ONLINE MAGAZINE

ธนาคารสหรัฐฯจ่ายปันผล & เจาะตลาดเงินจีน

บทความโดย: Admin

สำนักข่าวชั้นนำ Reuters ได้รายงานความเคลื่อนไหวในแวดวงการเงินการธนาคารสหรัฐฯเมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (The Federal Reserve : The Fed) ได้อนุญาตให้ธนาคารชั้นนำสหรัฐฯหลายแห่งสามารถจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้แล้วในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ รวมถึง ยังผ่อนปรนให้ธนาคารสามารถซื้อหุ้นคืนจากนักลงทุนและผู้ถือหุ้นอีกด้วย 


ก่อนหน้านี้ การระบาดรุนแรงของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและธุรกิจต่างๆ ในสหรัฐฯเป็นวงกว้าง จนทำให้ Fed จำเป็นต้องกำกับดูแลภาคการธนาคารภายในประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความเสี่ยงต่อธุรกิจแบงกิ้งที่มาจากพิษเศรษฐกิจและธุรกิจซบเซารุนแรง ด้วยเหตุนี้ Fed จึงมีคำสั่งห้ามธนาคารสหรัฐฯจ่ายเงินปันผลและซื้อหุ้นคืนจากนักลงทุนหรือผู้ถือหุ้น เพื่อสงวนเงินกองทุนของธนาคารให้มากที่สุด เป็นปัจจัยสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ธนาคาร ท่ามกลางวิกฤติโควิดรุมเร้าสหรัฐฯหนักหน่วงในปีที่ผ่านมา 


เมื่อสถานการณ์โควิดของสหรัฐฯได้ทุเลาเบาบางลง เมื่อเทียบกับปีก่อน และ มีการฉีดวัคซีนโควิดอย่างแพร่หลาย รวมถึงการอัดฉีดเงินช่วยเหลือของรัฐบาล Joe Biden อย่างมหาศาล ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯกระเตื้องขึ้นชัดเจนนับตั้งแต่ไตรมาสแรกชองปี 2021 ดังนั้น Fed จึงมีการทบทวนมาตรการระงับการจ่ายเงินปันผลของแบงก์ รวมถึง มาตรการห้ามซื้อคืนหุ้นของธนาคาร 


ในที่สุด เมื่อสิ้นสุดไตรมาส 2 ของปีนี้ Fed มั่นใจว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวอยู่ในเกณฑ์น่าไว้วางใจ จึงอนุญาตให้แบงก์ชั้นนำสหรัฐฯสามารถจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้ในไตรมาสที่ 3 และสามารถซื้อหุ้นคืนจากนักลงทุนได้อีกด้วย คาดว่าจะมีเม็ดเงินคืนสู่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนประมาณ 130,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2021 


Reuters รายงานว่า Morgan Stanley นับเป็นแบงก์ที่สร้างความประหลาดใจมากสุด เมื่อประกาศจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นเป็น 70 เซนต์ต่อหุ้น หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากที่เคยคาดไว้ และมากกว่าที่ตลาดเก็งไว้ในระดับ 50 เซนต์ต่อหุ้น นอกจากนี้ แบงก์ยังเพิ่มจำนวนเงินที่จะซื้อคืนหุ้นจากนักลงทุนอีกด้วย นาย James Gorman หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารระดับสูง หรือ CEO ของ Morgan Stanley กล่าวว่า ธนาคารต้องการคืนเงินทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนมากที่สุด เนื่องจากเป็นเงินทุนที่แบงก์สะสมมานานหลายปี และแบงก์กำลังมีแผนที่จะปรับฐานเงินกองทุนให้สอดคล้องกับความต้องการใช้อย่างเหมาะสม เพื่อปรับยุทธศาสตร์การทำธุรกิจของแบงก์ในระยะต่อไป


ส่วนแบงก์ยักษ์อื่นๆ เช่น Bank of America จะเพิ่มเงินปันผลเป็น 21 เซนต์ต่อหุ้น หรือ เพิ่มขึ้นราว 17% ขณะที่ JPMorgan Chase และ Goldman Sachs จะเพิ่มเงินปันผลเป็น 1.00 ดอลลาร์ต่อหุ้น และ 2 ดอลลาร์ต่อหุ้น ตามลำดับ จากที่เคยคาดไว้ประมาณ 90 เซนต์ต่อหุ้น และ 1.25 ดอลลาร์ต่อหุ้น ตามลำดับ 


สำหรับธนาคารชั้นนำ Wells Fargo ที่เคยได้รับความนิยมสูงในตลาดสหรัฐฯ แต่น่าเสียดายที่เกิดกรณีอื้อฉาวเมื่อหลายปีก่อน จนทำให้ธนาคารต้องปรับปรุงการดำเนินงานครั้งใหญ่ ควบคู่กับการฟื้นฟูภาพลักษณ์ให้น่าเชื่อถือเหมือนเดิม รวมถึง การที่ Fed ต้องเข้ามากำกับดูแลอย่างเข้มงวด ทำให้ธนาคารต้องดำเนินมาตรการต่างๆ ตามเงื่อนไขของ Fed ซึ่งรวมถึง การสร้างเงินกองทุนจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา


ดังนั้น ธนาคารจึงมีเงินทุนเพียงพอที่จะซื้อหุ้นคืนเป็นจำนวนเงินราว 18,000 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ หรือ ประมาณ 10%ของมูลค่าหุ้นแบงก์ในตลาด ส่วนการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น แบงก์ได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 20 เซนต์ต่อหุ้น ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ CEO Charlie Scharf ได้กล่าวว่า ธนาคารมีเป้าหมายที่จะคืนผลตอบแทนและเงินทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนของแบงก์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งและความไว้วางใจให้แก่ Wells Fargo ตลอดไป 


เป็นที่น่าสังเกตว่า การที่ Fed ยอมผ่อนปรนมาตรการจ่ายเงินปันผลและซื้อหุ้นคืนของแบงก์สหรัฐฯ ส่วนหนึ่งมาจากผลทดสอบความแข็งแกร่งของธนาคารภายใต้สถานการณ์เลวร้าย หรือ Stress Tests ครั้งล่าสุด ธนาคารชั้นนำสหรัฐฯส่วนใหญ่ผ่านการทดสอบเป็นอย่างดี ยกเว้น Citigroup ที่จำเป็นต้องปรับเพิ่มอัตราส่วนเงินกองทุนตามคำสั่ง Fed แต่ก็ไม่ได้มีผลต่อการจ่ายเงินปันผลเท่าใดนัก ธนาคารมีแผนจ่ายเงินปันผลอย่างน้อย 51 เซนต์ต่อหุ้น และ ยังคงซื้อคืนหุ้นของธนาคารได้ด้วย 


ทั้งนี้ Fed ได้รายงานว่า ผลการทดสอบ Stress Tests มีธนาคารสหรัฐฯ 23 แห่ง ปรากฏว่าประสบภาวะขาดทุนเป็นมูลค่ารวมกันราว474,000 ล้านดอลลาร์ หากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินภายใต้สมมติฐานร้ายแรงสุดที่ธนาคารกลางสหรัฐฯวางกรอบไว้ แต่อย่างไรก็ตาม Fed ระบุว่า ธนาคารกลุ่มนี้ ล้วนมีเงินกองทุนจำนวนมากกว่าที่ทางการกำหนดไว้


ในเวลาใกล้เคียงกัน สำนักข่าว Bloomberg ได้ออกรายงานว่า ธนาคารชั้นนำสหรัฐฯ Goldman Sachs ได้ประกาศจ้างงานจำนวนมากในจีนและฮ่องกง ประมาณ 320 ตำแหน่ง นับตั้งแต่ต้นปี 2021 และในจำนวนนี้ ราว 70 ตำแหน่ง ทำหน้าที่ด้าน Investment Banking ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคารยังมีแผนที่จะเพิ่มบุคลากรอีก 100 ตำแหน่ง ในช่วงที่เหลือของปีนี้ 


นาย Todd Leland เจ้าหน้าที่ระดับสูงประจำภูมิภาคเอเชียของ Goldman Sachs ให้เหตุผลว่า การเพิ่มพนักงานในจีนอย่างมาก ก็เพื่อให้สอดคล้องกับการขยายตัวของธุรกิจใหม่ที่ทางการจีนได้เปิดตลาดเงินภายในประเทศให้แก่ธุรกิจการเงินต่างชาติ โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการสินทรัพย์ และ การทำธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ ซึ่งทางการจีนอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นได้เต็มที่ เมื่อเทียบกับระยะที่ผ่านๆ มา 


ความจริง Goldman Sachs ได้วางแผนลงทุนทำธุรกิจการเงินในจีนช่วงปี 2019 เป็นแผนระยะ 5 ปี โดยคาดว่าจะมีการจ้างพนักงานราว 600 คน แต่ด้วยสถานการณ์โควิดระบาดรุนแรงในจีนช่วงปลายปี 2019 และต่อเนื่องช่วงแรกของปี 2020 ส่งผลให้การดำเนินงานตามแผนของ Goldman Sachs ชะลอตัวลง แต่ถึงกระนั้น ธนาคารได้ลงทุนในจีนในรอบปีที่แล้ว เป็นจำนวนเงินราว 17,500 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 33%จากปีก่อนหน้า 


เป็นที่น่าสังเกตว่า ธนาคารชั้นนำต่างประเทศหลายแห่ง ล้วนสนใจเข้าไปลงทุนในตลาดเงินจีนอย่างคึกคัก ปราศจากความกังวลเรื่องความขัดแย้งระหว่างจีนกับประเทศตะวันตกในประเด็นต่างๆ มากมายขณะนี้ ยกตัวอย่างสถาบันการเงินชั้นนำอื่นๆ เช่น UBS Group AG, Credit Suisse Group AG และ HSBC เป็นต้น และมีแนวโน้มว่าธนาคารชั้นนำอีกหลายแห่ง จะทยอยเข้ามาทำธุรกิจการเงินการธนาคารในจีน ซึ่งมีมูลค่าธุรกิจด้านนี้ ไม่ต่ำกว่า 54 ล้านล้านดอลลาร์ 


นาย Leland แห่ง Goldman Sachs ทิ้งทายกับ Bloomberg ว่า ธนาคารได้แต่งตั้งบุคลากรเชื้อสายจีนจำนวน 2 คน ดำรงตำแหน่งดูแลด้านธนาคารเพื่อการลงทุนและการบริหารจัดการสินทรัพย์ในจีนและฮ่องกง เพื่อสร้างทีมงานจับตลาดทั้งสองอย่างรวดเร็ว


เป็นที่น่าสังเกตว่า Morgan Stanley ถือว่าเป็นแบงก์สหรัฐฯที่มีผลงานในจีนอย่างยาวนาน ซึ่ง Goldman Sachs ต้องการไล่ตามธนาคารร่วมชาติอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ธนาคารชั้นนำสหรัฐฯทั้งสองแห่ง มีสัดส่วนในธุรกิจค้าหลักทรัพย์ในจีนรวมกันในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ประมาณ 12% ของธุรกิจดังกล่าวทั้งหมดในจีนที่มีมูลค่า 119,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ