ONLINE MAGAZINE

ปมฉาวธนาคารโลก

บทความโดย: Admin

“ผลการตรวจสอบมีความหนาเกือบ 100 หน้า ระบุว่า การจัดอันดับของรายงาน Doing Business ในปี 2018 และ 2020 มีความผิดปกติ โดยเฉพาะอันดับของประเทศจีน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอาเซอร์ไบจัน”

Doing Business” ถือว่าเป็นรายงานชิ้นโบแดงก็ว่าได้ ในแวดวงนักลงทุน นักธุรกิจ รวมถึง รัฐบาลต่างๆ ที่มักจะใช้รายงานดังกล่าวช่วยในการตัดสินใจลงทุนในต่างประเทศ ถ้าเป็นรัฐบาลก็ไว้คอยตรวจเช็กว่าการบริหารจัดการเปิดประเทศ เพื่อต้อนรับนักลงทุนและนักธุรกิจต่างชาติก้าวหน้าไปแค่ไหน

Doing Business จะคอยสำรวจและวิจัยข้อมูลสำหรับจัดอันดับประเทศต่างๆ เพื่อสะท้อนว่าประเทศไหน บริหารจัดการกฎระเบียบให้อยู่ในเกณฑ์ง่ายดายและน่าเชื่อถือ ซึ่งนักลงทุนและนักธุรกิจต่างชาติ สามารถเข้าไปดำเนินงานได้อย่างสะดวก โปร่งใส ประหยัดเวลาพร้อมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น พูดง่ายๆ ก็คือ รายงานจะชี้ว่า ประเทศใดมีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้ลงทุนต่างประเทศมากที่สุด โดยการจัดอันดับเรียงกัน จากประเทศดีเยี่ยม ลงไปเรื่อยๆ จนถึงอันดับบ๊วย ซึ่งมักจะมีกฎระเบียบยุ่งเหยิงหลงเหลืออยู่ หรือมีระบบภาษีซับซ้อน หรือหน่วยงานรัฐอืดอาดล่าช้า ล้าสมัย ฯลฯ

Doing Business เริ่มออกผลงานการจัดอันดับครั้งแรกในปี 2003 โดยธนาคารโลก หรือ World Bank ได้รับความนิยมและชื่นชอบในแวดวงต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี บรรดาแฟนๆ จะคอยดูว่ารายงานการจัดอันดับประเทศไหนแชมป์ หรือประเทศไหนห่วย รวมถึงประเทศของตนจะก้าวหน้าดีขึ้น หรือถอยหลังแย่ลง ว่ากันว่า นายกรัฐมนตรี Li Keqiang แห่งแดนมังกร ก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับ เคยบ่นทีเล่นทีจริงในปี 2017 ว่า อันดับของจีนก้าวตามเพื่อนๆ ไม่ค่อยทัน จนกลายเป็นแรงกระตุ้นให้จีนปฏิรูปกฎระเบียบต่างๆ ครั้งใหญ่ เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาทำธุรกิจในจีนสะดวกสบายมากขึ้นในเวลาต่อมา

นอกจากจีนแล้ว ยังมีอีกหลายๆ ประเทศที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการจัดอันดับของ Doing Business ไว้คอยปรับปรุงแก้ไขจุดอ่อนของประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก็ยังใช้เป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาและตัดสินใจเกี่ยวกับการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ประเทศสมาชิกอีกด้วย ขณะที่ธนาคารโลก ก็ใช้รายงานดังกล่าวช่วยสนับสนุนโครงการพัฒนาในต่างประเทศจำนวนกว่า 600 โครงการ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าประมาณ 15,500 ล้านดอลลาร์

แต่น่าเสียดาย Doing Business จำเป็นต้องยุติบทบาทลงในปีนี้ โดยธนาคารโลกระบุว่า จะงดการเผยแพร่รายงานดังกล่าวไว้ก่อน เนื่องจากเกิดกรณีอื้อฉาวในการจัดทำรายงานในบางปีที่ผ่านมา ธนาคารโลก ได้มีการตรวจสอบภายในองค์กร และได้ว่าจ้างให้สำนักกฎหมาย WilmerHale เข้ามาตรวจสอบการจัดทำรายงาน Doing Business อย่างละเอียด

ผลการตรวจสอบมีความหนาเกือบ 100 หน้า ระบุว่า การจัดอันดับของรายงานในปี 2018 และ 2020 มีความผิดปกติ โดยเฉพาะอันดับของประเทศจีน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอาเซอร์ไบจัน

ข้อมูลของ WilmerHale ไม่ได้สะเทือนภาพรวมขององค์กรธนาคารโลกมากมายนัก แต่กลับเขย่าเก้าอี้กรรมการผู้จัดการ IMF นาง Kristalina Georgieva แบบไม่ทันตั้งตัว ทั้งๆ ที่เพิ่งได้รับตำแหน่งสูงสุดของ IMF เมื่อกลางปี 2019 โดยก่อนหน้านั้น นาง Georgieva ดำรงตำแหน่ง CEO ของธนาคารโลก ถือว่าเป็นมือสอง รองจากประธานธนาคารโลก คือ นาย Jim Yong Kim ในเวลานั้น

ข้อกล่าวหาชี้ว่า นาง Georgieva ได้ใช้อำนาจกดดันให้ทีมนักวิจัยปรับข้อมูลในการจัดอันดับของปี 2018 โดยให้จีนมีอันดับทรงตัวอยู่ที่ 78 แทนที่จะต้องร่วงลงมาที่ 85 ทั้งนี้ เนื่องจากช่วงนั้น ธนาคารต้องการเอาใจจีน เพื่อจะได้เพิ่มทุนให้แก่ธนาคารโลกมากขึ้น เพราะสหรัฐฯในยุค Donald Trump ไม่สนใจองค์กรพวกนี้เท่าใดนัก อีกทั้งยังเป็นการให้กำลังใจจีนที่อุตส่าห์กุลีกุจอปรับปรุงกฎเกณฑ์มากมาย เพื่อผลักดันอันดับใน Doing Business

อย่างไรก็ตาม นาง Georgieva ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และบอกว่า การทำงานวิจัยที่ละเอียดอ่อนต้องรอบคอบ จึงให้ทีมงานตรวจเช็คหลายรอบ ตามคำสั่งของประธาน Kim ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้บ้าง และทีมงานวิจัยก็ยอมรับว่าดำเนินงานตามระบบ ไม่ได้โดนบีบบังคับจากผู้บริหาร

ในสายตาของคนนอกเกี่ยวกับกรณีนี้ มีความหลากหลาย แล้วแต่ว่าใครชอบใคร บางกลุ่มได้เรียกร้องให้นาง Georgieva ลาออกจากตำแหน่งผู้นำ IMF ดีกว่า เพราะอยู่ทำงานต่อไป ก็อาจทำให้ IMF กลายเป็นองค์กรที่อึมครึมไม่รู้ว่าจะไว้วางใจได้แค่ไหน เพราะ IMF เองก็มีหน่วยงานวิจัยระดับโลก และหากในอนาคตมีกรณีพิพาทระหว่างจีนกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ด้านเงินๆ ทองๆ IMF จะทำหน้าที่เป็นกรรมการน่าเชื่อถือหรือเปล่า ดังนั้น ทางที่ดี นาง Georgieva ควรสละเก้าอี้ IMF ซะ

แต่ทางสหภาพยุโรป หรือ อียู ประเทศสมาชิกชั้นนำ ยังคงให้การสนับสนุนให้นางอยู่ในตำแหน่งต่อไป และที่สำคัญก็คือ อียูมีบทบาทการตัดเลือกผู้นำ IMF อีกต่างหาก ดังนั้น ใครที่จะโค่นนาง Georgieva อาจต้องฝ่าด่านยุ่งยากมากมาย ทั้งนี้ นาง Georgieva เคยทำงานในคณะกรรมาธิการอียูมาก่อน ผลงานเยอะแยะ และนางเองก็เป็นชาวยุโรปตะวันออก จึงมีพันธมิตรพอควร

บางกระแสก็ว่ากรณีอื้อฉาวครั้งนี้ กะโจมตีผู้นำ IMF ล้วนๆ เพื่อต้องการเปลี่ยนคนใหม่ ในรายงานตรวจสอบ WilmerHale ที่เกี่ยวกับการจัดอันดับปี 2020 ซึ่งนาง Georgieva ไม่มีเอี่ยวด้วย รายงานกลับไม่ค่อยเน้นเนื้อหาสาระ ทั้งๆ ที่นักข่าวอิสระพบว่า ประธานธนาคารโลกคนปัจจุบัน นาย David Malpass น่าจะมีส่วนรู้เห็นการปรับอันดับให้ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อยู่ในตำแหน่งสูงขึ้น เพราะประเทศร่ำรวยอาหรับมีส่วนช่วยเกื้อกูลงานธนาคารโลกเหมือนกัน แต่รายงาน WilmerHale กลับไม่ได้ระบุผู้บริหารที่มีส่วนต้องรับผิดชอบเลย บางคนจึงมองว่ากรณีฉาวของปี 2020 เป็นแค่ตัวประกอบ ตัวจริงที่ต้องการเล่นงานก็คือ Doing Business ปี 2018 ที่มี นาง Georgieva เป็นเป้าหมาย

ดราม่าในองค์กร IMF ที่อาจมีคนบางกลุ่มไม่ชอบวิธีการทำงานของนาง เนื่องจากนางค่อนข้างพลิกบทบาทของ IMF จากเดิมที่เคยโหดร้ายกับประเทศลูกหนี้ กลับยอมโอนอ่อนลงบ้างตามสภาพเศรษฐกิจเป็นจริงของประเทศนั้นๆ ซึ่งกลุ่มเจ้าหนี้เอกชนย่อมไม่พอใจ แทนที่จะกดดันเรียกหนี้สินคืนไวๆ กลับต้องล่าช้า นอกจากนี้ IMF เริ่มให้ความสนใจเกี่ยวกับประเด็นโลกร้อนมากขึ้น ซึ่งคนรุ่นเก่า IMF คงอยากให้องค์กรสนใจงานเดิมๆ ต่อไปดีกว่า

แต่ไม่ว่าประเด็นฉาวของธนาคารโลก จะจริงเท็จอย่างไร แต่ก็ทำให้ความเชื่อมั่นในการทำงานขององค์กรเสื่อมถอยลงไปบ้างแล้ว ดังนั้น คำสั่งสอนของธนาคารโลกที่เคยกำชับให้ประเทศสมาชิกต้องยึดหลักการกำกับดูแลที่โปร่งใส ไร้คอร์รัปชั่น และซื่อสัตย์สุจริต ก็ควรนำไปปฏิบัติในองค์กรระดับโลกเหมือนกัน!!