ONLINE MAGAZINE

จัดระเบียบธุรกิจจีน : เติบโตสไตล์ Xi Jinping

บทความโดย: Admin

ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจจีน ปรากฏให้เห็นชัดเจน และนับวันจะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเป็นลำดับ พลังสำคัญส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เศรษฐกิจจีนเติบโตแทบจะไร้เทียมทานก็คือ ภาคธุรกิจเอกชน ที่รัฐบาลจีนให้การสนับสนุนมาตลอดตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา


 แต่สถานการณ์ปัจจุบัน ดูเหมือนกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป สังเกตได้จากการดำเนินธุรกิจของผู้บริหารระดับสูงในกิจการต่างๆ ไม่ค่อยเป็นปกติเท่าใดนัก จนส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เกิดความผันผวนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เนื่องจากนักลงทุนไม่ค่อยมั่นใจในท่าทีรัฐบาลจีนที่มีต่อธุรกิจชั้นนำของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจไฮเทคทุกประเภท


            ยกตัวอย่าง ในช่วงการประชุมประจำปีของสภาประชาชนจีนที่ผ่านมา ประเด็นที่ควรสร้างความสนใจให้แก่สาธารณชน กลับไม่ใช่เนื้อหาสาระเกี่ยวกับการประชุมแต่ประการใด แต่ชาวจีนและนักลงทุนต่างชาติ ได้พุ่งความสนใจไปกับรายงานข่าวที่ว่า รัฐบาลจีนออกโรงเตือนผู้บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ไฮเทค Tencent โดยย้ำให้ นาย Pony Ma ดำเนินกิจการให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของทางการอย่างเคร่งครัด 


            ในเวลาไล่เลี่ยกัน นาย Simon Hu ผู้บริหารดาวรุ่งของ Ant Group ธุรกิจในเครือของ Alibaba บริษัท e-commerce ใหญ่สุดของประเทศ ได้ตัดสินใจลาออกกะทันหันจาก Ant Group ที่กำลังโดนทางการตรวจสอบและเร่งรัดปรับโครงสร้างอย่างหนัก หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ นักลงทุนต้องตะลึงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท Pinduoduo ได้แก่ นาย Colin Huang ประกาศวางมือจากบริษัท ซึ่งเป็นธุรกิจ e-commerce ที่กำลังมาแรงและสามารถกระทบไหล่อาณาจักร Alibaba อย่างสบาย


 แต่นาย Huang เลือกที่จะเดินเส้นทางสายสงบและน่าจะเป็นผลดีแก่บริษัท มากกว่าที่จะดันทุรังดำเนินกิจการที่เสี่ยงต่อกฎระเบียบของรัฐบาลจีน เฉกเช่น นาย Jack Ma อดีตผู้บริหารและประธานบริษัท Alibaba ที่ยังต้องสงวนท่าทีและปลีกตัวออกจากสังคมธุรกิจมาจนทุกวันนี้ 






            เหตุการณ์อึมครึมในแวดวงธุรกิจเอกชนจีน โดยเฉพาะกลุ่มกิจการไฮเทคชั้นนำ ได้ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านั้นปรับตัวลงเรื่อยๆ ตามกระแสความไม่มั่นใจในสถานการณ์ระหว่างรัฐบาลและเอกชนจีน ประเมินกันว่ามูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของกิจการไฮเทคยักษ์ใหญ่ทั้งสาม ได้แก่ Alibaba, Pinduoduo และ Tencent ที่มีมูลค่ารวมกันประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสะสมตั้งแต่ปี 2016 เริ่มระส่ำระสายและโน้มลดลงเป็นลำดับในช่วงระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี


            นอกจากนี้ บรรดาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไฮเทคทั้งหลาย ก็พลอยหวั่นไหวตามไปด้วย เช่น บริษัทสมาร์ตโฟนชั้นนำ Xiaomi ต้องประสบพิษราคาหุ้นร่วงลงมากกว่า 20% ตั้งแต่ต้นปี 2021 ส่วนบริษัทบริการ Video-Streaming อย่าง Bilibili ที่มียอดคนใช้บริการมากกว่า 200 ล้านคน และเพิ่งนำหุ้นเข้าตลาดฮ่องกง แต่กลับเจอวิกฤติราคาหุ้นตกต่ำในวันแรกที่ซื้อขายเมื่อไม่นานมานี้ รวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Baidu และ Meituan ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำตลาดในแง่การค้นหาข้อมูลออนไลน์ และให้บริการเรียกรถสาธารณะและส่งอาหารออนไลน์ ตามลำดับ ก็ยังต้องเผชิญราคาหุ้นดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่กิจการมีผลกำไรเป็นกอบเป็นกำในรอบปีที่ผ่านมา 


            เหตุการณ์เปราะบางในหุ้นจีน ไม่อาจปฏิเสธว่าเป็นผลมาจากรัฐบาลจีนที่ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับพฤติกรรมการทำธุรกิจของเอกชนจีนเป็นระยะๆ หลายระลอก และมีการทบทวนกฎระเบียบอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับประเด็นเสถียรภาพระบบการเงินการธนาคาร พฤติกรรมการผูกขาดในธุรกิจ และความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ 


            บรรดากองทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในหุ้นจีน ตระหนักว่ารัฐบาลจีนคงจะดำเนินมาตรการเข้มงวดสอดส่องแนวทางการทำธุรกิจของเอกชนจีนมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงก่อนปี 2020 และอาจทำให้ราคาหุ้นในกิจการที่ทางการจีนให้ความสนใจระแวดระวังความเสี่ยงเป็นพิเศษ เช่น กิจการให้บริการออนไลน์ต่างๆ ที่มีข้อมูลของลูกค้าเป็นจำนวนมาก หรือธุรกิจการเงินออนไลน์ เป็นต้น


 ด้วยเหตุนี้ กองทุนต่างชาติจึงเบนกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นจีนจากกลุ่มไฮเทค มาสู่กิจการที่เห็นชัดว่ารัฐบาลจีนให้การสนับสนุนดีกว่า อาทิ ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ ธุรกิจพลังงานสะอาด และ ธุรกิจสุขภาพอนามัย ฯลฯ ในเบื้องต้น นักลงทุนต่างชาติมองว่ากลุ่มกิจการเหล่านี้ น่าจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนแบบเดิม



 

เส้นทางวิบากของธุรกิจจีน


            นับเป็นเวลาเกือบครบ 1 ปี ที่ทางการจีนแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ธุรกิจเอกชนชั้นนำของประเทศอย่างจริงจังและเปิดเผย พร้อมกับปรับปรุงกฎหมายระเบียบต่างๆ ครั้งใหญ่ เพื่อให้การดำเนินงานของภาคเอกชนอยู่ในกรอบของธุรกิจที่ควรจะเป็นอย่างถูกต้อง เป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคและลูกค้าอย่างเป็นธรรม บนพื้นฐานการแข่งขันทางธุรกิจทั้งรายเล็กและรายใหญ่ให้โปร่งใสเท่าเทียมกัน


            ที่ผ่านมา ทางการจีนเปิดโอกาสให้ธุรกิจเอกชนดำเนินกิจการได้เป็นอิสระในระดับหนึ่ง เพื่อเป็นช่องทางที่ต้องการสะท้อนให้ต่างชาติเห็นว่า ทางการจีนเห็นชอบกับกลไกตลาดเสรี อีกทั้งยังเป็นแรงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในจีนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาด้วย


            หนึ่งในธุรกิจที่เติบโตรวดเร็วอย่างมาก ตอบสนองการขยายตัวทางธุรกิจประเภทอื่นๆ ก็คือ ธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงิน หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นการให้บริการทางการเงินผ่านนวัตกรรมใหม่ ซึ่งกลุ่มธุรกิจจะให้บริการทางการเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การชำระเงินผ่านแอปฯในระบบสมาร์ตโฟน หรือ ผ่านทาง QR code ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเศรษฐกิจจีน ประเมินกันว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2020 กลุ่มธุรกิจไฮเทคชั้นนำ ที่ให้บริการทางการเงินผ่านมือถือ มีมูลค่าการชำระเงินผ่านระบบดังกล่าวเป็นจำนวนเงินหมุนเวียนประมาณ 210 ล้านล้านหยวน (ราว 32 ล้านล้านดอลลาร์) ซึ่งสะท้อนว่า ประชาชนจีนพร้อมรับนวัตกรรมทางการเงินในรูปแบบดิจิทัลผ่านแอปฯระบบมือถืออย่างเต็มที่


            ดังนั้น ธุรกิจไฮเทคชั้นนำอย่าง Alibaba และ Tencent จึงมีบริการทางการเงินหลากหลายประเภทให้แก่ลูกค้าได้ใช้บริการทั่วถึง เช่น การซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัย การลงทุนในหลักทรัพย์ และการกู้ยืมเงิน เป็นต้น นอกจากนี้ ธุรกิจไฮเทคทั้งสอง ยังมีการลงทุนในกิจการอื่นๆ เพื่อรองรับความต้องการลูกค้าของตนได้อย่างครบวงจรอีกมากมาย จนทำให้มูลค่าพอร์ตการลงทุนของสองบริษัทรวมกันเป็นเม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ ติดกลุ่มนักลงทุนไฮเทคชั้นนำของโลก 

            ความสำเร็จของ Alibaba และ Tencent ที่เริ่มต้นจากการทำกิจการ e-commerce และ ธุรกิจเกมออนไลน์ เป็นสำคัญ ตามลำดับ ต่อมาแตกไลน์ธุรกิจไปยังกิจการอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งในช่วงแรกก็ไม่ได้สร้างความหวาดระแวงให้แก่ทางการจีนเท่าใดนัก จนกระทั่ง เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว นาย Jack Ma ผู้ร่วมก่อตั้ง Alibaba ได้ไปปาฐกถาในงานสำคัญแห่งหนึ่ง และได้พาดพิงการทำงานของสถาบันการเงินรัฐว่าไม่ค่อยต่างจากการทำงานของโรงรับจำนำ เป็นการเปรียบเปรยว่าการทำงานของสถาบันการเงินระดับชาติไม่ค่อยมีประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น


            สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ บริษัท Ant ซึ่งอยู่ในเครือ Alibaba และ ให้บริการด้านการเงิน การประกันภัย การบริหารความมั่งคั่ง และการปล่อยสินเชื่อ ต้องตกที่นั่งลำบากเกือบทันที เนื่องจากแผนการที่ Ant จะระดมทุนในตลาดหุ้นฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ เป็นมูลค่าราว 37,000 ล้านดอลลาร์ ต้องหยุดชะงัก ก่อนที่จะนำหุ้นเข้าตลาดในเดือนพฤศจิกายน 2020 พร้อมกับการเก็บตัวเงียบสนิทของ Jack Ma 


            การยุติกระบวนการนำหุ้น Ant จดทะเบียนและจำหน่ายในตลาดสำคัญทั้งสองของจีน กลายเป็นข่าวสะเทือนวงการธุรกิจเอกชนจีน แต่อย่างไรก็ตาม ทางการจีนเปิดประเด็นให้สาธารณชนรับรู้เหตุผลเบื้องต้นของการระงับ Ant เข้าตลาดหุ้นเพื่อระดมทุน เนื่องจากทางการต้องการตรวจสอบเกี่ยวกับโครงสร้างการทำงานของบริษัท ที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินการธนาคารในประเทศ 






            การตรวจสอบความเสี่ยงครอบคลุมหลายประเด็น แต่ที่ทางการจีนให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือ การปล่อยกู้ของ Ant ที่ใช้ข้อมูลฐานลูกค้าจากกิจการ e-commerce ของบริษัท Alibaba ที่มีจำนวนมหาศาล มาช่วยในการพิจารณาปล่อยเงินกู้ อีกทั้งยังใช้กลยุทธ์ให้ธนาคารเป็นผู้ปล่อยเงินกู้ แต่ Ant กลับทำหน้าที่เป็นแค่นายหน้า รับค่าธรรมเนียม โดยไม่ต้องรับความเสี่ยงใดๆ ในกรณีเงินกู้กลายเป็นหนี้เสีย ด้วยเหตุนี้ ทางการจีน จึงมีคำสั่งให้ Ant ต้องปรับโครงสร้างการทำงานให้เสมือนสถาบันการเงินมืออาชีพ และต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากธนาคารกลางของจีนโดยตรง 


            ในช่วงหลายปีก่อน ธนาคารกลางจีนก็เคยปราบปรามพวกธุรกิจปล่อยกู้ออนไลน์ที่สวนใหญ่ทุจริตฉ้อโกงประชาชนอย่างหนักมาแล้ว หรือที่เรียกกันว่า P2ซึ่งมีแพลตฟอร์มนับหมื่นแห่ง เป็นมูลค่าการปล่อยกู้หลายล้านล้านหยวน โดยแบงก์ชาติทยอยตรวจสอบ ปิดกิจการและดำเนินคดี จนแล้วเสร็จเมื่อปลายปี 2020 แต่ในกรณีบริษัทไฮเทคชั้นนำอย่าง Ant ทางการจีนยังไม่ต้องการใช้ไม้แข็ง จึงแค่ปรับโครงสร้างกิจการใหม่ มีฐานะเป็น Financial Holding Company ซึ่งการดำเนินงานภายใต้แบงก์ชาติและผู้คุมกฎทางการเงินต่างๆ จะทำให้ Ant ทำธุรกิจโปร่งใสมากขึ้น 


            ในเวลาเดียวกัน แบงก์ชาติจีน ก็ต้องการให้ Ant ร่วมมือกับธนาคารกลางจีน ในประเด็นการมอบข้อมูลต่างๆ ที่บริษัทใช้บริหารจัดการทางการเงินในช่วงที่ผ่านๆ มา โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับฐานลูกค้านับพันล้านคนที่ใช้บริการผ่าน Alibaba และ Ant โดยแบงก์ชาติเน้นว่า การร่วมมือกันเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านี้ ถือว่าเป็นทรัพย์สินของประเทศ และควรช่วยกันสร้าง Credit-Scoring System ซึ่งเป็นระบบที่ตรวจสอบเครดิตลูกค้าที่ต้องการปล่อยกู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


เนื่องจากข้อมูลต่างๆ ของ Ant จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติลูกค้าทุกแง่มุม สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อประโยชน์ทางการเงิน หรือเรื่องสำคัญอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ทางการพยายามต่อรองให้ Ant ร่วมมือกับธนาคารกลางจีน เพื่อร่วมกันสร้างระบบคะแนนเครดิตแห่งชาติ นักวิเคราะห์ทางการเงินและการเมือง คาดกันว่า Ant คงจะต้องให้ความร่วมมือในที่สุด


            วิบากกรรมของ Alibaba ยังไม่จบง่ายๆ เพราะบริษัทโดนทางการจีนปรับเงินเป็นมูลค่าเกือบ 3,000 ล้านดอลลาร์ หลังจากที่จีนตรวจสอบตามข้อร้องเรียนของลูกค้า Alibaba ที่ว่า บริษัททำธุรกิจเข้าข่ายผูกขาด โดยให้ลูกค้าที่ต้องการนำสินค้ามาขายผ่านระบบออนไลน์ของ Allbaba จะต้องทำสัญญาว่าจะไม่นำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปขายในระบบออนไลน์ของบริษัทอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวที่ว่ารัฐบาทจีนต้องให้ Alibaba ขายกิจการในเครือบางส่วนออกไปอีกด้วย เช่น ธุรกิจด้านสื่อโฆษณา เป็นต้น 


            สำหรับ Tencent ซึ่งเป็นธุรกิจไฮเทคชั้นนำ และขยายกิจการคล้ายคลึงกับ Alibaba เพียงแต่ Tencent เน้นธุรกิจเกมออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งสร้างรายได้มหาศาล ขณะที่ e-commerce และ ธุรกิจการเงินออนไลน์ ก็ดำเนินงานไม่แตกต่างจากกลุ่ม Alibaba เท่าใดนัก แต่อาจยังเป็นรองอยู่บ้าง แต่ถึงกระนั้น นาย Pony Ma ผู้ก่อตั้งกิจการ Tencent ก็ยังโดนทางการจีนนำไปปรับทัศนคติ เพื่อไม่ให้แสดงบทบาทก้าวร้าว และดูเหมือนนาย Pony Ma จะเชื่อฟังโดยดี ทำให้สถานการณ์ของบริษัทยังอยู่ในช่วงชะลอการปรับโครงสร้างของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทางการเงินแบบ Ant รวมถึงยังไม่โดนปรับค่าเสียหายใดๆ เพียงแต่ได้รับคำเตือนจากหน่วยงานกำกับดูแลในประเด็นต่างๆ เป็นระยะๆ ล่าสุดก็คือ การทำธุรกิจเกมออนไลน์ ที่สื่อทางการจีนระบุว่า การเล่นเกมออนไลน์ เปรียบเสมือนยาเสพติดทางจิตใจ ที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนจีน



            ประเด็นนี้ ส่งผลเขย่าราคาหุ้น Tencent อย่างมาก และทำให้นาย Pony Ma ต้องรีบออกมาดำเนินมาตรการเข้มงวดกับโปรแกรมการเล่นเกมของบริษัท โดยเฉพาะการมีระบบตรวจสอบอายุผู้เล่น และให้ความร่วมมือกับทางการจีนในการตรวจเช็กเนื้อหารายละเอียดของเกมอย่างรอบคอบ เป็นที่น่าสังเกตว่า Pony Ma มีข้อต่อรองที่อาจทำให้ทางการจีน ไม่ค่อยแข็งกร้าวกับ Tencent เท่าใดนัก ได้แก่ ท่าทีโอนอ่อนที่พร้อมจะให้ความร่วมมือกับทางการจีนในเรื่องการมอบข้อมูลลูกค้าแก่ทางการจีน เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ คาดว่า Tencent ก็มีฐานลูกค้าในกิจการต่างๆ ทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นจำนวนนับพันล้านคนเช่นกัน 


            ความวุ่นวายของธุรกิจไฮเทคชั้นนำของจีน คาดว่าจะยังคงดำเนินต่อไป ตามความเคลื่อนไหวของทางการจีนที่ต้องการตรวจสอบประเด็นใดบ้าง รวมถึงการทบทวนกฎหมายธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของกิจการไฮเทคยักษ์ใหญ่ทั้งสอง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ปรากฏชัดเจนขณะนี้ก็คือ มูลค่าหุ้นของธุรกิจไฮเทคจีนในตลาดมีแนวโน้มลดลง ตราบใดที่ท่าทีของทางการจีนยังคงแข็งกร้าวกับธุรกิจเอกชนแทบทุกเดือนนับตั้งแต่ต้นปีนี้


            ในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมที่ผ่านมา นักลงทุนแทบเผ่นหนีออกจากหุ้นจีนอย่างถาวร หลังจากที่บริษัทไฮเทคชั้นนำ Didi Global Inc ซึ่งทำธุรกิจเรียกรถสาธารณะผ่านแอปฯ โดนหน่วยงานรัฐบาลหลายหน่วยบุกเข้าตรวจสอบสำนักงานใหญ่ในกรุงปักกิ่ง เนื่องจากบริษัท Didiฝ่าฝืนคำสั่งที่ทางการต้องการให้เลื่อนการนำหุ้นไปจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดนิวยอร์ก ซึ่งบริษัทสามารถระดมเงินทุนได้เป็นมูลค่าราว 4,400 ล้านดอลลาร์


            เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่ทางการจีน ทำให้หน่วยงานที่เรียกว่า The Cyberspace Administration of China (CAC) ซึ่งขึ้นตรงกับประธานาธิบดี Xi Jinping ต้องระดมหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมากมายเข้าเก็บข้อมูลหลักฐานทางธุรกิจของ Didi ทั้งหมด ทั้งนี้ ทางการจีนได้ออกมาอธิบายการห้าม Didi ออกหุ้นในสหรัฐฯ เนื่องจากต้องการตรวจสอบ Didi ก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลต่างๆ ของ Didi จะไม่รั่วไหลไปยังสหรัฐฯ


ท้งนี้ เพราะ Didi มีลูกค้าจีนใช้แอปฯมากเกือบ 400 ล้านคน และมีรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางต่างๆ ทั่วประเทศจีน ทำให้ทางการจีนต้องการเช็กว่าจะมีผลต่อความมั่นคงของประเทศหรือไม่ แต่ Didi กลับฝ่าฝืนคำสั่ง คาดว่าบทลงโทษของ Didi อาจรุนแรงถึงขั้นระงับใบอนุญาตธุรกิจ หรือลงโทษทางคดีอาญา แต่ถ้าการเจรจากับทางการจีนเป็นไปในทิศทางที่ดี ก็อาจแค่ชำระค่าปรับ 


            นับจากนี้ ธุรกิจจีนที่ต้องการออกหุ้นหรือซื้อขายหุ้นในตลาดต่างประเทศ จะต้องขออนุญาตหน่วยงาน CAC เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากธุรกิจไฮเทคทั้งหลายของจีน ซึ่งให้บริการออนไลน์ มักจะมีข้อมูลลูกค้าจีนจำนวนมาก จึงไม่ต้องการให้ตกอยู่ในมือของต่างชาติ 


            ในเวลาไล่เลี่ยกัน บริษัทยอดนิยม Meituan ซึ่งมีแพลตฟอร์มส่งอาหารเดลิเวอรี่ ก็เผชิญการสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อหุ้นบริษัทร่วงลงอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ทางการจีนประกาศตรวจสอบตามข้อร้องเรียนว่า Meituan ดำเนินกิจการเข้าข่ายผูกขาด และยังกดขี่พนักงานส่งอาหารอีกด้วย นอกจากนี้ ทางการจีนยังจัดระเบียบในธุรกิจประเภทอื่นๆ อีกมากมาย เช่น การบังคับให้บรรดาสถาบันสอนพิเศษหลังเลิกเรียน ต้องปรับกิจการเป็นรูปแบบไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อไม่ให้เอาเปรียบผู้ปกครองและลดกิจกรรมเรียนพิเศษลงด้วย


            ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลจีนที่พยายามคุมประพฤติธุรกิจเอกชน ให้อยู่ในกรอบที่ทางการต้องการ อาจช่วยลดแรงกดดันประเด็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจลงบ้าง เพื่อรักษาเสถียรภาพของชาติ แต่การพัฒนาประเทศให้รุดหน้า ก็ต้องพึ่งพาภาคเอกชนพร้อมกับเทคโนโลยีทันสมัยเช่นกัน