล่อยให้ภูมิภาคที่เคยรุ่งโรจน์อย่างสหภาพยุโรป (European Union : EU) จำเป็นต้องหันมาทบทวนยุทธศาสตร์ของกลุ่มอย่างจริงจัง เพื่อจะได้รับมือกับการแข่งขันกับประเทศมหาอำนาจทั้งสองของโลกได้ทันท่วงที หลังจากที่อียูต้องเสียเวลาไปแล้วกว่าสองทศวรรษ และกลายเป็นผู้วิ่งตามอย่างน่าเสียดาย


 

ปัดฝุ่นธุรกิจอียู 


ย้อนกลับไปช่วงก้าวสู่สหัสวรรษใหม่ 2000 ได้เกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตกในธุรกิจไฮเทคทั่วโลก (Tech Bubble 2000) ส่งผลให้บริษัทอย่าง Amazon แทบล้มทั้งยืน ราคาหุ้นร่วงลงกว่า 70% ในรอบ 12 เดือน รวมถึง กลุ่มธุรกิจไฮเทคอื่นๆของสหรัฐฯ ก็อยู่ในสภาพเลวร้ายไม่แตกต่างกัน ในขณะที่ฟากเอเชีย-แปซิฟิก ประเทศจีน ซึ่งยังไม่ได้ก้าวสู่ธุรกิจไฮเทคอย่างเต็มตัว ดูเหมือนไม่ค่อยกระทบกระเทือนมากนัก และได้ใช้เวลาช่วงดังกล่าว ปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการแปรรูปกิจการของรัฐ เพื่อลดปัญหาการคอร์รัปชั่น ความไร้ประสิทธิภาพ และภาระหนี้สิน โดยจีนพยายามสร้างผู้ประกอบการเอกชนอย่างค่อยเป็นค่อยไปในเวลานั้น 


ด้วยเหตุนี้ จึงดูเหมือนอียู น่าจะเป็นกลุ่มประเทศที่สามารถบริหารจัดการธุรกิจของตนได้อย่างปกติ เมื่อเทียบกับสหรัฐฯและจีนในขณะนั้น และยังเป็นที่สนใจของนักลงทุนจำนวนมาก เนื่องจากสถานะของการอียู ที่รณรงค์ตลาดเดียวยุโรป และเริ่มมีการใช้เงินสกุลยูโรอย่างจริงจัง จึงเป็นปัจจัยหนุนให้อียูดำเนินธุรกิจได้อย่างคึกคัก 




เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อระยะเวลาผ่านไป ธุรกิจสหรัฐฯและจีน ได้มีการปรับตัวและพัฒนาอย่างเข้มข้น จนปัจจุบัน บริษัทไฮเทคอย่าง Apple ของสหรัฐฯ มีมูลค่าตลาดมากกว่าบริษัทชั้นนำ 30 แห่งในตลาดหุ้นเยอรมัน DAX รวมกัน ในทางตรงกันข้าม ปรากฏว่าธุรกิจชั้นนำของอียู กลับมีมูลค่าตลาดชะลอลงในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จากการสำรวจตารางของ 100 บริษัทชั้นนำอันดับแรกของโลกที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด พบว่า ในช่วงปี 2000 มีธุรกิจชั้นนำอียูเป็นจำนวน 41 บริษัท แต่วันนี้ เหลือเพียง 15 บริษัท เท่านั้น เทียบกับธุรกิจชั้นแนวหน้าสหรัฐฯและจีน ที่มีจำนวนรวมกัน 76 บริษัท


นักเศรษฐศาสตร์และการตลาด ยังพยายามสะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐฯและจีน กำลังมีอิทธิพลทั้งในแง่เศรษฐกิจและธุรกิจโลก จนประเทศอื่นๆ รวมถึงอียูอาจตามไม่ทัน ทั้งนี้ วัดจากสัดส่วนผลผลิตและกิจกรรมทางธุรกิจ พบว่า สหรัฐฯมีสัดส่วนผลผลิตภายในประเทศ ประมาณ 24% ของ GDP โลก และกิจกรรมทางธุรกิจมีสัดส่วนราว 48% ของธุรกิจโลกทั้งหมด ส่วนจีน มีสัดส่วนผลผลิตภายในประเทศประมาณ 18% ของ GDP โลก และสัดสวนทางธุรกิจราว 20% ของธุรกิจโลกทั้งหมด ขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่เหลือ ซึ่งมีประชากรรวมกัน 77% ของพลเมืองโลก ล้วนมีสัดส่วนผลผลิตและกิจกรรมทางธุรกิจในตลาดโลก น้อยกว่าสหรัฐฯและจีน 


นอกจากนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าของธุรกิจชั้นนำ 100 บริษัทแรกในอียูรวมกัน จะพบว่าเมื่อปี 2000 มีมูลค่าราว 4.6 ล้านล้านดอลลาร์ ปัจจุบันเพิ่มเป็น 8.9 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนธุรกิจแนวหน้า 100 อันดับแรกในสหรัฐฯ รวมกันมีมูลค่าถึง 26 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะนี้ เทียบกับปี 2000 มีมูลค่า 7.4 ล้านล้านดอลลาร์ สำหรับธุรกิจยักษ์ของจีน 100 อันดับแรก วันนี้มีมูลค่าประมาณ 8.8 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าน่าจะแซงหน้าอียูได้ไม่ยากนักในเร็วๆ นี้ 


ความสำเร็จก้าวกระโดดในช่วง 20 ปีของธุรกิจสหรัฐฯและจีน ส่วนใหญ่มาจากการพัฒนาธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ โดยเฉพาะกลุ่มไฮเทคที่มีการเติบโตอย่างมาก ตามกระแสความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดโลก จึงทำให้กลุ่มธุรกิจไฮเทคเฟื่องฟูชัดเจน อาทิ Apple ของสหรัฐฯ หรือ Alibaba ของจีน เป็นต้น


 ยิ่งไปกว่านั้น กิจการไฮเทคระดับรอง ก็มีการพัฒนาไล่ตามรุ่นพี่อย่างกระชั้นชิด เช่น Snap, PayPal, Meituan และ Pinduoduo ฯลฯ กลุ่มกิจการไฮเทคเหล่านี้ ได้รับความสนใจสูงทั่วโลก แม้แต่ในตลาดอียู อาทิ Amazon และ TikTok เป็นต้น ดังนั้น มูลค่าตลาดของธุรกิจกลุ่มไฮเทคจึงขยายตัวสุดขีด เมื่อเทียบกับธุรกิจอุตสาหกรรมและบริการแบบดั้งเดิม 


ความจริง อียูมีธุรกิจระดับขั้นเทพหลากหลายจำนวนไม่น้อย เช่น Nestle, Siemen, Airbus, BP, Adidas, Louis Vuitron, Mercedes, BMW, IKEA ฯลฯ แต่กิจการเหล่านี้ มีมูลค่าตลาดเติบโตเชื่องช้ากว่ากลุ่มไฮเทคทั้งหลาย จึงทำให้ภาคธุรกิจของอียูดูอุ้ยอ้ายและอนุรักษนิยม ในขณะที่ ภาคธุรกิจสหรัฐฯและจีน หันไปพัฒนาธุรกิจจำพวกซอฟต์แวร์และอีคอมเมร์ชกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เทียบกับอียูที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล่านี้น้อยกว่า


สาเหตุส่วนหนึ่ง พบว่า อียูมีผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่สร้างกิจการไม่มากนัก เมื่อเทียบกับสหรัฐฯและจีน จึงพลอยทำให้ความสนใจในเรื่องธุรกิจไฮเทคไม่เข้มข้นอย่างสองชาติมหาอำนาจ กิจการที่มีชื่อเสียงของอียูมักมาจากการบุกเบิกของนักธุรกิจรุ่นบรรพบุรุษ และส่งต่อกิจการเป็นมรดกให้แก่ทายาทดำเนินการต่อไป ดังนั้น ปัจจุบันในทำเนียบเศรษฐีโลกอันดับต้นๆ จึงเห็นเศรษฐีรุ่นใหม่ที่ร่ำรวยจากกลุ่มธุรกิจไฮเทคเป็นสำคัญ โดยเฉพาะมาจากสหรัฐฯ แตกต่างจากเศรษฐีอียู ที่คนรวยสุดท็อปเท็นในอียู ส่วนใหญ่เป็นทายาทรับมรดกตกทอดทั้งนั้น


คณะกรรมาธิการอียูยอมรับว่า การแข่งขันทางธุรกิจของอียูกับสหรัฐฯและจีน มีแนวโน้มยากลำบาก จำเป็นต้องรีบปรับปรุงโดยเร็ว โดยส่งเสริมผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้สนใจในธุรกิจที่รองรับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น ธุรกิจด้านไฮเทคและนวัตกรรมใหม่ ธุรกิจด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ความจริง อียูก็นับเป็นตลาดใหญ่ การผลิตสินค้าเพื่อป้อนตลาดก็น่าจะช่วยให้กลุ่ม Startup เติบโตอย่างต่อเนื่อง


อีกทั้งระบบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในอียูก็อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยมไม่เป็นรองสหรัฐฯ จึงช่วยสนับสนุนบุคลากรคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี รวมถึงการส่งเสริมด้าน R&D ในแขนงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างจริงจังเพื่อการพาณิชย์


แต่ถึงกระนั้น อุปสรรคประการหนึ่ง ที่ทำให้อียูอาจดูด้อยกว่าสหรัฐฯและจีนก็คือ ความมุ่งมั่นและความทะเยอทะยานเพื่อไปถึงเป้าหมาย ยกตัวอย่าง นาย Elon Musk แห่งบริษัท Tesla ของสหรัฐฯ มักทำงานในโรงงานผลิตรถยนต์จนสว่าง หรือกิจการหลายแห่งของจีน จะเริ่มทำงาน 9 โมงเช้า เลิก 3 ทุ่ม 6 วันทำการต่อสัปดาห์ เป็นต้น อย่างไรก็คาม วัฒนธรรมองค์กรหรือการทำงานในอียู จะถูกควบคุมด้วยกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองแรงงานอย่างจริงจัง ดังนั้น สหภาพแรงงานในอียูจึงนับเป็นประเด็นสำคัญที่มีส่วนทำให้ธุรกิจอียูอาจไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้อย่างเต็มที่


อนึ่ง รัฐบาลของประเทศสมาชิกอียู ตระหนักว่า การที่ภาคธุรกิจอียูจะสามารถยืนหยัดแข่งขันกับสหรัฐฯและจีนนับจากนี้ต่อไป จำเป็นต้องอาศัยบทบาทภาคการเมืองช่วยกันปรับปรุงระเบียบกฎข้อบังคับให้การทำธุรกิจในอียู เอื้อประโยชน์สูงสุดกับกิจการของอียูเป็นสำคัญ และลดการเอาเปรียบจากธุรกิจต่างชาติ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ภาคการเมืองอียู ต้องเข้ามาดูแลช่วยเหลือธุรกิจที่มีศักยภาพให้สามารถแข่งขันเต็มที่ เฉกเช่น รัฐบาลสหรัฐฯและจีน ที่กำลังสนับสนุนธุรกิจของตน ควบคู่กับการกีดกันธุรกิจต่างชาติเชิงนโยบายในเวลานี้ 




 

เงินยูโร VS เงินดอลลาร์ : อียูฝันค้าง 


การที่อียูผลักดันการใช้เงินสกุลเดียวของกลุ่ม หรือที่เรียกว่า เงินยูโร (The Euro) ได้สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชาติสมาชิกทั่วหน้า เนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวของอียู ถึงแม้ชาติสมาชิกที่ร่วมใช้เงินยูโรมี 19 ประเทศ จากจำนวนสมาชิก 27 ชาติก็ตาม วัตถุประสงค์ที่สร้างเงินยูโร ก็เพื่อช่วยให้การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการภายในตลาดเดียวยุโรป หรือ Single Market สะดวกรวดเร็ว ลดต้นทุนการดำเนินงาน และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอีกด้วย 


นอกจากนี้ ภาคธุรกิจอื่นๆ รวมถึงระบบการเงินการธนาคารภายในอียู ก็ได้รับประโยชน์จากการใช้เงินยูโรอีกมากมาย อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสำคัญอีกประการที่อียูคาดหวังก็คือ การให้เงินยูโรมีบทบาทในเวทีการเงินโลก เทียบเท่าเงินดอลลาร์สหรัฐ


ในช่วงที่เริ่มนำเงินยูโรออกใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อต้นทศวรรษ 2000 ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากนักการเงินการธนาคาร และนักลงทุนจำนวนมาก จนกล่าวขานกันว่า เงินยูโร มีโอกาสที่จะทาบรัศมีเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อเกิดวิกฤติการเงินโลกปี 2008 ความปั่นป่วนวุ่นวายในระบบการเงินการธนาคารชั้นนำหลายแห่ง ส่งผลให้นักลงทุนแห่กันไปถือสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อความปลอดภัยมากกว่าสกุลเงินสำคัญอื่นๆ 


ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์อ่อนไหวในระบบการเงินการธนาคารเวลานั้น ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจและปัญหาหนี้สินของชาติสมาชิกอียูหลายประเทศ จนค่าเงินยูโรตกต่ำอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งธนาคารกลางยุโรป (The European Central Bank : ECB) ต้องออกมายืนยันหนักแน่นว่าจะดำเนินมาตรการทุกอย่าง เพื่อค้ำจุนและรักษาเสถียรภาพเงินยูโรอย่างเต็มที่


นับจากนั้นเป็นต้นมา ความนิยมในสกุลเงินยูโรก็แผ่วลง เมื่อเทียบกับช่วงต้นทศวรรษ 2000 ทั้งนี้ บทบาทของเงินยูโรในเวทีโลกปัจจุบัน แพร่หลายทั่วไปในระดับหนึ่ง นอกจากเป็นสกุลเงินทางการของชาติสมาชิกอียู 19 ชาติแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านและอดีตชาติที่เคยเป็นอาณานิคมจำนวนกว่า 20 ประเทศ ได้ผูกเงินสกุลท้องถิ่นของตนไว้กับเงินยูโรด้วย


ธนาคารกลางยุโรป ระบุว่า ธนบัตรเงินยูโรที่นำออกมาใช้หมุนเวียน มูลค่าประมาณกว่า 1 ใน 3 ของธนบัตรยูโรทั้งหมด ถูกนำไปใช้หมุนเวียนในตลาดต่างประเทศ เมื่อพิจารณาในแง่บทบาทเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ พบว่า ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ใช้เงินยูโรเป็นสกุลเงินสำรองฯ คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศทั้งหมด ในขณะเดียวกัน การใช้เงินยูโร เป็นสกุลเงินเพื่อออกพันธบัตรหรือกู้ยืมในตลาดต่างประเทศ ก็มีสัดส่วนราว 20% เช่นกัน

 ซึ่งหากเทียบกับปริมาณการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีสัดส่วนสูงราว 60% ของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศและตลาดกู้ยืมของโลก ก็จะเห็นว่า บทบาทเงินยูโรในเวทีการเงินโลก ยังห่างไกลจากเงินดอลลาร์สหรัฐ ยกเว้น ในกรณีการชำระเงินเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งมีสัดส่วนค่อนข้างใกล้เคียงกัน เนื่องจากตลาดอียูมีการซื้อขายสินค้าและบริการใหญ่สุดในโลก แต่ถึงกระนั้น การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์บางรายการ เช่น น้ำมัน และ ฝ้าย ฯลฯ ก็ยังอ้างอิงสกุลเงินดอลลาร์เป็นหลัก 


ที่ผ่านมา สถานการณ์ดังกล่าว ไม่ค่อยกดดันอียูเท่าใดนัก เพราะอย่างน้อยเงินยูโร ก็ได้รับความน่าเชื่อถือในแวดวงการเงินการธนาคารระดับนานาชาติเป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเหตุการณ์ในเวทีการเมืองและเศรษฐกิจโลก เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดุดันก้าวร้าวมากขึ้น โดยเฉพาะยุคอดีตประธานาธิบดี Trump ที่ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเล่นงานประเทศคู่ค้า รวมถึงการใช้เงินดอลลาร์ เป็นเสมือนอาวุธใช้ต่อรองเพื่อให้ประเทศต่างๆ ดำเนินมาตรการตามที่สหรัฐฯต้องการ ก็ยิ่งทำให้อียูวิตกว่า การเข้าถึงเงินดอลลาร์ของสถาบันการเงินอียู เพื่อธุรกรรมทางการเงินและธุรกิจอาจประสบความยุ่งยากในอนาคต แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนผู้นำสหรัฐฯแล้วก็ตาม แต่แนวนโยบายสหรัฐฯในวันนี้ ดูเหมือนจะโน้มเอียงไปในทิศทางปกป้องตัวเองมากกว่าอดีตผู้นำแห่งพรรคเดโมแครตรุ่นก่อนๆ




ด้วยเหตุนี้ อียูจึงเริ่มมีแนวคิดที่น่าจะเพิ่มบทบาทการใช้เงินยูโรให้กว้างขวางในเวทีโลกมากยิ่งขึ้น แม้ว่าจะไม่สามารถเทียบเท่ากับเงินดอลลาร์สหรัฐในเร็วๆ นี้ก็ตาม แต่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสุดให้แก่นักลงทุนในกรณีฉุกเฉิน ขณะนี้ อียูได้มีแผนการออกพันธบัตรในรูปสกุลเงินยูโรสู่ตลาดโลกเป็นระยะๆ เพื่อนำเงินไปใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจให้แก่ประเทศสมาชิกอียูที่ประสบปัญหาจากวิกฤตโควิด หรือจากภาระหนี้สินเรื้อรัง ซึ่งการออกพันธบัตรดังกล่าว คาดว่าจะทำให้บทบาทเงินยูโรเพิ่มมากขึ้น 


การออกพันธบัตรอียูคราวนี้ แตกต่างจากครั้งก่อนๆ เนื่องจากเป็นการออกร่วมกันของชาติสมาชิก ซึ่งรัฐบาลของทุกชาติจะร่วมกันค้ำประกัน ทำให้น่าเชื่อถือพอๆ กับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ความสำเร็จของอียูในการผลักดันเงินยูโรให้โดดเด่นในตลาดตราสารหนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตลาดตราสารหนี้ในสกุลเงินดอลลาร์มีมูลค่าสูงมากไม่ต่ำกว่า 20 ล้านล้านดอลลาร์ เทียบกับตลาดหนี้อียูที่มีมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์เท่านั้น 


เป็นที่น่าสังเกตว่า คณะกรรมาธิการอียู กำลังผลักดันการใช้สกุลเงินยูโรดิจิทัล โดยมี ECB เป็นเจ้าภาพสำคัญ คาดว่าจะนำออกมาใช้อย่างเป็นทางการภายในปี 2025 ทั้งนี้ แวดวงการเงินการธนาคารเชื่อว่า หากสกุลเงินดิจิทัลของประเทศต่างๆ ทยอยออกมาใช้อย่างแพร่หลาย จะทำให้รูปแบบการใช้เงินเปลี่ยนแปลงไป เงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง จะได้รับความนิยมมากขึ้น และเงินยูโรดิจิทัลที่ ECB หนุนหลังเต็มที่ ย่อมได้รับความนิยมและไว้วางใจอย่างกว้างขวาง

 ซึ่งในช่วงเวลานั้น บทบาทสกุลเงินยูโรดิจิทัล น่าจะขยับเข้าใกล้เงินดอลลาร์ โดยมีสกุลเงินหยวนดิจิทัลของจีนเข้าร่วมวงแข่งขันด้วย ความเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินการธนาคารของประเทศต่างๆ ทั่วโลก กำลังก้าวสู่ระบบไฮเทค เพื่อตอบสนองผู้ใช้บริการรุ่นใหม่ 


ดังนั้น หากอียูต้องการยืนหยัดท่ามกลางคู่แข่งอย่างสหรัฐฯและจีนในอีก 5-10 ข้างหน้า ก็ควรรีบสร้างบุคลากรและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีทันสมัยโดยเร็ว