ONLINE MAGAZINE

แนวทางพัฒนาประเทศ ในรูปแบบใหม่ของจีน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

บทความโดย: Admin

โดย ภัทรพงศ์ กัณหสุวรรณ

รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

 

รายได้ต่อหัวของประชากรจีนจะทยอยสูงขึ้น ดังนั้น ธุรกิจไทยต้องเตรียมพร้อมกับรูปแบบพฤติกรรมผู้บริโภคจีนที่เปลี่ยนไปจากรายได้ที่สูงขึ้น จากแนวคิดและค่านิยมที่อาจเปลี่ยนไป รวมถึงมาตรฐานสินค้าและบริการที่ต้องสูงขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดจีนได้

Common Prosperity” หรือการเจริญรุ่งเรืองร่วมกันเป็นคำกล่าวของประธานาธิบดีเติ้ง เสี่ยว ผิง ที่ถูกหยิบยกมาใช้อีกครั้ง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความพยายามในการลดความเหลื่อมล้ำในประเทศ ซึ่งนับเป็นเป้าหมายใหม่หลังจากการที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศชัยชนะในการนำพาประชาชนจีนหลุดพ้นจากความยากจนในช่วงต้นปี 2564 ที่ผ่านมา

จากเป้าหมายดังกล่าว มาตรการของทางการจีนเริ่มเห็นอย่างเด่นชัดเมื่อปลายปี 2563 เมื่อมีคำสั่งระงับการขายหุ้น IPO ของ Ant Group ผู้ให้บริการชำระเงินผ่านแอปพลิเคชั่น Alipay เนื่องจากความกังวลเรื่องการปล่อยสินเชื่อรายย่อยผ่านแอปพลิเคชั่นที่เติบโตอย่างรวดเร็วซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินของจีน

และตามมาด้วยการเข้าควบคุมเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง อาทิ การสั่งปรับกลุ่ม Alibaba และ Tencent ข้อหาละเมิดกฎหมาย Anti-Monopoly และการสั่งถอด Didi บริษัทเรียกรถโดยสารออกจาก App store ในจีนหลังทำการ IPO ในประเทศสหรัฐฯ เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูล

ขณะที่ในช่วงหลังของปี 2564 ทางการจีนเริ่มขยายขอบเขตการออกกฎหมาย อาทิ การกำหนดให้ธุรกิจสถานกวดวิชาเปลี่ยนเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร การกำหนดเวลาเล่นเกมส์ออนไลน์ของเยาวชน การควบคุมธุรกิจเสริมความงาม การจัดระเบียบอุตสาหกรรมบันเทิง เป็นต้น ทั้งนี้ มองว่าการออกนโยบายควบคุมของทางจีนนั้น ล้วนมีวัตถุประสงค์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศในระยะยาว ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มดังนี้

         1. กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันการผูกขาดของกลุ่มทุน โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งข้อมูลมหาศาล ซึ่งข้อมูลถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์สำคัญในโลกยุคปัจจุบันที่สามารถนำมาต่อยอดเพื่อการธุรกิจได้ รวมถึงมีความสำคัญในระดับความมั่นคงของชาติ โดยปัจจุบันทางการจีนได้ออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของข้อมูลครบแล้วทั้ง 3 ฉบับ อันได้แก่ the Cybersecurity Law, Data Security Law (DSL) และ Personal Information Protection Law (PIPL) ซึ่งจะเพิ่มเครื่องมือในการควบคุมกำกับดูแลของทางการจีนในการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลของต่างชาติ และควบคุมการใช้ประโยชน์จากข้อมูลในผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มได้อย่างมีนัยสำคัญ

         2. กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชน เนื่องด้วยความกังวลด้านโครงสร้างประชากรของจีนที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจากนโยบายลูกคนเดียวและอัตราการเกิดที่ต่ำต่อเนื่อง (Total Fertility Rate ที่ 1.3 และมีจำนวนเด็กเกิดใหม่เพียง 12 ล้านคน ในปี 2563) ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดวิกฤติขาดแคลนประชากรในระยะข้างหน้า

         ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทางการจีนจึงได้ประกาศนโยบายลูกสามคนในปี 2564 ในขณะเดียวกันก็ได้เข้ามาดูแลต้นตอของปัญหาของการไม่มีลูกจากภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูที่สูงมาก โดยภาระค่าใช้จ่ายหลักๆ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ที่อยู่อาศัย และบริการทางการแพทย์ หรือที่เรียกว่า “ภูเขาใหญ่สามลูก” ซึ่งภาครัฐจะเข้ามากำกับดูแลมากขึ้นทั้งในแง่การกำหนดราคาและรูปแบบการดำเนินธุรกิจ

         3. กลุ่มธุรกิจที่มีผลต่อการสร้างค่านิยมที่ดีของจีน เป็นความพยายามของทางการจีนในการเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคม โดยการจัดระเบียบวัฒนธรรมผ่านการกำหนดบทบาทของศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ ควบคู่ไปกับการเผยแพร่วัฒนธรรมและค่านิยมจีนที่เหมาะสมให้แก่เยาวชน ผ่านการบรรจุแนวความคิดประธานาธิบดีสี จิ้นผิง 14 ประการ ว่าด้วยแนวคิดสังคมนิยมอันเป็นคุณลักษณะเฉพาะสำหรับชาวจีนในศักราชใหม่ เข้าไว้ในหลักสูตรแบบเรียน

          นอกจากนั้น ทางการจีนยังจำกัดเวลาเล่นเกมส์ของเยาวชน โดยห้ามเล่นเกิน 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อแก้ปัญหาการติดเกมส์ออนไลน์ในเยาวชน รวมถึงการกำหนดเนื้อหาและรูปแบบของเกมส์ที่ไม่ขัดกับค่านิยมที่ดีของจีน

         4. กลุ่มธุรกิจที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงิน ทางการจีนได้ออกนโยบายสามเส้นแดง (Three Red Lines) เพื่อควบคุมการก่อหนี้ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดให้บริษัท ต้องควบคุมสัดส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ไม่ให้เกิน 70% สัดส่วนของหนี้สินสุทธิต่อทุนไม่ให้เกิน 100% และปริมาณเงินสดต่อหนี้ระยะสั้นให้มากกว่า 1 เท่า ทั้งนี้หากไม่ละเมิดทั้ง 3 เส้นแดงก็จะสามารถกู้เงินสร้างหนี้เพิ่มได้ 15% ของยอดหนี้คงค้างปัจจุบัน แต่หากละเมิด 1 2 และ 3 เกณฑ์ บริษัทจะสามารถก่อหนี้เพิ่มได้ปีละไม่เกิน 10% 5% และ 0% ตามลำดับ

การออกกฎหมายเพื่อมาควบคุมธุรกิจของทางการจีนนั้น เป็นแนวทางหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการพัฒนาประเทศของจีนทั้งเชิงเศรษฐกิจและสังคม มาเป็นการเติบโตเชิงคุณภาพและยั่งยืนมากกว่าเชิงปริมาณ ซึ่งจะเห็นได้จากแผนฯ 14 ของจีนที่ไม่ได้ระบุเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจเป็นตัวเลข แต่ระบุให้เศรษฐกิจมีการเติบโตอย่างมีคุณภาพ นอกจากนั้น ประเทศจีนยังมีนโยบายเรื่องการเป็นประเทศที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ที่ต้องบรรลุเป้าหมายในปี ค.ศ.2060 ผ่านมาตรการลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ทั้งนี้ ในระยะสั้น มองว่า จีนจะต้องเจอการเปลี่ยนผ่านที่อาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงบ้าง เนื่องจากธุรกิจที่เคยที่เป็นอุตสาหกรรมหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ อาทิ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขยายธุรกิจ ขณะที่นโยบาย Carbon Neutrality ก็มีช่วงเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้มข้นมาเป็นพลังงานสะอาด ซึ่งอาจจะทำให้การผลิตสะดุดลงบ้างจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นและการผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้

แต่ ในระยะยาว มองว่า การเปลี่ยนผ่านรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนน่าจะช่วยให้เศรษฐกิจจีนปรับหาจุดสมดุลใหม่ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ คน ทุน และเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน อาทิ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ทั้งนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจจีนในระยะต่อไปอาจจะไม่สามารถขยายตัวได้สูงเท่ากับที่ผ่านมา แต่จะเป็นการเติบโตที่เหมาะสมกับศักยภาพของประเทศจีนได้ในระยะยาว

มองไปข้างหน้า ด้วยความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจจีนและไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการไทยต้องเข้าใจบริบทการพัฒนาประเทศจีนในรูปแบบใหม่ ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

ทั้งนี้ ในระยะสั้น มองว่า ธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการจัดระเบียบ คือธุรกิจที่ขัดต่อการสร้างค่านิยมที่ดีของจีน รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตที่อาจได้รับผลกระทบจากประเด็นการขาดแคลนพลังงานในจีน รวมถึงความผันผวนในตลาดทุนที่อาจจะกระทบนักลงทุนในระยะสั้น

แต่ ในระยะยาว มองว่า แนวทางนี้จะนำทำให้ประเทศจีนก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี ค.ศ.2035 ตามเป้าหมาย ซึ่งในระหว่างทาง รายได้ต่อหัวของประชากรจีนจะทยอยสูงขึ้น ดังนั้นธุรกิจไทยต้องเตรียมพร้อมกับรูปแบบพฤติกรรมผู้บริโภคจีนที่เปลี่ยนไปจากรายได้ที่สูงขึ้น จากแนวคิดและค่านิยมที่อาจเปลี่ยนไป รวมถึงมาตรฐานสินค้าและบริการที่ต้องสูงขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดจีนได้